44 ปี มติชน ประเทศไทยไปต่อ : “ประจักษ์” มองการเมืองปีใหม่-ปีแห่งการเผชิญหน้า

การเกิดขึ้นของ “คณะราษฎร 2563” ที่นำโดยเยาวชน คนหนุ่มสาว พร้อมๆกับสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ลามเข้าประเทศ มาตรการควบคุมโรคต่างๆ ทำเศรษฐกิจทรุด ประชาชนเดือนร้อน จนรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ภาคต่อคณะรัฐประหารคสช. ต้องรับศึกหนักตลอดทั้งปีที่ผ่านมา

สถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างรอการปะทุรอบใหม่ หลังจบเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2564

“มติชน” ชวน ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการหนุ่ม ผู้ถูกจัดให้ติด 1 ใน 10 แอกเคาท์ทวิตเตอร์ที่ทรงอิทธิพล ด้านการเคลื่อนไหวทางสังคมในปีที่ผ่านมา มาร่วมวิเคราะห์ มองการเมืองไทยนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

ย้อนอ่าน : “รัฐมีส่วนทำให้โลกออนไลน์เติบโต” ประจักษ์ ก้องกีรติ 1 ในแอคเคาท์ทวิตเตอร์ยอดนิยม 

  • ข้ามปีแล้ว แต่การเมืองร้อนๆหลายเรื่องจากปีเก่า จะดำเนินต่อไปในปีใหม่นี้อย่างไร  ?  

ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ในปีที่ผ่านมา จากความเสี่ยงใน 4 ประเด็นของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ ความแหลมคมจาก 3 ข้อเรียกร้องของม็อบนิสิตนักศึกษา รวมไปถึงความท้าทายเดิม จากความไม่ราบรื่น ความไม่เป็นเนื้อเดียวกันในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลที่ยังคงมีอยู่นั้น ไม่ต้องเป็นหมอดูก็บอกได้เลยว่า ปีใหม่2564 จะเป็นปีที่หนักหนาสาหัสแน่นอน สำหรับคนไทยทั้งประเทศ ถ้าในทางการเมืองก็จะเป็นปีที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับรัฐบาล

  • ที่ผ่านมามีความพยายามในการชะลอความหนักหนาสาหัส ด้วยการเปิดเกมแก้รัฐธรรมนูญ?

การแก้รัฐธรรมนูญที่กำลังทำอยู่ในสภา ผมมองว่า เป็นแค่เกมซื้อเวลาเท่านั้น อย่างมากที่สุดอาจจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ได้จริง ตามแบบที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอ เป็นส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง และแต่งตั้งเนติบริกรจำนวนหนึ่งที่เขาสามารถควบคุมได้ เข้าไปตีรวนให้มันช้าๆเอาไว้ อาจจะซื้อได้ถึง 2 ปีจนรัฐบาลนี้อยู่ครบวาระไปเลยก็เป็นไปได้

ต้องไม่ลืม รัฐธรรมนูญนี้ คือพินัยกรรมของคสช. มันเป็นป้อมปราการที่สำคัญที่สุดของการพิทักษ์ระบอบการเมืองที่คสช.สร้างไว้ เป็นผลงานมาสเตอร์พีซของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญในฝันของระบอบเผด็จการอำนาจนิยมไทยที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความหวาดกลัวที่ชนชั้นนำมีต่อความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะ จนรัฐธรรมนูญปี 2521 ผลิตผลในสมัยที่แกหนุ่มๆดูดีไปเลย เพราะวันนี้ 40 ผ่านไปแล้ว สังคมไทยก้าวหน้าไปมาก แต่กลับมีรัฐธรรมนูญที่แช่แข็งสังคมไทยยิ่งกว่าสมัยที่มีรัฐธรรมนูญ 2521 เสียอีก

กลไก 250 ส.ว.ในรัฐธรรมนูญนี้คือ ไทม์เฟรมที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งอยู่มาตั้งแต่ปี 2557 สามารถครองอำนาจต่ออย่างน้อยๆอีก 8 ปีหลังจากรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ ไม่ว่าจะยุบสภา เลือกตั้งอีกกี่ที เวลาโหวตนายกฯ พลังประชารัฐจะได้เสียงน้อยกว่านี้หรือไม่ก็ตาม แต่ด้วยมือของส.ว. พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯได้อยู่ดี ดังนั้น เมื่อเขามองไว้อย่างน้อย 8 ปี นี่เพิ่งใช้มา 2ปี จะมาให้แก้กันง่ายๆ เขาคงไม่มีทางยอม

  • สถานการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ วันนี้ เหมือนจอมพลคนไหนที่สุดในประวัติศาสตร์?

มองพล.อ.ประยุทธ์วันนี้ จะเห็นเงาของจอมพลถนอม กิตติขจรทันที ประวัติศาสตร์วันนั้นมันแทบจะซ้ำรอย จอมพลถนอมเป็นนายกฯช่วงแรก ปกครองอยู่ 5-6 ปี ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีรัฐธรรมนูญด้วย เหมือนพล.อ.ประยุทธ์ 1 สมัยคสช. พอทนแรงกกดดันไม่ไหวก็ยอมให้มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง พอเลือกตั้งเสร็จ จอมพลถนอมก็กลับมามีอำนาจ โดยตั้งพรรคสหประชาไทเป็นนอมินี คล้ายๆพลังประชารัฐ แต่จอมพลถนอมตรงไปตรงมากว่า เป็นหัวหน้าเองเลย ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์เหนียมอาย รักษาระยะห่าง เป็นแค่แคนดิเดต แต่ให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ตัวเองไปคุม

ยืนยันได้เลยว่า ในประวัติศาสตร์ ไม่มีทหารคนไหน ที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร สืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งได้ราบรื่น สุดท้ายจบไม่สวยสักราย จอมพลถนอม เมื่อชุบตัวได้ 2 ปีก็อึดอัด ทนไม่ไหวเจอส.ส.มาขอตังค์ ขอตำแหน่งไม่เลิกก็ทำรัฐประหารตัวเอง นักศึกษาไม่พอใจ ออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จอมพลถนอมก็ไม่ยอมให้ ยื้อจนในที่สุดเกิด 14 ตุลา 2516 ไปจับกุมนักศึกษาที่ออกมาเรียกร้อง ตอนนี้สถานการณ์ก็คล้ายๆก่อนเกิด 14 ตุลามาก ชนวนของ 14 ตุลาก็เรื่องรัฐธรรมนูญนี่แหละ เพียงแต่วันนี้คนไม่โง่ รู้ทันเกมยื้อนี้ว่า อุปสรรคของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่ไหน

  • บางฝ่ายมองว่า โควิดรอบใหม่ จะทำให้ม็อบอ่อนกำลังลงไป?

ม็อบคณะราษฎรที่ผ่านมาถูกเคลื่อนด้วย 3 ข้อเรียกร้อง ตอนนี้ ทั้ง 3 ข้อเรียกร้องยังไม่บรรลุผลเลย คาดการณ์ได้ง่ายๆว่า แม้จะถูกทำให้ฝ่อจากการขู่ หรือปิดปากด้วยกฏหมายอย่างไร ม็อบนี้ก็จะไม่หยุด ดังนั้น ถ้ารัฐบาลฉลาด ตอบรับข้อเรียกร้องซักข้อ อาจจะทำให้ม็อบต้องคิดใคร่ครวญว่า จะเคลื่อนอย่างไรต่อ แต่นี่ไม่ ข้อเรียกร้องหลักไม่ได้รับการตอบสนองเลย ทั้งๆที่ม็อบราษฎรเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีคนสนับสนุน แบบนี้ยังไงก็ต้องเคลื่อนต่ออยู่แล้ว

  • 3 ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มคณะราษฎร ยังไม่ได้รับการตอบสนองเลย ถ้าม็อบยืนยันจะเดินหน้าต่อ จะไปสู่สถานการณ์แบบใด?

แน่นอนไม่มีใครอยากให้เกิดการปะทะสูญเสียอีก ถ้าดูในประวัติศาสตร์ก็มีคำถามใหญ่ว่า เราจะหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้จริงหรือไม่ สถานการณ์วันนี้มีโอกาสเกิดเหตุปะทะนองเลือดระหว่างรัฐ กับขบวนการประชาชนสูงมาก ใน 4 เหตุการณ์ครั้งใหญ่ทั้ง 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519, พฤษภา 2535 และ เมษา-พฤษภา 2552-2553 ที่ปราบเสื้อแดงนั้น มี 2 เหตุการณ์ นั่นคือ 6 ตุลา 2519 กับ พฤษภา 2553 ที่มีการนองเลือดเป็นพิเศษในแบบที่ประชาชนนักศึกษาเป็นฝ่ายแพ้ โดนปราบรุนแรง ขณะที่ 14 ตุลา 2516 กับ พฤษภา 2535 นองเลือดเหมือนกัน มีคนเสียชีวิต แต่ฝ่ายเผด็จการ อำนาจนิยมล้มลงจริง

ถามว่า ทำไม 14 ตุลา 2516 กับ พฤษภา 2535 ฝ่ายเผด็จการ อำนาจนิยมถึงล้มลงได้ ก็เพราะขบวนการนักศึกษาประชาชน ยังเคลื่อนไหวอยู่ใต้เพดานของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เหตุการณ์จึงจบแบบราชประชาสมาสัย เราจะเห็นภาพเผด็จการทหารถูกเขี่ยทิ้งไป บนฐานของการที่สถาบันฯเป็นผู้ที่ออกมายุติความขัดแย้ง แต่ม็อบคณะราษฎรครั้งนี้ ผมเกรงว่า จะไปคล้ายกับ 6 ตุลา 2519 กับพฤษภา 2553 มากกว่า เพราะอุดมการณ์ หรือข้อเรียกร้องในการเคลื่อนไหว มันพ้นไปจากเพดาน และอาจจะชัดมากกว่า 6 ตุลา 2519 กับ พฤษภา 2553 ด้วยซ้ำ ด้วยข้อเรียกร้อง และอุดมการณ์ที่ค่อนข้างแหลมคม โอกาสที่ผู้มีอำนาจจะไม่มีทางยอมต่อข้อเรียกร้องมีสูง การปราบปรามด้วยความรุนแรง จึงยิ่งมีสูงไปด้วยเช่นกัน

  • มองพัฒนาการของชุดความคิดของอุดมการณ์นี้อย่างไร?

ต้องมองทั้งจากฝั่งผู้ชุมนุม และฝั่งชนชั้นนำ เพราะต้องยอมรับว่า คนรุ่นใหม่เขาโตมากับวัฒนธรรมแบบใหม่ เป็นวัฒนธรรมในการแสดงออก โตมากับโซเซียลมีเดีย โตมากับการเห็นโลกกว้าง ชอบเปรียบเทียบ เห็นว่าอะไรในสังคมเป็นสิ่งล้าสมัย เด็กรุ่นนี้ยังโตมากับการให้ความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน ให้คุณค่าเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งไม่เหมือนคนรุ่นผมที่โดนครูเฆี่ยนตีในโรงเรียนก็คิดว่า ชอบธรรมแล้ว ไม่ได้มองเรื่องสิทธิเนื้อตัวในร่างกายเซ้นทางความคิดแบบนี้ มันหมายถึงว่า คนเราต้องเท่ากัน เกิดมาต้องเท่าเทียม เสมอภาค นี่จึงทำให้พวกเขาคิดอะไรตรงไปตรงมา ไม่ต้องเซนเซอร์ตัวเอง หรือใส่รหัสเวลาพูดหรือแสดงออก

ลักษณะแบบนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่สังคมไทยเคยเป็น ที่ต้องพูดอะไรอ้อมๆ หากใครที่ติดตามโซเซียลโดยเฉพาะในทวิตเตอร์ก็จะเห็นว่า มีการพูดเรื่องเหล่านี้อย่างเปิดเผย โดยไม่ใส่รหัส ซึ่งเขาบอกว่า การใส่รหัสคือ การไปหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมของความกลัวที่คนรุ่นเจนเอ็กซ์ขึ้นไปอยู่กับมันมาจนเคยชิน แต่เด็กรุ่นนี้ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องกลัว สถาการณ์วันนี้เหมือนกับตอนก่อน 14 ตุลามาก เพราะวันนั้นวัฒนธรรมแบบใหม่เข้ามา เผด็จการถูกตั้งคำถาม อำนาจบารมีหรืออะไรหลายอย่าง ที่ชนชั้นนำเคยครอบงำความเชื่อของคนเอาไว้ได้ วันนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น

  • สังคมไทยช็อกพอสมควร เมื่อข้อเรียกร้องนี้ถูกเสนออย่างเป็นทางการ?

คนที่ติดตามการต่อสู้ในเชิงการเมืองวัฒนธรรม ทั้งพื้นที่ไซเบอร์ พื้นที่ศิลปะ กราฟฟิตี้ จะทราบดีว่า สิ่งเหล่านี้มันมีอยู่แล้ว ทั้งงานวิจัยงานศึกษา ชัดเจนมากขึ้นก็เมื่อคนเสื้อแดงเคลื่อนไหว มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ตาสว่าง มีการตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะตาสว่างแต่ก็ยังใส่รหัสหรือเซนเซอร์ตัวเองในการพูด ถ้านับเวลาจริงๆก็มีมาตั้งแต่สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อประมาณ 10 ปีหรือ 1ทศวรรษก่อน ขณะที่เรื่องนี้ ถ้ามองอีกมุมก็เป็นเวลา 1 ทศวรรษแล้วเช่นกันที่ชนชั้นนำเอาตัวเองมาอยู่ในสปอร์ตไลท์ จากการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ต้องยอมรับว่า ชนชั้นนำเอาตัวเองมาเป็นเป้า จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งในโลกที่มีการปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร มันจึงท้าทายมาก เพราะไม่มีสถาบันทางการเมืองใดไหนในโลกที่รอดพ้นจากการตรวจสอบโดยโซเซียลมีเดียไปได้ จะปิดก็ลำบาก เพราะรัฐเองก็ใช้ประโยชน์จากมันเช่นกัน

  • มีข่าวรัฐประหารอยู่เรื่อยๆ ตอนม็อบร้อนๆก็มี คิดว่า ทำไมวันนี้ถึงยังไม่เกิดขึ้นจริง?

รัฐประหารรอบนี้ มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่า ทุกวิธียื้ออำนาจ มันไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เรื่องนี้ชนชั้นนำไม่ใช่ไม่รู้ว่า ในโลกที่ไม่มีใครทำรัฐประหารกันอีกแล้วนั้น มันมีต้นทุน หรือรายจ่ายที่สูงขนาดไหน ยิ่งในยุคโควิด เศรษฐกิจแย่ แล้วทำรัฐประหาร นักลงทุนหนีหมด ดังนั้น อะไรที่หลีกเลี่ยงการรัฐประหารได้ แต่ยังได้ครองอำนาจต่อ เขาก็จะเลือกวิธีนั้น

  • แบบนี้ ประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร?

ชนชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือ จะแต่งตั้งมา ถ้าอยากอยู่ในอำนาจได้นาน ต้องปรับตัวเอง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะไม่ปรับตัวเองแล้วอยู่ยาวได้ในโลกยุคปัจจุบันที่คุณถูกจับจ้องโดยโซเซียลมีเดียเพราะคุณไม่สามารถทำอะไรลับๆล่อๆใต้ดิน ปิดลับเหมือนในยุคสงครามเย็นได้อีกแล้ว ถ้าคุณอยากจะคบค้ากับโลก จะปิดประเทศแบบเกาหลีเหนือไม่ได้ ที่ผ่านมามีหลายสมัยในหลายช่วงที่ชนชั้นนำไทยรู้จักปรับตัว อย่างในช่วงรัชกาลที่ 5 เราปรับเปลี่ยนรูปแบบรัฐ จนกลายเป็นรัฐสมัยใหม่ขึ้นมา ถือเป็นการปฏิรูปราชการแผ่นดิน ปรับตัวครั้งใหญ่จนเรารอดมาได้ ไม่ตกเป็นอาณานิคม

วันนี้ก็เช่นกัน เราฝืนกระแสโลกไม่ได้หรอก ถ้าชนชั้นนำไม่เลือกปรับตัว ปีหน้า 2564 ลำบากแน่ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองจะนำไปสู่โหมดเผชิญหน้า ทุกอย่างจะแข็งตัวไปหมด ถ้าเศรษฐกิจแย่ลง จากโควิด การเมืองไม่ปรับ มันจะไปต่ออย่างไร ถ้าไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญเลย ข้อเรียกร้องก็ไม่ปรับ แล้วยังเดินหน้าปราบปรามต่อไป มันก็ไปเพิ่มความโกรธแค้น ความไม่พอใจให้อีกฝ่ายแน่นอน

ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจที่แย่ลงเรื่อยๆ มันจะไม่ใช่แค่ม็อบเยาวชนแน่นอน แต่มันจะลามเป็นม็อบกรรมกร ม็อบพ่อค้าแม่ค้า ม็อบชนชั้นกลางเข้ามาร่วมสมทบ เกิดขึ้นเมื่อไหร่อันตรายแน่นอน ดูจากสถานการณ์ทั่วโลกได้เลย ทั้งๆที่เกิดโควิด แต่ปี 2563 มันถูกบันทึกให้เป็นปีที่มีประท้วงมากที่สุดของโลกในรอบ 40 ปี แม้แต่ในประเทศที่การเมืองดีก็มีประท้วง เพราะสถานการณ์มันเปราะบาง คนเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้คนพร้อมระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ รวมถึงประเทศเราด้วย

  • ม็อบยืนยันเดินหน้า 3 ข้อเรียกร้อง ขณะเดียวกันก็ไม่มีการปรับตัวใดๆเลยจากผู้มีอำนาจ แบบนี้จะมีทางออกแบบประนีประนอม วินๆได้ทั้งสองฝ่ายหรือเปล่า?

ต้องโลกสวยเท่านั้นแหละ เพราะถ้ามีสัญญาณประนีประนอม ต้องไม่ภาพการฉีดน้ำ ยิงแก๊สน้ำตา สลายการชุมนมกับม็อบที่ไม่รุนแรงอะไรเลย ไม่ควรมีจัดการมวลชนมาปะทะกับประชาชน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ก็ควรผ่านในวาระแรกก่อน สัญญาณตั้งแต่มีม็อบมา ชนชั้นนำไม่เลือกโหมดประนีประนอมเลย การรื้อฟืนมาตรา 112 กลับมา แล้วฟ้องไม่รู้กี่ 10 คดี กระทั่งฟ้องเด็ก 16 ปีก็ชัดเจนว่า ไม่ประนีประนอม พูดง่ายๆในหมู่ชนชั้นนำภาครัฐ วันนี้สายเหยี่ยว ขวาจัดขึ้นมาครอบงำแล้ว ต้องปราบปราม มองเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ผมเชื่อว่า ในกลุ่มชนชั้นนำก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ มีกลุ่มที่มีความรู้ร้อนรู้หนาวเหมือนกัน แต่กลุ่มนี้ชัดเจนว่า ไม่ได้กุมอำนาจการตัดสินใจแล้ว คนที่กุมอำนาจขณะนี้เป็นคนกลุ่มเล็กมากๆ แล้วยังเป็นกลุ่มคนที่ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ชี้นำด้วย

ในประวัติศาสตร์โลก ถ้าเมื่อไหร่ที่สายเหยี่ยวขึ้นมานำ เน้นความมั่นคงของรัฐเป็นหลักเมื่อไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะนำไปสู่ความรุนแรง หากเป็นชนนั้นนำที่มีเซ้นทางการเมืองที่คิดอีกแบบ จะปรับตัวหาวิธีทำให้อยู่กับคนเหล่านี้ที่ออกมาท้าทายคุณได้ เพราะปราบยังไงก็ไม่หมดอยู่แล้ว และเด็กที่อยู่ในม็อบก็เป็นลูกนายพล นายทุน ลูกหลานชนชั้นนำ ที่ผมรู้แน่ๆก็มีลูกรัฐมนตรีในครม.อยู่ในม็อบร่วมชุมนุมกับคณะราษฎรด้วย ดังนั้น ถ้าฉลาด มีเซ้นหน่อยก็จะรู้ว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือยอมปรับตัวบ้าง ยอมเสียบางอย่าง น่าเสียดาย วันนี้ชนชั้นนำปีกเสรีนิยมหน่อย มีสติหน่อย ก็ขาดความกล้าหาญ ไม่ออกมายับยั้งหรือเตือนสติกันบ้าง ว่ามันมีอีกทางที่เลี้ยวไปได้

  • คิดว่า ความพยายามเปิดเกมปรองดอง โดยนายชวน หลีกภัย ถือเป็นความพยายามในการดึงสติกันเองไหม?

ที่คุณชวนออกมาพูดถึงอดีตนายกฯ เราก็รู้อยู่ในใจว่า มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำกลุ่มเสรีนิยม เป็นรอยัลลิสต์ที่มีเหตุมีผล ผมคิดว่า คุณชวนแกคงรู้ภยันตรายจากพวกขวาจัดเหมือนกัน อย่าลืมนะ คุณชวนคือเหยื่อของฝ่ายขวาจัด ตอนเกิด 6 ตุลา ต้องหนีหลบภัยไปเหมือนกัน วันนั้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยว่า เมื่อพวกขวาจัดขึ้นมากุมอำนาจได้ก็จะนำไปสู่การสังหารหมู่นักศึกษา ตอนนั้นมีพระกิติพุทธโธฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ตอนนี้พระกิติพุทธโธมาเกิดใหม่ มาจัดตั้งมวลชน ความอันตรายเหล่านี้คุณชวนน่าจะเห็น

เพียงแต่ว่า น่าเสียดายที่คนเหล่านี้อยู่วงนอกอำนาจมากๆ เข้าไม่ถึง ไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางที่ให้คำแนะนำได้แล้ว แม้แต่คนอย่าง อานันท์ ปันยารชุน หมอประเวศ วะสี บรรยง พงษ์พานิช ด้วย ที่สำคัญเวลาคนเหล่านี้ออกมาเห็นต่างกันนิดเดียวก็จะถูกพวกขวาจัดด่ากลับ จนไม่เหลือที่ยืนให้กันเลย คุณคิดดู เสียงอย่าง ส.ศิวรักษ์ รอยัลลิสต์ตัวจริงกลับไม่ถูกรับฟังเลย แต่กลายเป็นคนอย่าง พุทธอิสระ แรมโบ้ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ขึ้นมานำ ทั้งๆที่ยุคหนึ่งฝั่งอนุรักษ์นิยมไทย มีคนอย่าง พระองค์เจ้าธานีนิวัติ, ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช คิดดูว่า มันเปลี่ยนไปขนาดไหน

  • มีข่าวเซตซีโรเป็นระยะๆ ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อลอยแพ รวมไปถึงปราบปรามกลุ่มที่ถูกมองว่า เป็นภัยคุกคามจริงๆ?

อย่างที่บอก เขาก็ต้องคิดว่า อะไรที่ทำแล้วหลีกเลี่ยงการรัฐประหาร แต่ยังได้ครองอำนาจต่อได้ เขาก็จะเลือกวิธีนั้นแหละ ผมคิดว่าวันนี้ชนชั้นนำคิดอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกจะโดดเดี่ยวกลุ่มอนาคตใหม่ ก้าวไกล ในเกมการเลือกตั้งจากนี้ยังไง แม้จะฝ่อลงไปจากการถูกตัดตอน แคะแกนไม้ให้เติบโตด้วยการยุบพรรคไปแล้วก็ตาม กับสอง จะโดดเดี่ยวม็อบนอกสภายังไง ที่ผ่านมาก็ได้พยายามทำให้ม็อบนักศึกษาเป็นสิ่งน่ารังเกียด เป็นม็อบที่ก่อความวุ่นวายในสังคม เป็นม็อบล้มเจ้า ยัดข้อหามาตรา 112 สร้างภาพไปปลุกความกลัวของชนชั้นกลาง หรือคนที่มีอายุมากหน่อย ถ้าทำสำเร็จ โดดเดี่ยวกลุ่มอนาคตใหม่ได้ ชนชั้นนำไทยถึงจะสบายใจให้มีการเลือกตั้ง อาจจะยุบสภาเลยก็ได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้เมื่อหอกข้างแคร่ยังอยู่ ก็ยังไม่คิดถึงการเลือกตั้งใหม่ จึงต้องพยายามยื้อให้ครบวาระ 4 ปีเสียก่อน

  • สมมติว่า มียุบสภา มีการเลือกตั้งโดยที่กลไกการสืบทอดอำนาตตามรัฐธรรมนูญนี้ยังอยู่ครบ?

ก็เกิดขึ้นได้ แต่มันจะเป็นการหยุดปัญหาไว้เพียงชั่วคราวเท่านั้น 3 ข้อเรีกยร้องยังไม่ถูกตอบสนอง ปัญหาพื้นฐานต่างๆยังไม่ได้ถูกแก้ไข ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ชนะกลับมา ความเสี่ยงเดิมๆก็จะกลับมาด้วย ที่สำคัญอาจจะนำพาความไม่ชอบธรรมที่มีอยู่แล้ว ทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีกก็ได้ ผมคิดว่า ถ้ามีเลือกตั้งแล้วยังมีข้อกังขา เขาก็ต้องพยายามยื้อให้ครบ 4 ปี โดยไม่มีเลือกตั้งใหม่

  • ยื้อกันไปมา โอกาสที่รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีก็มีสูง?

มีโอกาสแน่นอน เพราะถ้าวิเคาระห์ในเชิงโครงสร้าง ปัจจัยเชิงสถาบันทางการเมือง ตามกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ครบ 4 ปีแน่ แล้วจะไปต่อได้อีกด้วย ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ยังอยู่ยากที่จะเอาพล.อ.ประยุทธ์ออกได้ ปัญหาเสียงปริ่มน้ำก็ไม่มีแล้ว องค์กรอิสระไม่ต้องพูดถึง รอดหมด ยากมากที่จะมีอะไรไปทำลายรัฐบาล การอยู่ไม่ครบ 4 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ มีทางเดียว นั่นคือ อุบัติเหตุทางการเมืองนอกสภา ก็คือ ม็อบ เขาถึงกลัวม็อบที่กำลังเกิดขึ้นอยู่มากที่สุด

ต้องไม่ลืม เมืองไทยอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นได้เสมอ จอมพลถนอมก็ไม่คิดว่า ตัวเองจะหลุดจากอำนาจ เพราะม็อบนักศึกษา พล.อ.สุจินดา คราประยูรก็ไม่คิดหรอก ลงทุนทำรัฐประหารอยู่ยาวเห็นๆ แต่สุดท้ายอยู่ได้แปบเดียว เจอพฤษภาทมิฬ ถ้าเสียงในสภาแข็งๆก็สมัยทักษิณ 2 ไม่เคยมีพรรคไหนชนะ 375 เสียงจาก 500 มั่นคงกว่าสมัยแรกอีก ดูเสียงในสภาอย่างเดียว ฝ่ายค้านแม้แต่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ปรากฏว่า อยู่ได้ปีเดียวเจอม็อบพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ใครจะไปคิด

ผมคิดว่า สถานการณ์ตอนนี้อยู่ที่ว่า ฝ่ายม็อบ กับ ฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ และชนชั้นนำ ใครประมาทก่อนกัน เพราะถ้าพลาดท่า โอกาสถึงแพ้ทันที

  • มีคำพูดว่า หลังจากเกิดม็อบราษฎรครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป?

เอาจริงๆ คนที่ตัดสินว่า จะพาสังคมไทยเดินไปทางไหน คือชนชั้นนำมากกว่าม็อบนะ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ประชาชนจะฉีกรัฐธรรมนูญได้ ขนาดเข้าชื่อเป็นแสนคนยังตกไปเฉยๆเลย ดังนั้น ม็อบเยาวชนเป็นเพียงผู้เขี่ยลูก ชงประเด็นขึ้นมาให้สังคมได้ถกเถียงเท่านั้น แต่ลูกบอลมันถูกครองโดยชนชั้นนำ เขาสามารถเลือกได้ว่า จะเล่นเกมแบบไหน จะเลือกแตกหักได้ เลือกประนีประนอมก็ได้ พูดง่ายๆ 3 ข้อเสนอถูกชงขึ้นมาไว้บนโต๊ะอย่างเป็นทางการ มีการหยิบเอาไปถกเถียงในรายการโทรทัศน์ได้แล้ว ทุกอย่างยกระดับขึ้นเป็นข้อเสนอสาธารณะ นี่จึงเป็นวาระของสังคมในการถกเถียง

ถ้าชนชนชั้นนำเลือกให้มันมีพื้นที่ปลอดภัยในเรื่องนี้ได้ สังคมไทยก็จะยกระดับ เป็นสังคมที่ใช้เหตุใช้ผล โดยไม่เสี่ยงความรุนแรง นองเลือดอย่างในประวัติศาสตร์หลายครั้งที่ผ่านมา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon