5 จังหวัดอีสานเฝ้าระวัง! โรคไข้ดินปี 2569 ป่วย 3,102 ราย ดับ 136 ราย

29.10.26 | 15:07 น.

กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์โรคไข้ดิน พบผู้ป่วย 3,102 ราย เสียชีวิต 136 ราย พบผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เตือนเกษตรกรและผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ระวังสัมผัสดินและน้ำช่วงฝนตก น้ำท่วมขัง เสี่ยงติดเชื้อรุนแรงถึงเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกในบางพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังหรือดินชื้นแฉะ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เกษตรกร หรือผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินและน้ำโดยตรง รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคธาลัสซีเมีย มีความเสี่ยงป่วยโรคไข้ดินสูง ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-27 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วย 3,102 ราย เสียชีวิต 136 ราย อัตราป่วยตาย 4.38% กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยต่อประชากรแสนคนสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 50-59 ปี และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ตามลำดับ พื้นที่ที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดมุกดาหาร บึงกาฬ ยโสธร บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี เป็นต้น ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,828 ราย โดยภาพรวมสถานการณ์ในปีนี้ยังมีรายงานผู้ป่วยน้อยกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลังเล็กน้อย

นพ.มณเฑียร กล่าวว่า เชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคไข้ดินมักพบในดินและแหล่งน้ำในทุกภูมิภาคของประเทศไทย สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ได้แก่ การสัมผัสเชื้อผ่านทางเยื่อบุผิวหนังหรือบาดแผล การดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป หลังติดเชื้อโดยเฉลี่ย 4-9 วัน มักแสดงอาการเจ็บป่วย เร็วสุดหนึ่งวัน แต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภาวะภูมิคุ้มกันของแต่ละคน โรคนี้มีอาการแสดงที่ไม่จำเพาะ อาจเป็นการติดเชื้อเฉพาะที่หรือติดเชื้อแล้วแพร่กระจายทั่วทุกอวัยวะก็ได้ ซึ่งมีความหลากหลายคล้ายโรคติดเชื้ออื่นหลายโรค ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเริ่มจากมีไข้ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น บางรายพบมีฝีที่ผิวหนัง ปอด ตับหรือม้าม ในรายที่มีอาการรุนแรงมักมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จึงทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก ต้องอาศัยการตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการเป็นหลัก เพื่อใช้ประกอบการตรวจวินิจฉัยและรักษา


ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วิธีการป้องกันโรคไข้ดินสามารถทำได้ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นขอให้สวมรองเท้าบูต ถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ หลังสัมผัสดินและน้ำให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที 2.หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท 3.รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำในบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานหรือน้ำต้มสุกทุกครั้ง 4.หลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางสายฝน โดยเฉพาะช่วงที่มีลมแรง มีพายุ อาจทำให้สูดละอองดินที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ และ 5.หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่อง 2 วันขึ้นไป ร่วมกับมีประวัติการสัมผัสดินและน้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422