เมืองที่มีลูกได้! ‘โจ ชัยวัฒน์’ เตรียมเสิร์ฟ ‘Baby Box’ ให้ช้อป 2 พัน – พร้อม ‘คูปองเปิดโลกปิดเทอม’

18.06.26 | 19:07 น.

‘โจ ชัยวัฒน์’ ชู เมืองที่ทุกคนมีลูกได้ เสิร์ฟแคตตาล็อก Baby Box – เพิ่มศูนย์เด็กเล็กมาตรฐานทั่วกรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 17.00 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สื่อมวลชน 6 สำนัก ได้แก่ Thai PBS, ช่อง 3, PPTV, ไทยรัฐ, มติชน และ THE STANDARD ร่วมจัดเวทีดีเบต ‘Think Tank Bangkok #ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ’

โดยมี 3 แคนดิเดต ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ร่วมตอบคำถาม อนาคตกรุงเทพฯ เจาะลึกวิสัยทัศน์ทุกมิติ ทั้งปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารเมืองหลวง ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 5 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ หมายเลข 10 สังกัดพรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย นายกิตติ สิงหาปัด และ น.ส.กรุณา บัวคำศรี

พร้อมตัวแทนจากภาคประชาชน น.ส.นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ ผู้ประสานงาน BANGKOK CLIMATE ACTION WEEK, นายอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อํานวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS), นางสุนี ไชยรส คณะทํางานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, นายปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานครและแกนนําแรงงานนอกระบบ

ด้านตัวแทนจากพันธมิตรสื่อ ได้แก่ นายอุรชัย ศรแก้ว ผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์, นายชยพล มาลานิยม ผู้สื่อข่าวอาวุโส เดอะ สแตนด์ดาร์ด, นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร หัวหน้าข่าว DIGITAL MEDIA ของมติชน, นายพุทธิฉัตร จินดาวงศ์ บรรณาธิการบริหารไทยรัฐออนไลน์ และ น.ส.ปรารถนา พรมพิทักษ์ บรรณาธิการและผู้ประกาศข่าว

ในตอนหนึ่ง เมื่อพิธีกรสะท้อนปัญหาสำคัญของ กทม. ด้วยความที่เป็นเมืองใหญ่ ประชากร 5.5 ล้านคน มีประชากรแฝง รวมแล้วประมาณ10 ล้านคนที่ต้องดูแล ซึ่งนางสุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า มองว่าการเข้ามาทำงานใน กทม.สะท้อนความเหลื่อมล้ำ จึงอยากทราบว่า กทม.จะรองรับเด็กจำนวนมากอย่างไร เพราะศูนย์เด็กเล็ก 200 กว่าแห่งของ กทม.ไม่เพียงพอ ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะแหวกกรอบของตัวเองได้หรือไม่ เพื่อดูแลเด็กจำนวนมาก (รวมถึงบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ)

Advertisement

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการดูแลเด็กๆ เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนกรุงเทพฯตอนนี้ คู่รักหนุ่มสาวที่แต่งงานกัน ไม่กล้าที่จะมีลูก

“คนในวัยผมมีลูกคนเดียวเป็นส่วนมาก เพราะว่าผมก็เป็นคุณพ่อลูกหนึ่ง ผมเข้าใจดีว่าการเลี้ยงดูเด็ก มีความยาก มีความแพง เป็นเหตุผลที่ทําให้ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯไม่มีสิทธิที่จะมีลูกหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ เราต้องทําให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทําให้ทุกคนมีสิทธิที่จะมีลูกได้ โดยที่ไม่ต้องลําบากดิ้นรนจนเกินไป” นายชัยวัฒน์กล่าว

“ถ้าผมชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่าผมจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดูแลเด็กๆ ได้ดีกว่านี้ ดูแลเล็กๆ ตั้งแต่เกิด เรามี นโยบาย Baby Box (กล่องของขวัญเด็กแรกเกิด) 2,000 บาท อันนี้ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน เป็นการดึงให้คนที่ตั้งครรภ์ ได้เข้าสู่ระบบ เพื่อได้รับการดูแลโดยเร็วที่สุด

เพื่อเข้ามาการดูแลอย่างถูกต้อง โดยให้ผู้ปกครองเข้ามาอยู่ในไลน์กลุ่มที่มีพยาบาลดูแล จะได้รู้ว่าเขาจะต้องเลี้ยงดูลูกของเขาอย่างไร ตั้งแต่เกิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีคุณภาพดีที่สุด” นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า 2,000 บาทเป็นเหมือนแคตตาล็อกที่ให้เลือก สิ่งของที่จำเป็นที่จะเอามาใช้ในการซัพพอร์ตเลี้ยงดูลูก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนโตขึ้นมา

“เราเข้าใจดี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรุงเทพมหานคร เลี้ยงลูกอายุ 2 ขวบ ระหว่างที่พ่อแม่หมดสิทธิในการลาคลอด เราจะเอาลูกไปฝากให้ใครเลี้ยง จึงเป็นนโยบายที่เราเริ่มพัฒนา

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป เปิดจนถึง 6 โมงเย็นในแต่ละวัน เพื่อให้พ่อแม่สามารถกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น สามารถเอาลูกมาฝากเลี้ยงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ กทม. ได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น” นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากการไปลงพื้นที่ในหลายเขต ไปดูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมา หลายๆ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มาตรฐานยังไม่ได้ เรื่องของการขาดงบประมาณในการสนับสนุนครูพี่เลี้ยงที่ดูแลเด็กเล็กอยู่ ส่วนมากเป็นครูที่มาทําด้วยใจ และต้องดิ้นรนหาผู้มาสนับสนุนเอง

“สิ่งเหล่านั้นกรุงเทพฯสามารถที่จะช่วยดูแลเด็กเล็กได้ดีกว่านี้มาก ผมจะมีนโยบายลงทุนกับเด็ก การเลี้ยงดูเด็กจะเป็น Priority ของผม เราจะลงทุนศูนย์พัฒนาเด็กๆ 2 ล้านบาทต่อศูนย์ เพื่อพัฒนาทั้งสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร เพื่อให้รองรับในการเลี้ยงดูเด็กเล็กได้ตั้งแต่ 6 เดือน

เรื่องของบุคลากรก็เช่นกัน เงื่อนไขการจ้างในปัจจุบัน ที่มาทําเหมือนเป็นอาสาสมัครและรับจ้างรายวัน ไม่มีสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้น วันลาไม่มี สิ่งเหล่านี้ต้องหมดไป” นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ทำอย่างไรให้ครูพี่เลี้ยงที่มาดูแลลูกทำให้เราสบายใจได้ ครูพี่เลี้ยงเหล่านี้จึงต้องได้รับสวัสดิการในการดูแลที่เหมาะสม สําหรับตัวครูพี่เลี้ยงเอง สิ่งนี้คือสิ่งสําคัญ

“โตขึ้นมาอีกเข้าสู่วัยเรียน ผมมีนโยบาย ‘คูปองเปิดโลกปิดเทอม’ หลังจากที่เราลงทุนพัฒนาศูนย์เด็กๆ แล้ว เราเปิดมา ลงทุนสองล้านบาทแล้ว เราต้องใช้ให้คุ้ม ต้องเปิดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดปิดเทอม เพราะเราจะเพิ่มพื้นที่ในการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ เด็กเล็ก ในชุมชนอาจจะไม่มีเงินไปเล่นตามห้างเหมือนเด็กที่มีฐานะดี” นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับโรงเรียนของ กทม. ควรจะต้องเปิดในช่วงปิดเทอม เพื่อดึงเด็กออกห่างจากหน้าจอ และให้มาเรียนรู้ ให้มาเล่นกันในศูนย์พัฒนาเด็กๆ ในโรงเรียนของ กทม.อันนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

นายอุรชัย ศรแก้ว ผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ ถามต่อว่า นโยบายที่ว่าพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ต้องร่วมมือกับเอกชนไหม ?

นายชัยวัฒน์ตอบว่า เราสามารถร่วมมือกับเอกชนได้ แต่ตนจะเน้นในสิ่งที่ กทม.สามารถทําได้เลย เอกชนที่เข้ามาให้การสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเอกชนที่ กทม.ไม่ได้เป็นเจ้าของก็มีอยู่แล้วและมีอยู่มาก แต่เราเน้นที่จะพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ภายใต้การดูแลของ กทม.เองด้วย

ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่อยู่ในช่วง 1-3 ขวบ มีประมาณ 1 แสน 1 หมื่นคน แต่ดูแลเด็กแค่ 15%

นายอุรชัยถามต่อว่า ร่วมมือกับเอกชนร่วมมืออย่างไร และผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การลงทุนอันนี้ไม่ได้จำกัด อย่างการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้เปิดถึง 6 โมงเย็น และรองรับเด็ก 0-6 เดือน จะต้องทำเฉพาะกับศูนย์เด็กเล็กของ กทม.เท่านั้น

“ศูนย์เด็กเล็กของเอกชนในชุมชนก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ กทม.ส่งเสริมนโยบาย ช่วยเหลือออก เพื่อที่จะให้รองรับเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน และเปิดถึง 18.00 น. กับศูนย์เด็กเล็กของเอกชนด้วย และ กทม.จะสามารถที่จะช่วยสนับสนุนในส่วนของงบประมาณเข้ามา พัฒนาศูนย์ได้ให้มีมาตรฐานเดียวกันกับศูนย์ที่ กทม.พัฒนาเองด้วย” นายชัยวัฒน์กล่าว