เป็นอีกหนึ่งครั้งของสังคมไทย ที่ประเด็นทางเพศอันเกี่ยวเนื่องกับ ‘ผู้หญิง’ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งคำถามถึงความเสมอภาคทางเพศ รวมถึงการนำประเด็นทางเพศมาใช้โจมตีทางการเมืองเมื่อเกิดการเผยแพร่คลิปที่กลายเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้
ย้อนกลับไปในงาน เสวนาหัวข้อ “พรรคการเมืองกับการส่งเสริมบทบาทของผู้นำหญิง” ซึ่งจัดโดย UN Women และสหภาพยุโรป มีนักการเมืองหญิงหลายราย แสดงความเห็นและให้ข้อมูลว่าผู้หญิงอยู่ในสถานะไม่เท่าเทียมกับชาย มิหนำซ้ำยังอยู่สถานการณ์ที่ถูก ‘เหยียดเพศ’ อีกด้วย
ช่อ-พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เป็นอีกหนึ่งรายที่รูปร่างหน้าตาของเธอถูกนำมากล่าวถึง เจ้าตัวกล่าวบนเวทีว่า ตั้งแต่เกิดมา 30 ปี เพิ่งเข้าสู่แวดวงการเมืองได้เพียง 6 เดือน ทำให้รู้ว่าวงการนี้ผู้ชายเป็นใหญ่ เล่นเกมอำนาจเยอะ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ในไทย หากแต่เกิดขึ้นทั่วโลก ใครที่มีวัยวุฒิน้อย มีความหลากหลายทางเพศ ต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่า “นักการเมืองชายกระแสหลัก” ตุ๊ด กะเทย ทอม ดี้ ถูกโจมตี ทั้งที่ความดีไม่เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ
พรรณิการ์ยังเล่าว่า ได้เจอกับคำพูดที่สะท้อนแนวคิดว่า “ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ” แม้คนพูดจะไม่ทันรู้ตัวเช่น “สวยๆ แบบนี้พี่สนับสนุนน้องเต็มที่”
คำกล่าวของโฆษกพรรคอนาคตใหม่ สอดคล้องกับข้อมูลของ UN Women ซึ่งบ่งชี้ว่าทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียแปซิฟิก เรื่องเพศถูกยอมรับให้พูดในที่สาธารณะ แม้แต่สื่อก็นำไปเล่น มีการเลือกปฏิบัติด้วย “เหตุแห่งเพศ” ส.ส.ที่เป็น “เพศทางเลือก” ก็มีความวิตกกังวล สำหรับประเทศไทย การโจมตีทางเพศเป็นสาเหตุหลักที่ผู้หญิงถอนตัวทางการเมือง มีการ “เหยียดเพศ” ตั้งแต่ระดับ อบต. ไปจนระดับสูงกว่านั้น
ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เล่าด้วยท่าทีขึงขังว่า สังคมชอบใส่ร้ายดิสเครดิตเรื่องชู้สาว การที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ถูก “ด่ากราด” ด้วยข้อความหยาบคาย นับเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง ทั้งที่จิตสำนึกคนไทยไม่ว่าชายหรือหญิงควรต้องมีจริยธรรม พูดแต่เรื่องสร้างสรรค์
จากความเห็นของโฆษกพรรคเพื่อไทย ลองมาดูข้อมูลที่ได้จากการศึกษาร่วมกันระหว่าง UN Women และ องค์กรรัฐสภาสากล ซึ่งพบว่า จำนวนผู้หญิงในสภาของไทยในขณะนี้ต่ำสุดตั้งแต่เคยมีการศึกษามา โดยรุ่งเรืองที่สุดในยุคยิ่งลักษณ์นั่งเก้าอี้นายกฯ อย่างไรก็ตาม ในยุคดังกล่าวก็ยังน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว
ผศ.ดร.รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่อุปสรรค ทว่าเป็นความท้าทาย ผู้หญิงเก่งมีเยอะ แต่ไม่อยากเป็นนักการเมือง เพราะมีความเสี่ยง เช่น หากเจอรัฐประหาร ต้องตกงานระยะหนึ่ง และหากขึ้นในตำแหน่งสูงขึ้น อาจถูกตั้งข้อสงสัยว่า “เด็กใคร” หรือ “เมียน้อยใคร” ดังนั้น ผู้หญิงที่มีการงานมั่นคงอยู่แล้วจึงไม่อยากเสี่ยง
และต่อไปนี้ คือส่วนหนึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้หญิงกับการเมืองไทย จาก UN Women
1.ไทย คือหนึ่งในประเทศที่มีความเสมอภาคทางเพศต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2.สัดส่วนผู้หญิงในสภามีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ (ข้อมูลอัพเดตเมื่อ ม.ค.60)
3.จำนวนผู้หญิงในสภามากที่สุดในยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในสัดส่วนราว 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังน้อยกว่า สปป.ลาว
4.ยุค คสช. มีผู้หญิงนั่งในสภาต่ำที่สุดตั้งแต่ UN Women และองค์กรรัฐสภาสากลเคยร่วมศึกษามา โดยลดลงจาก 5.6% ใน พ.ศ.2543 เหลือ 4.9% ใน พ.ศ.2560
5.การถูกโจมตีทางเพศ คือสาเหตุหลักที่ผู้หญิงถอนตัวจากการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับอินเดีย
6.ผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีความกังวลในการเข้าสู่เวทีการเมืองว่าจะถูกเลือกปฏิบัติและโจมตีด้วยเหตุผลทางเพศ
7.นักการเมืองหญิงของไทย ไม่ว่าฝ่ายใด ล้วนถูกโจมตีด้วยประเด็นที่เกี่ยวโยงกับเพศ
(อ่าน เป็นผู้หญิงมันเหนื่อย การเมืองเรื่องเพศสภาพ ในวันที่สังคมไทย (ยัง) ก้าวไม่ข้าม)

