‘วุฒิสาร’ ชี้ อนาคตประชาธิปไตยผกผัน-ไม่แน่นอน หาก ปชช.ไม่เข้าใจเป็นวิถีชีวิต

4.09.18 | 09:09 น.

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กทม. สถาบันพระปกเกล้า จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 20 ปีแห่งการสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า โดย ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปฐกถาเรื่อง “20 ปี สถาบันพระปกเกล้ากับการพัฒนาประชาธิปไตย” ว่า ที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้ามุ่งทำหน้าที่ให้ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ถูกออกแบบให้เหมาะกับสังคม โดยการก่อตั้งยุคแรกหลังรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ มีการออกแบบสถาบันทางการเมืองใหม่ขึ้นมาจำนวนมาก สร้างระบบตรวจสอบที่คิดว่าจะทำให้เข้มแข็งขึ้นได้ เปิดโอกาสให้ประชาชนเสนอกฎหมาย ให้ความสำคัญในการกระจายอำนาจให้องค์การปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้ายุคแรกจึงพัฒนาองค์ความรู้ ติดตามระบบการใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อตอบโจทย์คำว่าประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ 2540

“ยุค 2 หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดคำถามถึงความไม่ได้ดุลของอำนาจ การเมืองที่มีอำนาจมากสามารถแทรกแซงระบบการตรวจสอบสื่อมวลชนและองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ส.ว.ที่ออกแบบให้มาจากการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่าจะเป็นกลางทางการเมือง แต่บทบาทการเมืองเข้าไปแทรกแซงการได้มาของ ส.ว. ทำให้การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระเกิดปัญหา สังคมจึงต้องการให้มีการปฏิรูป แล้วเกิดปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เริ่มแตกแยกทางความคิดทางการเมืองระหว่างความไม่ชอบบุคคล เกิดขั้วทางการเมือง เป็นปัญหาสำคัญของประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้ายุคนั้นพยายามสร้างวัฒนธรรมการเมืองภาคประชาชน เพราะเชื่อมั่นว่าความพยายามแก้ปัญหาผ่านการออกแบบรัฐธรรมนูญอาจไม่เพียงพอ

“ยุคที่ 3 จากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สร้างเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองในอดีต แต่ความเป็นขั้วเข้มข้นขึ้นหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความแตกต่างทางความคิดการเมืองของประชาชนที่ให้นิยามทางการเมืองแตกต่างกันเป็นฐานสำคัญที่ทำให้สังคมยังแตกแยก พลังประชาชนถูกแสดงออกผ่านระบบที่ไม่ผ่านการเมืองปกติ เกิดการชุมนุม มีมวลประชาชนที่ออกมาหลังปี 2550 สถาบันพระปกเกล้ามองเห็นว่า ถ้าการแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาโครงสร้างและรัฐธรรมนูญนั้นไม่พอ หัวใจอาจกลับไปที่การฝังรากค่านิยมประชาธิปไตยในสังคมไทย จึงขยายงานที่เกี่ยวกับประชาชน ขยายศูนย์การเมืองภาคพลเมืองออกไปจำนวนมาก พยายามสร้างความปรองดองโดยเสนอโมเดลต่างๆ ให้เกิดแนวทางหาข้อยุติในความขัดแย้ง พยายามวิจัยให้ตอบโจทย์สถานการณ์มากขึ้น ให้เห็นว่าทิศทางการแก้ปัญหาสังคมเป็นอย่างไร

“ตั้งแต่ปี 2010 มีงานวิจัยจำนวนมากอธิบายความถดถอยของระบอบประชาธิปไตย มีการอธิบายว่าสังคมที่ปกครองแบบประชาธิปไตยแบบผสมจะก้าวหน้าช้ากว่าประเทศประชาธิปไตยเสรี และมีหนังสือที่เขียนถึงความเชื่อในเรื่องประชาธิปไตยว่ามีปรากฏการณ์อย่างน้อย 13 เรื่องที่สะท้อนว่าไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่น เรื่องเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งเราจะเห็นในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะเป็นระบบใหม่ ใช้บัตรใบเดียวทุกคะแนนมีความหมาย ล่าสุด เราเชิญ ศ.แลรี่ ไดมอนด์ จากแสตนฟอร์ดมาบรรยาย ชี้ถึงความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยที่ไม่แท้จริงและใช้ประชานิยมก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำของสังคม นำไปสู่ขั้วทางการเมือง เป็นเหตุสำคัญของความเสื่อมถอยของประชาธิปไตย ซึ่งเกิดจากการขาดความเข้าใจลึกซึ้งในคุณค่าของประชาธิปไตย ทางออกคือการสร้างคุณค่าประชาธิปไตย และให้ประชาชนตระหนักรู้ต่อสังคม

“สิ่งที่ท้าทายในอนาคตคือประชาธิปไตยจะมีความผกผันไม่แน่นอน ถ้าไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องเฉพาะการเมือง แต่เป็นวิถีชีวิต สังคมประชาธิปไตยที่เคารพความแตกต่าง เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างเสรี ทุกคนเคารพสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิใคร และรู้จักหน้าที่ ความเห็นที่แตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ ให้เกียรติเสียงส่วนน้อย และเชื่อมั่นว่ากลไกในระบอบประชาธิปไตยจะแก้ไขปัญหาได้ แม้ว่าจะช้าและยาก สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่หาคำตอบจากปัญหาสังคมร่วมกันใต้การถกเถียงแลกเปลี่ยนยอมรับความแตกต่างและไม่ใช้ความรุนแรง ที่สำคัญต้องเป็นสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม ที่จะเป็นที่พึ่งของทุกคนในสังคมไม่ว่าเป็นผู้มีโอกาสมากหรือน้อย ถ้าไม่สามารถสร้างฐานประชาธิปไตยจากฐานของประชาชนก็ยากที่สร้างประชาธิปไตยให้ตั้งมั่นยั่งยืน”

Advertisement

ศ.วุฒิสารกล่าวว่า ต้องพัฒนาผู้นำทางการเมืองที่เข้ามาเรียนในสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นผู้นำทางความคิด มีความรู้ ประสบการณ์ ความรับผิดชอบให้เป็นนักการเมืองที่ทำการเมืองเพื่อบ้านเมือง และต้องทำให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อและความเปลี่ยนแปลง มีส่วนร่วมทางการเมืองในกิจกรรมต่างๆ โดยเป็นการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม มีการตัดสินใจที่ดีเพื่อคนส่วนรวม ประชาธิปไตยต้องร่วมกันสร้างให้เหมาะสมกับสังคมอย่างตั้งมั่นยั่งยืน

คลิกอ่าน : ‘แลรี่ ไดมอนด์’ เปิดมุมมอง วิกฤตการณ์ประชาธิปไตยโลก ‘ปัญหา ทิศทาง และความอยู่รอด’