Science Insights : ลานีญา 3 ปีซ้อน ตอนที่ 1/2 โดย ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ

ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 2020 ถึงราวต้นปี ค.ศ. 2023 อาจนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษในทางลมฟ้าอากาศ เพราะเป็นช่วงที่เกิดลานีญา 3 ปีติดๆ กัน เรียกว่า triple-dip La Nina  สภาวะเช่นนี้เป็นอย่างไร และส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร ผมจะค่อยๆ ไล่เลียงให้อ่านกันครับ

หนึ่ง – ชวนรู้จัก ‘สภาพปกติ’ ของบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก

ก่อนจะรู้จักลานีญา (La Nina) จำเป็นต้องเข้าใจสภาพปกติของบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกกันก่อน 

ลักษณะสภาพปกติ (normal phase) คือ บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น พื้นที่แถบอเมริกาใต้ฝั่งติดมหาสมุทรแปซิฟิก) มีความกดอากาศสู ส่วนบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางทิศตะวันตก (เช่น บริเวณประเทศอินโดนีเซีย) มีความกดอากาศต่ำ 

Advertisement

ความแตกต่างของความกดอากาศระหว่างบริเวณทั้งสองนี้ก่อให้เกิดการไหลเวียนของอากาศ เรียกว่า เซลล์วอล์คเกอร์ (Walker cell) หรือการไหลเวียนวอล์คเกอร์ (Walker circulation)

ชมแผนภาพเซลล์วอล์คเกอร์ได้ที่ (ภาพแรก) คลิก

ในแผนภาพเซลล์วอล์คเกอร์นี้จะเห็นเป็นลูกศรเวียนขวา อาจจำง่ายๆ ว่า ในสภาพปกติ อากาศในเซลล์วอล์คเกอร์จะหมุนเวียนในทิศทางเดียวกับเข็มนาฬิกา (หากมองจากทิศใต้) ก็ได้

Advertisement

บริเวณใกล้ผิวน้ำทะเลภายในเซลล์วอล์คเกอร์มีลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast trade winds) พัดพาน้ำทะเลอุ่นๆ ที่ผิวไปกองรวมกันอยู่แถบบริเวณตะวันตก น้ำทะเลอุ่นๆ นี้จะทำให้อากาศที่อยู่ผิวน้ำทะเลอุ่นตามไปด้วย ผลก็คือ ทางแถบนี้ (ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และประเทศใกล้เคียง) จะมีแนวโน้มที่จะเกิดเมฆก้อนซึ่งอาจเติบโตต่อไปกลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากอากาศร้อน (ซึ่งมีไอน้ำอยู่ด้วย) จะลอยตัวสูงขึ้น

สอง – ลานีญา คืออะไร?

คราวนี้มาดูสภาพลานีญากันบ้าง

หากความกดอากาศในบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ (แถบอเมริกาใต้) มีค่าสูงขึ้น ก็จะทำให้ลมค้าตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากขึ้น ส่งผลให้น้ำอุ่นไปกระจุกตัวอยู่ในบริเวณตะวันตกมากขึ้น ผลก็คือ บริเวณประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และประเทศใกล้เคียง (รวมทั้งประเทศไทย) มักจะเกิดฝนตกหนัก มีฝนฟ้าคะนองบ่อย แถมบางพื้นที่ก็เสี่ยงต่อน้ำท่วมและดินโคลนถล่มมากขึ้น ส่วนบริเวณอเมริกาใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนลดลง

ชมแผนภาพเซลล์วอล์คเกอร์ได้ที่ (ภาพที่สาม) คลิก

โดยสรุปคือ สภาพลานีญามีลักษณะการไหลเวียนของอากาศเช่นเดียวกันกับสภาพปกติ เพียงแต่ความกดอากาศฝั่งอเมริกาใต้สูงขึ้น ลมค้าแรงขึ้น และการไหลของกระแสน้ำแรงขึ้นนั่นเอง 

นี่เองที่ทำให้ หนังสือบางเล่มเหมารวมสภาพปกติและสภาพลานีญาเอาไว้ในแผนภาพเดียวกัน โดยเรียกว่า เงื่อนไขที่ไม่ใช่เอลนีโญ (non-El Nino condition)

สาม – เอลนีโญ คืออะไร

หากช่วงเวลาใดที่ความกดอากาศสูงในบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น พื้นที่แถบอเมริกาใต้ฝั่งติดมหาสมุทรแปซิฟิก) อ่อนกำลังลง ก็จะทำให้ลมค้าตะวันออกเฉียงใต้อ่อนกำลังลง หรือแม้กระทั่งกลับทิศทางกลายเป็นลมอ่อนๆ ที่พัดมาจากทิศตะวันตก ผลก็คือน้ำอุ่นที่เคยกองอยู่แถบทิศตะวันตก (ในสภาพเงื่อนไขปกติ) จะไหลลามไปทางทิศตะวันออก น้ำอุ่นนี้อาจไปได้ไกลถึงชายฝั่งของอเมริกาใต้ เช่น ประเทศเปรู 

ผลก็คือ บริเวณอเมริกาใต้จะเกิดเมฆมาก มีฝนตกหนักและฝนฟ้าคะนอง และบางพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมและดินโคลนถล่มมากขึ้น ส่วนบริเวณอินโดนีเซีย และประเทศใกล้เคียง (รวมทั้งประเทศไทย) และออสเตรเลียจะมีฝนลดลงและอาจถึงกับแห้งแล้งอย่างหนักได้

สนใจเรื่อง ลานีญา vs เอลนีโญ เพิ่มเติม ตามไปอ่านบทความนี้ได้ อ่านเพิ่มเติม

สี่ – เอลนีโญและลานีญา เกิดบ่อยแค่ไหน?

โดยเฉลี่ย เอลนีโญหรือลานีญาจะเกิดทุก 4 ปี (แต่อาจหดเหลือแค่ 2 ปี หรือยืดออกไปถึง 7 ปีก็ได้) และจะอยู่ต่อเนื่องประมาณ 12-18 เดือน โดยสภาพการเปลี่ยนแปลงจะเป็นวงจรแกว่งสลับไปมาระหว่างเอลนีโญ-สภาวะปกติ-ลานีญา ลักษณะเช่นนี้เรียกแบบเหมารวมว่า เซาท์เทิร์นออสซิลเลชัน (Southern Oscillation) หรือบ่อยครั้งก็เรียกว่า เอลนีโญเซาท์เทิร์นออสซิลเลชัน (El Nino Southern Oscillation) ชื่อย่อคือ ENSO

ห้า – การเกิดลานีญาซ้ำ 2 และซ้ำ 3 เป็นอย่างไร?

ในกรณีที่เกิดลานีญาตามด้วยสภาพปกติแล้วเกิดลานีญาอีกครั้ง แบบนี้จะเรียกว่าเกิดลานีญาสองครั้ง หรือ double-dip La Nina ซึ่งเป็นสภาวการณ์ทางลมฟ้าอากาศที่เกิดขึ้นได้เป็นระยะ

แต่มีกรณีพิเศษที่เกิดลานีญาซ้อนกัน 3 ครั้ง เรียกว่า triple-dip La Nina แบบนี้เกิดยาก และตามสถิติที่เคยมีก่อนหน้าปี ค.ศ. 2020 เคยเกิดขึ้น 2 ครั้งเท่านั้น นั่นคือ ในช่วงปี ค.ศ. 1973-1976 และในช่วงปี ค.ศ. 1998-2001

    น่ารู้ด้วยว่า หากใช้เกณฑ์ของ BOM หรือ Bureau of Meteorology ซึ่งเป็นสถาบันทางด้านอุตุนิยวิทยาของออสเตรเลีย ก็จะนับช่วงปี ค.ศ. 1954-1957 ว่าเป็น triple-dip La Nina หรือช่วงเกิดลานีญา 3 ปีซ้อนด้วยเช่นกัน

ดูแผนภาพ Rainfall across Australia since 1950 ในข่าวนี้ คลิก

ในครั้งนี้ ลานีญาเริ่มต้นเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 แล้วคืนสู่สภาพปกติในราวเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021 ก่อนย้อนกลับมาเป็นลานีญาอีกครั้งในราวเดือนกันยายน ค.ศ. 2021 และเนื่องจากมีการคาดการณ์กันว่าในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือจะเกิดลานีญาอีกครั้ง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริง ก็แสดงว่า นับตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 2020 ถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 2023 จะนับเป็น triple-dip Lanina อีกครั้งหนึ่ง

โปรดอย่าลืมกดติดตามเพจของ MIC ได้ที่ : Facebook MatichonMIC

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image