หัวข้อเรื่องน่ากลัวจัง ยังไม่ได้เขียนเลยก็ขนลุกเสียแล้ว ไม่รู้ว่าจะเขียนไปได้สักกี่น้ำ ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวผีมันหักคอเอา ฐานไปคุ้ยเขี่ยเรื่องของมันมาตีแผ่มากไป
ผีกับเปรตนี่ไม่เหมือนกันนะครับ หลายคนมักจะคิดว่าเป็นอย่างเดียวกัน ชาวไทยในต่างจังหวัด เช่น ทางภาคอีสานมักจะพูดรวมกันว่า “ผีเปรต” หมายถึงเปรต ส่วนผีที่หลอกหลอนใครต่อใครให้จับไข้หัวโกร๋นนั่น มักเรียกว่า “ผี” เฉยๆ
เพราะฉะนั้น ผีกับเปรตจึงเป็นคนละอย่าง แต่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน
บ๊ะ พูดอะไรไม่รู้ฟัง “คนละอย่างกัน แต่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน?” อย่าเพิ่งงงครับ ผมจะจาระไนเดี๋ยวนี้แหละ
ในพระพุทธศาสนา (ฮั่นแน่อ้างหลักฐานเชียว) ท่านกล่าวว่า สัตว์โลกมีอยู่ด้วยกัน 2 ภูมิ คือ สุคติภูมิ (แดนดี) คือแดนที่มีเทวดาบนสวรรค์หกชั้น พรหมสิบหกชั้น และมนุษย์ด้วย
อย่าลืมนะครับ มนุษย์เรานี้ถือว่าเป็นสุคติภูมิ อยู่ในระดับเดียวกับพวกเทวดาและพรหม
อีกภูมิหนึ่ง คือ ทุคติภูมิ (แดนชั่ว) คือแดนที่มีความทุกข์ยากลำบาก หาความเจริญมิได้ บางทีเรียกว่า “อบายภูมิ” สัตว์ในแดนที่มีสัตว์เดียรัจฉาน สัตว์นรก เปรต อสุรกาย
จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านพูดถึงสัตว์ 7 จำพวก คือ
(1) เทวดา สัตว์ที่เสวยผลบุญที่ตนทำไว้ในชาติปางก่อน ตายไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นต่างๆ 6 ชั้น เทวดามีทั้งเพศหญิงและเพศชาย ถ้าเป็นเพศชายก็เรียกว่า เทวบุตร ถ้าเป็นหญิงก็เรียกว่าเทวธิดา แต่เรียกรวมๆ ว่า “เทวดา” พวกนี้เป็นสุคติภูมิ
(2) พรหม สัตว์ที่สมัยอยู่ในโลกมนุษย์ได้บำเพ็ญสมาธิจนได้ฌานขั้นต่างๆ ตายไปเกิดเป็นพรหม อยู่บนโลกของพรหม 16 ชั้น พวกนี้ก็เรียกว่าสุคติภูมิเหมือนกัน
(3) มนุษย์ คอหยักๆ สักแต่ว่าคน หรือมนุษย์ขี้เหม็นเคี่ยวเข็ญเทวดา อย่างที่ชอบล้อเลียนกันเล่นนั่นแหละครับ สัตว์โลกชนิดนี้ว่าตามจริงแล้วมีเกรด หรือซี สูงพอๆ กับสองประเภทข้างต้นเหมือนกัน เพราะมีโอกาสดี บางทีดีกว่าสองประเภทแรกด้วยซ้ำไป จึงจัดไว้เป็นสุคติภูมิเหมือนกัน
(4) สัตว์เดียรัจฉาน คือพวกไปทางขวาหรือแนวนอน ไม่เดินแนวตั้งเหมือนคน มี วัว ควาย หมู ไก่ เป็นต้น พวกนี้นับอยู่ในจำพวกที่ไร้ความเจริญ จึงรวมอยู่ในจำพวกทุคติภูมิ
(5) สัตว์นรก คือพวกที่สมัยเกิดเป็นมนุษย์ได้ผิดศีลผิดธรรม เช่น ฆ่าปล้น ลักขโมย ผิดลูกผิดเมียเขา ดื่มสุราเมรัย โกหกหลอกลวงอะไรเหล่านี้ ไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้รับความทรมานทรกรรมต่างๆ นานาในนรกขุมต่างๆ ที่คุ้นหูคุ้นตาพวกเรามากที่สุดก็มีกระทะทองแดง ต้นงิ้ว หนามยาวโง้ง (ความเจริญมีมากมายและพิสดารพันลึกนัก ไม่เชื่อคุณลองไปดูสิ) พวกนี้จัดอยู่ในทุคติภูมิ
(6) เปรต คือพวกที่สมัยยังเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบาปกรรมเช่นเดียวกับประเภทที่ (5) นั้นแหละ ตายไปไปเกิดเป็นเปรต เปรตมีอยู่ 2 ประเภท คือเปรตที่ต้องทนทุกข์ทรมานในเวลากลางวัน พอตกกลางคืนไม่ต้องทรมาน แถมยังมีวิมานให้อยู่เหมือนเทวดาอีกต่างหาก พวกนี้เรียกว่า “เวมานิกเปรต” (เปรตมีวิมาน) ที่เป็นเช่นนี้เพราะในชาติก่อนแกทำทั้งดีทั้งชั่วปนกัน อีกประเภทหนึ่งคือเปรตที่รับแต่ความทุกข์ อดอยาก หิวโหย รอผลบุญที่คนอื่นอุทิศให้ พวกนี้เรียกว่า “ปรทัตตูปชีวิเปรต” (เปรตอาศัยผลบุญที่เขาให้เลี้ยงชีพ) พวกเปรตจัดอยู่ในทุคติภูมิ
(7) อสุรกาย คือพวกเรียกว่า “ผี” นั่นเอง ตามศัพท์แปลว่า ผู้ขี้ขลาด เป็นพวก “อทิสสมานกาย” (แฝงร่าง ไม่ปรากฏกาย) เที่ยวเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ คอยหลอกหลอนผู้คนให้จับไข้หัวโกร๋น ว่ากันว่าผีหรืออสุรกาย มันไม่ตั้งใจหลอกคนดอก มันมาปรากฏกายให้เห็นเพื่อขอความช่วยเหลือจากคน
แต่บังเอิญคนเห็นมันรูปร่างหน้าตาพิสดารพันลึกก็เลยกลัว ถ้าใครกล้าๆ ลองถามมันสิครับว่าอยากได้อะไร จะทำบุญอุทิศไปให้ เท่านั้นแหละ มันก็จะหายวับไปกับตา ว่าแต่ว่าสัญญากับมันแล้วต้องทำให้มันนา ไม่งั้นมันมาทวงอีก บวกดอกเบี้ยด้วยจะยุ่งใหญ่
อสุรกายหรือผีจัดเข้าในประเภททุคติภูมิเช่นเดียวกับประเภทที่ (4) ที่ (5) และที่ (6)
คนไทยมักเข้าใจกันว่าผีคือวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วเที่ยวเร่ร่อนหาที่เกิดถาวร ความเชื่อเช่นนี้สืบเนื่องมาจากศาสนาฮินดู ที่เชื่อว่าเมื่อร่างกายแตกดับก็ดับแต่ร่าง ส่วนวิญญาณ (แขกเรียกอาตมัน, ฝรั่งเรียกโซล-soul) นั้นไม่ดับไปด้วย มักจะเร่ร่อนไปหาที่เกิดใหม่ เหมือนคนที่ออกจากบ้านที่ถูกไฟไหม้ไปหาบ้านใหม่อยู่อะไรทำนองนั้น
วิญญาณในความหมายอย่างนี้ ในพระพุทธศาสนาไม่มี เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่า เมื่อตายทุกอย่างดับหมด ตายแล้วก็ไปเกิด “ทันที” ตามผลกรรมที่กระทำไว้จะจัดสรรให้เป็นไป ตายปุ๊บ เกิดปั๊บ ส่วนจะเกิดเป็นอะไรแล้วแต่กรรม
เพราะฉะนั้น แนวคิดที่ว่าหลังจากตายแล้ววิญญาณออกจากร่างไปหาที่เกิดใหม่ไม่มี คือพุทธไม่เชื่ออย่างนี้
สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นวิญญาณเร่ร่อนนั้น ความจริงเป็น “สัตว์” ชนิดหนึ่งที่เกิดเรียบร้อยแล้ว คือแกเกิดเป็นอสุรกายหรือผีดังกล่าวแล้ว
ที่พูดมาทั้งหมดนี้คงพอจะเข้าใจ (ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น หรือว่ายิ่งพูดยิ่งงงก็ไม่รู้สิ) ผีก็เป็นพวกหนึ่ง เปรตก็เป็นพวกหนึ่ง เทวดาก็พวกหนึ่ง สัตว์นรกก็พวกหนึ่ง พรหมก็พวกหนึ่ง มนุษย์ก็พวกหนึ่ง สัตว์เดียรัจฉานก็พวกหนึ่ง ไม่เหมือนกัน พูดถึงการติดต่อ คนสามารถติดต่อกับ “สัตว์โลก” เหล่านี้ได้ทุกจำพวก
– สัตว์เดียรัจฉานติดต่อกันอยู่แล้วเห็นๆ กันอยู่ สัตว์บางพวกมนุษย์ก็นำมาใช้งาน สัตว์บางจำพวกมนุษย์ก็เอามาเป็นอาหาร การติดต่อกับสัตว์เดียรัจฉานไม่ต้องใช้ “เครื่องมือ” หรือ “สื่อ” อะไรพิเศษ เพราะมองเห็นๆ กันอยู่
– เทวดาหรือพรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย มนุษย์ สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ด้วยอาศัยเครื่องมือพิเศษ จะใช้ตาเปล่าๆ ไม่ได้เพราะพวกนี้มีร่างกายละเอียด มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
วิธีติดต่อมีหลายวิธี เท่าที่ใช้กันมามีอยู่ 3 วิธี คือ
1.เชิญลงแก้ว วิธีนี้มีใช้มาแต่สมัยโบราณ สมัยพระพุทธเจ้าก็มีทำกัน เรียกว่า “อาทาสปัญหา” (ถามปัญหาผ่านแก้ว) ก็คือที่คนไทยเรียกว่า “ผีถ้วยแก้ว” นั่นแหละครับ
2.วิธีเข้าทรง ส่วนมากมักใช้เด็กหญิงเป็นร่างทรง เชิญผีหรือเทวดาที่ต้องการติดต่อด้วยเข้าสิงร่างของเด็กหญิงแล้วถามเรื่องราวต่างๆ วิธีนี้จึงเรียกว่า “กุมารีปัญหา” (ถามปัญหาผ่านเด็กหญิง) สมัยพระพุทธกาลคนนิยมทำกันมาก เดี๋ยวนี้วิธีเข้าทรงพัฒนาไปมาก ไม่ต้องใช้เด็กหญิงแล้ว ส่วนมากผู้ใหญ่จะทำตนเป็น “ร่างทรง” จะเข้าทรงเอง เชิญผีหรือเทพที่ต้องการมาเข้าทรง (ส่วนมากจะจำกัดองค์ใดองค์หนึ่ง เช่น เจ้าแม่ตะเคียนทอง คนทรงคนนั้นก็จะตั้งสำนักเป็น “สำนักทรงเจ้าแม่ตะเคียนทอง” คอยแก้ปัญหาให้ประชาชนสารพัดอย่าง กระทั่งหวย เจ้าพ่อเจ้าแม่แกก็บอกได้)
3.วิธีสมาธิ ฝึกจิตจนได้สมาธิระดับหนึ่ง จิตมีพลัง มีความคมชัดระดับที่เรียกว่าได้ “จุตูปปาตญาณ” (ญาณหยั่งรู้การเกิดการตายของสรรพสัตว์ หรือได้ตาทิพย์) เมื่อได้ความรู้ความสามารถพิเศษระดับนี้ ท่านว่าจะเกิดมีแสงสว่างในใจ ทำให้เห็นรูปร่างของพวกผีเทวดา ทั้งสามารถติดต่อพูดจากับพวกเขาได้เสมือนมีจอโทรทัศน์ประจำใจ เปิดปุ๊บก็ปรากฏร่าง “โอปปาติกะ” หรือบรรดาผีสางเทวดาทั้งหลายอยู่หน้าจอทีวีเลยทีเดียว
วิธีที่หนึ่งกับที่สองอาจได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางครั้งก็เหลวไหลเพราะต้องอาศัยสื่อภายนอกเข้าช่วย บางครั้งผีที่ต้องการเชิญไม่เข้ากลายเป็นไอ้ผีที่ไหนไม่รู้เข้ามาแทรก หรือในกรณีเข้าทรง อาจโดนเจ้าคนทรงนั่นแหละหลอกต้มก็ได้
ทำเป็นดิ้นตูมๆ ให้เข้าใจว่าวิญญาณเสด็จพ่อเสด็จแม่เข้าประทับทรง เปล่า กลายเป็นกลอุบายหลอกต้มตุ๋นเอาเงินชาวบ้านก็มี
วิธีสุดท้าย (ผ่านสมาธิ) เท่านั้นที่เชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้บำเพ็ญสมาธิระดับได้ญาณพิเศษจะรู้เห็นเอง ไม่จำต้องอาศัยสื่อภายนอกเข้าช่วย พระอริยอรหันต์หลายรูปได้ญาณชนิดนี้ เช่น พระโมคคัลลานะ พระอนุรุทธะ เป็นต้น
พระอรหันต์ทุกองค์ไม่จำเป็นต้องได้ญาณชนิดนี้เหมือนกันนะครับ บางองค์เป็นพระอรหันต์ กิเลสหมดสิ้นเชิงอย่างเดียว แต่ไม่มีความสามารถพิเศษอย่างที่ว่านี้ก็มี เพราะท่านมิได้ผ่านการฝึกทางฝ่ายสมถะมาอย่างช่ำชอง ท่านบำเพ็ญวิปัสสนาตรงดิ่งไปยังการกำจัดกิเลสเป็นพระอรหันต์เลย
พระอรหันต์ประเภทนี้เรียกว่า “สุกขวิปัสสก” แปลว่าผู้เห็นแจ้งล้วนๆ หมดกิเลสอย่างเดียว ไม่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างอื่น เช่น ได้หูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรเหล่านี้
การติดต่อผีหรือเทวดาผ่านคนทรง ถ้าทรงจริงๆ ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าคนทรงไม่มีความรู้ความสามารถ แกล้งหลอกชาวบ้านเพื่อหากินก็ทำไม่ได้ ประเภทหลังนี้มีดาษดื่น ขอให้ระวังให้ดี
เมื่อนานมาแล้วผมอ่านเรื่องสั้นของคุณต๊ะ ท่าอิฐ แกเล่าว่าแกเป็นไกด์สมัครเล่น หรือที่แกเรียกว่า “ไกด์ผี” พาฝรั่งไปชมคนเข้าทรงสำนักหนึ่ง คนทรงเป็นหญิง พอเห็นฝรั่งรูปหล่อเข้าเท่านั้น ก็ดิ้นตูมๆ บอกว่าฝรั่งคนนี้ชาติก่อนเป็นลูกเสด็จแม่ โอ…วันนี้แม่ได้พบลูกแล้ว มามะ มาใกล้ๆ แม่หน่อย ว่าแล้วแกก็โอบกอดฝรั่งหนุ่มจูบแก้มซ้ายแก้มขวาเป็นการใหญ่ ยังกับหนุ่มสาวพลอดรักกัน
ฝ่ายเจ้าสามีนั่งอยู่ข้างๆ สู้อดทนกับกิริยาอาการของภรรยามานานจนทนต่อไปไม่ไหว จึงตะโกนเสียงดังว่า “มันจะมากไปแล้วนะ อีนิล”
เท่านั้นแหละครับ คุณนิลวรรณ ร่างทรงเสด็จแม่ก็ถึงกับชะงัก เจ้าออกจากร่างปัจจุบันทันด่วน
เดาได้เลยว่า คืนนั้นเสด็จแม่คงจะโดนสามีเธอตบสั่งสอนหลายฉาดแน่นอน
สำนักทรงที่หลอกชาวบ้านมีมากมาย จึงขอให้ระมัดระวังด้วยนะครับ ถ้าถามว่าทำไมจึงมีสำนักทรงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่รู้เจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรมากมาย คำตอบก็คือมันหากินง่ายครับ ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร
เพียงวางมาดให้ภูมิฐาน อ้างเทพอะไรสักชื่อที่คนไม่รู้จัก ดิ้นตูมๆ ตามๆ ให้น่ากลัวเข้าไว้ เวลาเจ้าเข้าก็ให้พูดดัดเสียงเหน่อๆ อีกต่างหากก็ยิ่งดี แล้วคนจะเชื่อเอง ไม่ช้านานลาภสักการะจะไหลมาเทมาจนรับไม่ไหว
รุ่นน้องผมคนหนึ่งมันบำเพ็ญตนเป็นคนทรงเก๊ เดี๋ยวนี้ขับรถเบนซ์คันงามแล้ว ผมต่อว่ามันว่าไม่น่าหากินแบบนี้ มันบอกว่าช่วยไม่ได้ คนมันอยากโง่เอง
แสบดีไหมครับ

