เปิดหน้า Next Gen! เก่ง ชัยณรงค์ พี่ชายนายกเฮง ผันตัวลงการเมือง สู้เพื่อชาวสวนลำไยลำพูน
ทำไม คนลำพูนตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งสูง ครองแชมป์ต่อเนื่อง 14 สมัย?
ทำไม อสังหาริมทรัพย์ในลำพูนถึงตั้งราคาสูงกว่า 2 ล้านไม่ได้ ไม่งั้นขายไม่ออก?
ทำไม คนลำพูนถึงส่งลูกเรียนเชียงใหม่?
ทำไม ลำไยลำพูน พืชที่ปลูกแทบทุกบ้านแต่เลี้ยงชีวิตคนลำพูนไม่ได้?
เป็นประเด็นคำถามที่น่าสนใจ สำหรับลำพูน จังหวัดเล็กๆ ที่มีเพียง 2 เขตเลือกตั้ง แต่เป็นที่จับตาอย่างมากในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เนื่องจากมีอัตราการออกมาใช้สิทธิของประชาชนสูงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดครอง “แชมป์ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุดในประเทศ” ถึง 14 สมัยติด
และเดิมทีเมืองหริภุญชัยนี้เป็นพื้นที่ของแชมป์เก่า อย่าง “พรรคเพื่อไทย” มาหลายยุค แต่ในการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา เต๋อ-วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก จากพรรคประชาชน ตีไข่แตก แบ่งเค้กเขต 1 ไปได้สำเร็จจากกระแสพรรคที่มาแรง
ทว่าในการเลือกตั้ง 2569 นี้ พรรคเพื่อไทยคัดสรรส่ง เก่ง – ชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ พี่ชายคนโตของ เฮง-วีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน รุกทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.ลำพูน เขต 1 ครอบคลุมอำเภอเมืองลำพูน อำเภอแม่ทา อำเภอบ้านธิ
ที่มีประวัติไม่ธรรมดา ชัยณรงค์ จบการศึกษาปริญญาตรี ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นไปศึกษาต่อที่ University of Technology Sydney ประเทศออสเตรเลีย สาขาการจัดการวิศวกรรม (Engineering Management) หลังเรียนจบบัณฑิตหนุ่มไฟแรงยังไม่ได้เข้าวงการการเมืองทันที แต่ไปช่วยธุรกิจกงสีของที่บ้าน ซึ่งทำ “โรงงานไม้ไผ่อัด” ใช้สำหรับตกแต่งภายใน จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจห้องเย็นเก็บสินค้าเกษตรด้วย

จุดที่ทำให้หนุ่มวิศวะเหลียวมาสนใจงานการเมือง เริ่มขึ้นหลังจากเข้าไปทำงานเป็น “กรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน” ควบคู่ไปกับการเป็นเลขาฯสภาไปด้วยตั้งแต่ปี 2553-2568 ตลอดระยะเวลา 15 ปีเต็มๆ ทำให้เห็นหลายปัญหาที่ต้องแก้ด้วยการเมือง
ระหว่างนั้นในปี 2556 ตัดสินใจลุยการเมืองท้องถิ่น ลงสมัคร ส.จ.ลำพูน และได้รับความไว้วางใจถึง 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2556-2566 รวมกว่า 10 ปี ที่ยังทำหน้าที่เป็น รองประธานสภา อบจ.ลำพูน ด้วย
“ตอนทำงานกับภาคอุตสาหกรรม ผมเห็นว่างบส่วนใหญ่ไปลงเชียงใหม่เยอะมาก ขณะที่เขาพัฒนาไปเรื่อยๆ เราก็จะรีเควสตลอดว่าอยากให้มีการขยายตัวของเมืองลำพูน เพราะเรามีศักยภาพในการเติบโตเยอะมาก เรามีนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ มีศูนย์อุตสาหกรรมสหพัฒน์ มีนิคมใหม่ที่กำลังจะเกิด มีการจ้างงานราว 80,000 คน สมมุติเงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ 10,000 บาท เท่ากับว่าหนึ่งปีประมาณ 9,000 ล้าน แต่เงินก้อนนี้หายไปไหน ไม่ได้ถูกนำมาหมุนเวียนในจังหวัด เพราะคนทำงานบางส่วนไม่ได้พักในลำพูน เขาขับรถมาทำงานแล้วกลับบ้านที่เชียงใหม่”
ส.จ.เก่ง ฉายภาพเมืองลำพูน และกล่าวต่อถึง ‘ปัจจัย’ ที่สอดคล้องกัน อย่างการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในลำพูน บ้านจะขายได้ในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เพราะเริ่มแรกแรงงานมักเช่าหอพักอยู่ พอเริ่มมีครอบครัวก็จะซื้อบ้านในราคาไม่เกิน 1 ล้าน เพราะมีปัจจุยหนุนคือ “มีลูก”
“ไม่ใช่ว่าคนไม่อยากอยู่ลำพูน แต่มันไม่สอดรับกับการใช้ชีวิตของครอบครัวที่เติบโตขึ้น อย่างโรงเรียนส่วนมากอยู่เชียงใหม่ ในลำพูนมีไม่เยอะ หลายคนเลยเลือกส่งลูกเรียนเชียงใหม่ พอลูกเลิกเรียน 3-4 โมงเย็น ไปรับไม่ทัน ก็ย้ายไปซื้อบ้านที่เชียงใหม่ดีกว่า มันสะท้อนให้เห็นว่าการที่เราวางแผนเมืองไม่ดี ทำให้พ่อแม่ต้องส่งลูกไปเรียนที่อื่น” ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาอยากผลักดันให้เมืองเติบโตทัน และเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดมากขึ้น

นอกจากมีนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ชัยณรงค์ตอกย้ำว่า “ลำพูนมีศักยภาพมาก” ด้วยบริษัทโลจิสติกส์ใหญ่ๆ เลือกมาตั้งฐานในจังหวัด เพราะศูนย์กลางการบริโภคในภาคเหนือหลักๆ อยู่ที่เมืองใหญ่ อย่างเชียงใหม่ เชียงราย ซึ่งลำพูนเป็นจุดภูมิศาสตร์ที่เหมาะจะตั้ง “ศูนย์กระจายสินค้า” ไม่ต้องข้ามเขาข้ามดอย และไม่แออัดเท่ากับตัวเมืองเชียงใหม่
สิ่งนี้สอดคล้องกับ “ปัญหาการเกษตร” ทั้งที่จังหวัดลำพูน เป็นพื้นที่ชั้นดีในการทำเกษตร แต่ปัญหาคือต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้ เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ โดยเฉพาะ “ลำไย” ที่สุดท้ายโดนกลไกตลาดจากพ่อค้าคนกลางกดราคาเอาไว้ เพราะมีจุดอ่อนคือ เวลาจัดส่งสินค้าไปท่าเรือต้องมีค่าหัวลาก ฉะนั้นเขาจึงอยากผลักดันให้มี “ระบบรางคู่” ขึ้นมาให้ถึงภาคเหนือ เพื่อสามารถส่งสินค้าเป็นคอนเทนเนอร์ไปยังท่าเรือได้ ควบคู่ไปกับส่งเสริมให้มีระบบเรียกซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือ “เกษตรพันธสัญญา“ (Contract Farming) ที่ผู้ซื้อจะไปทำสัญญากับเกษตรกรและตกลงราคากันเลย ทำให้เกษตรกรรู้ว่าต้องใส่ปุ๋ย ดูแลให้ได้ผลผลิตได้มากๆ และเขาสามารถทำกำไรได้ เลี่ยงการโดนกดราคา เกษตรกรต้องไม่ขาดทุน

แต่เรื่องพวกนี้หากอยู่ในมุ้งของการเป็น “ภาคเอกชน” ก็ทำได้เพียง “เรียกร้อง” และ “เสนอแนะ” จึงเป็นเหตุที่ทำให้ชัยณรงค์ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องเข้าไปผลักดัน ผ่านการเป็น “ผู้แทนราษฎร” กระบอกเสียงของคนลำพูน เขต 1 ซึ่งเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูนด้วย
“โครงสร้างพื้นฐานลำพูนไม่เหมาะกับการดูแลพี่น้องที่ทำงานในนิคม เพราะคนนิคมเขาทำงานถึงอายุ 40-50 ปี ร่างกายก็เริ่มไม่ไหวเพราะต้องเปลี่ยนกันเข้ากะเช้ากะดึก” ส.จ.เก่ง เลยอยากผลักดันให้มีช่องทางและแพลตฟอร์มสำหรับรีสกิลพี่น้องแรงงาน เช่น การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) หรือพ่อค้าที่สามารถขายของได้ เพื่อให้มีความมั่นคงทางการเงิน ไม่ต้องกลัวถูกปลดกะทันหัน เพราะปัจจุบันวงการอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลังเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น” พร้อมย้ำว่าไม่ได้ทำให้กลัว แต่จำเป็นต้องเตรียมรับมือและปรับตัว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย
ในการสู้ศึกครั้งนี้ ส.จ.เก่ง มั่นใจทวงคืนพื้นที่ลำพูน เขต 1 หลังลงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งเป็น ส.จ. ต่อด้วย ส.ส. ประกอบกับมีนโยบายพรรคเพื่อไทยที่ออกแบบมาโดนใจชาวบ้าน เพราะวิธีคิดนโยบายมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน คนลำพูนเป็นคนที่ตื่นตัวทางการเมืองสูง และค่อนข้างมีความรู้เรื่องการเลือกตั้ง เห็นได้จากการเป็นแชมป์ออกไปใช้สิทธิมากที่สุดในประเทศ 14 สมัย ในฐานะคนลำพูน ชัยณรงค์บอกว่า มีอยู่ 2 เหตุผลด้วยกัน คือ “คนลำพูนรู้ว่าการเมืองกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของเขา รู้ว่าเลือกแล้วเขาจะได้รับอะไรจากการที่เขาเลือกไป อีกส่วนคือบริบทพื้นที่ของลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรม คนทำงานจึงเป็นคนในพื้นที่เยอะ ก็เลยมีโอกาสที่จะออกมาเลือกตั้งง่ายกว่า”
ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยว่า กับ นายกเฮง ที่แยกกันเดินคนละพรรค มีคุยหรือปรึกษาเรื่องการเมืองกันไหม พี่ชายแท้ๆ ตอบทันทีว่า “ไม่มีครับ ไม่ได้คุย”
จับตาดู 8 กุมภาพันธ์นี้ ว่าสนามเลือกตั้งที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิมากที่สุด จะส่ง ‘เก่ง ชัยณรงค์’ นั่งเก้าอี้ ส.ส.ได้หรือไม่


