‘ยิ่งชีพ’ ชี้ ส.ว.คว่ำวาระ 3 เหตุ กลัวความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 มีนาคม ที่ TCDC อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดกิจกรรม PRIDI Talks 9 x CONLAB เสวนาในหัวข้อ ‘รัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์’ ร่วมเสวนาโดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ดร.วรวิทย์ กนิษฐะเสน อดีตเอกอัครราชทูต ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายรัฐธรรมนูญก้าวหน้า (CONLAB)
นายยิ่งชีพกล่าวตอนหนึ่งว่า ตอนนี้เดินมาถึงทางแยกอีกครั้งหนึ่ง ทางหนึ่งนำไปสู่โอกาสในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เป็นประชาธิปไตย แต่อีกทางหนึ่งคือการเดินย้อนกลับถอยหลังทำลายหลักการ และหาทางไปต่อลำบาก ในตอนนี้ตนก็ยังไม่รู้ว่าพวกเราจะเดินไปทางไหน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นฉบับที่แก้ไขยากมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้ตัวมันเองจะแก้ยากอยู่แล้ว แต่ยังมีคนคั่นกลางทำให้ลำบากกว่าเดิม โดยเฉพาะ ส.ส.พลังประชารัฐ และ ส.ว.ท่านหนึ่งส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัยว่า อำนาจรัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้หรือไม่ ด้านศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย โดยมีสาระสำคัญรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ภายใต้เงื่อนไขต้องทำประชามติ 2 รอบ
ประชามติรอบที่ 1 ถาม “ก่อน” ว่าจะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประชามติรอบที่ 2 เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประชาชนเห็นชอบหรือไม่ แต่ตามกระบวนการปัจจุบันในมาตรา 256 (8) กำหนดให้ต้องทำประชามติ หลังผ่านวาระที่ 3 ในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ และตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ต้องทำประชามติหลัง ส.ส.ร.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ และค่อยลงประชามติ ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ออกมา
แม้ตนมองว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ก็มีคนบอกว่ามีปัญหา ซึ่งคำที่มีปัญหาคือคำว่า “ก่อน” โดยมีกลุ่มคนตีความได้ 2 แบบ คนกลุ่มแรกคือ ก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ด้านคนกลุ่มที่สอง ก่อนเริ่มเสนอให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ สรุปคือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องทำประชามติก่อน ซึ่งก็คือก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 3 ตามมาตรา 256 (8) ทำประชามติก่อนเพื่อถามประชาชนว่า อยากให้มี ส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่
ในขณะเดียวกันก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนเกือบ 250 คน ที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่า ไม่ชอบ ส.ส.ร.เพราะ ถ้ามีแล้วจะเป็นการตีเช็คเปล่าให้ไปเขียนอะไรก็ได้ร่วมถึงประเด็นหมวด 1 หมวด 2 ด้วย ซึ่งคนพวกนี้ก็วนอยู่แค่ว่าห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 เด็ดขาด และในตอนหลังขยายห้ามไม่ให้แตะบทบัญญัติพระราชอำนาจ 38 มาตรา ในส่วนตัวก็ไม่เห็นว่ามีใครจะแก้หรือเป็นมาตราที่มีสาระสำคัญอะไร แต่ก็มีตัวแทนกลุ่มออกมาพูดแล้วว่าจะไม่ให้ผ่าน เหตุมาจากการห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 แล้ว แต่ยังไม่ได้ห้ามแตะพระราชอำนาจ 38 มาตรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดไปเอง กลัวไปเองว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่แก้ไม่ได้ เพราะกลัวไปแตะเรื่องเหล่านั้น
“ผมอยากเรียนท่าน ส.ว.ที่จะลงประชามติในวันที่ 17 มีนาคมนี้ อำนาจอยู่ในมือของท่านถ้าพวกท่านมั่นใจว่าเหตุผลนี้ฟังขึ้นจะลงมติโหวตได้เลย แต่ท่านต้องอธิบายต่อประชาชนด้วย ถ้าเหตุผลนี้ที่ต้องการปกป้องสถาบันฯฟังขึ้นโหวตได้เลย แต่อย่าลืมว่าร่างปัจจุบันนี้กำลังจะให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ และไม่ว่าระบบการเลือกตั้งจะดีจะร้ายอย่างไร ไม่มีทางที่ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งจะเขียนให้พวกคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในการเมืองไทยต่อไปได้ หรือเขียนให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจาก คสช.ยังอยู่ และการที่ท่านกลัวว่า ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกของประชาชนจะแตะหมวด 1 หมวด 2 แสดงว่าพวกท่านก็รู้อยู่แล้วว่าประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจริงหรือไม่ก็ไม่รู้แต่ในตอนนี้พวกท่านกำลังส่งสัญญาณว่าเป็นอย่างนั้น”
นายยิ่งชีพกล่าวว่า เมื่อย้อนกลับไปในวันที่ 13 มีนาคมปีที่แล้วนี้เป็นวันแรกที่กลุ่มของตนได้เดินรณรงค์ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ในวันนั้นตนเองก็กลัวว่าจะไม่มีใครมาช่วยกัน แต่เมื่อประกาศชวนไปก็มีคนมาร่วมกว่า 400-500 คน หลังจากนั้นก็มีการชุมนุมอีกหลายครั้ง และมีการร่วมลงชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยเวลาในการร่วมรายชื่อแสนรายชื่อเพียง 43 วัน แต่ในตอนนี้ก็ถูกคว่ำไปแล้ว ในหนึ่งปีที่ผ่านมาการแก้รัฐธรรมนูญเกิดอะไรขึ้นมากมาย ตั้งแต่การเริ่มเสนอเข้าสภาและในตอนนี้กำลังจะเข้าวาระที่ 3 แม้ในวันนี้เราก็เห็นว่าเขาพยายามจะคว่ำ แต่อย่างไรก็ตามตลอดเวลา 1 ปีเต็มที่ได้ต่อสู้มาก็เป็นบันไดคือโอกาสที่มากขึ้น เป้าหมายของการแก้รัฐธรรมนูญอาจจะไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวกฎหมายที่เป็นตัวอักษร แต่เราต้องการสร้างสังคมแบบใหม่รัฐธรรมนูญเป็นแค่เครื่องมือและที่ทำมาทั้งหมดเป็นบันไดที่จะทำให้พวกเราก้าวต่อไปข้างหน้า

