วงเสวนาชี้ รบ.เหมือนเรือขวางคลองสุเอซ ใช้อารมณ์บริหารประเทศ จี้ ‘บิ๊กตู่’ ลาออกก่อนไทยดิ่งเหวลึกใต้ทะเล

วงเสวนาชี้ รัฐบาลเหมือนเรือขวางคลองสุเอซ ใช้อารมณ์บริหารประเทศ จี้บิ๊กตู่ลาออกก่อนไทยดิ่งเหวลึกใต้ทะเล

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีเสวนา ‘ชำแหละ 7 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พาชาติติดหล่ม’ โดยมี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป., รศ.ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร, นายกษิต ภิรมย์, นางสาวรสนา โตสิตระกูล, พ.ต.อ.วิรุฒน์ ศิริสวัสดิบุตร, นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ และเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. ร่วมอภิปรายและแถลงข่าว

รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า พัฒนาการของประเทศหมุนทวนกลับไป โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ใช้โครงสร้างอำนาจของ ส.ว.สืบทอดอำนาจตนเองเหมือนกับในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ซึ่งทำให้การเมืองไทยย้อนหลังกลับไป 40 ปี กลายเป็นการเมืองย้อนยุคที่ให้อำนาจ ส.ว.กำหนดอำนาจการบริหารประเทศ

รศ.ดร.พิชายกล่าวว่า ปัจจุบัน ระบอบ 3 ป. ถือเป็นระบบการเมืองแบบคณาธิปไตยในทางสากล ที่คอยชี้นำและกำหนดอนาคตประเทศ รูปแบบเผด็จการ พล.อ.ประยุทธ์ได้กวาดเอาความปรารถนาของสังคมไป ให้เหลือเพียงความปรารถนาของ 3 ป.เท่านั้น พรรคพลังประชารัฐก็กลายเป็นพรรคที่บริหารสไตล์มาเฟีย ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด มีระบบอุปถัมภ์ภายในพรรคการเมือง การบริหารโดยกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง โดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถของคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี

“ระบอบประยุทธ์ร้ายแรงกว่าระบอบทักษิณ และสร้างเผด็จการรัฐสภาสมบูรณ์แบบขึ้นมา ไม่มีกลไกตรวจสอบอำนาจ และปิดปากประชาชน แม้แต่ในการเสนอกฎหมายของตนเอง และร้ายแรงที่สุดคือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ไม่ประสงค์ให้มีการแก้ไขเหมือนกับที่แถลงนโยบาย

“รัฐบาลทำตัวเหมือนเรือขวางคลองสุเอซ ขัดขวางกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกรูปแบบ จนเกิดการเมืองต่างขั้วแบบใหม่ที่รุนแรงมากขึ้น และการเมืองแบ่งขั้วที่ทำลายความเป็นมนุษย์มากขึ้น สร้างความแตกแยกในสังคมร้าวลึกลงถึงระดับครอบครัว บริหารบ้านเมืองให้แตกแยกขัดแย้งหนักขึ้นโดยการปราบปรามคนที่เห็นต่างและไม่ให้ประกันตัว

“พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ใช้อารมณ์แทนเหตุผลในการบริหารประเทศ ทำราวกับนักข่าวเป็นคนใช้ภายในบ้าน ไปสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ถือว่าสนับสนุนอาชญากรสงคราม สะท้อนจิตสำนึกเดียวกันคือจิตสำนึกเผด็จการเหมือนกัน ไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษยธรรม ท้าทายดูถูกประชาชน คืบคลานไปสู่การเมืองแห่งความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน และนำไปสู่การเมืองแห่งความสิ้นหวัง ถ้าจะสร้างการเมืองแห่งความหวัง พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกไป ก่อนการเมืองไทยจะจมลงสู่เหวลึกใต้ทะเล” รศ.ดร.พิชายกล่าว

อ่านข่าว : ‘ป้อม’ ฉุนหนัก หลุดคำผรุสวาท หลังถูกถามปรับเลขาฯพรรค พปชร. บอกประเทศเป็นแบบนี้เพราะ ‘สื่อ’

รศ.ดร.วิวัฒน์ชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมาถึงทางแพร่งสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศมา 7 ปีแล้ว แต่เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่ตนเองเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรีกลาโหม และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจเลย จนเศรษฐกิจติดหล่ม ฝืดเคืองมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันติดหล่มการว่างงานและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปคนจะตกงานอีกหลายแสนคน และจะเป็นระเบิดเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะม็อบตกงานจะเกิดขึ้นและทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ

รศ.ดร.วิวัฒน์ชัยกล่าวว่า หล่มต่อไปคือหล่มความเหลื่อมล้ำ คนไทยกลุ่มมั่งคั่งรวยสุดเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ สะสมความมั่งคั่งกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซึมลึก และจะนำมาสู่ความขัดแย้ง รวมถึงหล่มหนี้สินและหนี้เสียของประเทศ ที่อาจจะถึงขั้นล้มละลาย

“รัฐบาลติดหล่มการรวบอำนาจการบริหารบ้านเมือง ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะโดยใช้โมเดลรวมศูนย์รวบอำนาจ โดยใช้อำนาจตัดสินใจโดยระบบรวมศูนย์ราชการกับนายทุนและขุนศึกทหารที่มีอำนาจ ระบอบประยุทธ์จึงสถาปนาระบบทุนนิยมผูกขาดอภิสิทธิ์ชน ทำให้ขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ใช้นโยบายเอียงข้างกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มให้ได้รับผลประโยชน์ ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงโครงสร้างที่เป็นธรรม จึงทำให้คนไทยอ่อนแอลง เกิดความไม่มั่นคงมากขึ้นตามลำดับ” รศ.ดร.วิวัฒน์ชัยกล่าว

รศ.ดร.วิวัฒน์ชัยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีหล่มผูกขาดเศรษฐกิจ ซึ่งจากงานวิจัยของจนนั้นทำให้เกิดการผูกขาดด้านการเกษตร อาหาร พลังงาน อย่างชัดเจน และจะกลายเป็นมรดกสีดำของชาติบ้านเมือง หล่มหายนะที่สุดคือหล่มการคลังและหนี้สาธารณะ จะกระทบต่อคนไทยอีกเป็น 10 ปี และทำลายสังคมให้หายนะที่สุด คนชั้นกลางและคนชั้นล่างได้รับผลกระทบหนัก คนชั้นกลางกว่า กว่า 4 ล้านคนที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แล้ว จะกลายเป็นคนจนรุ่นใหม่ เพราะรัฐบาลหลงผิดติดกับดักรายได้ปานกลางที่เป็นแนวทางที่ผิดพลาด ต่อไปนี้นโยบายทำบุญโปรยทาน แจกเงิน จะทำได้ยาก และใกล้อวสานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แล้ว เพราะจะมีการรีดภาษีชนชั้นกลาง ก่อปัญหาหนี้สินมากมาย

“รัฐบาลใช้งบประมาณแผ่นดิน 20 ล้านล้านบาท 7 ปีทำประเทศขาดทุนกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา สร้างหนี้มหาศาลแต่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยมาก และส่วนมากผันรายได้ไปสู่มือของกลุ่มทุนข้างบนต่างๆ ในท้ายที่สุด” รศ.ดร.วิวัฒน์ชัยกล่าว

ด้าน นายกษิต กล่าวว่า รัฐบาลประยุทธ์ชวนฝันคุยโม้ 7 ปีที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ทำโครงการประชานิยม แต่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นร่วมกันโกงกินมหาศาล โกงกินชาติบ้านเมืองอย่างมโหฬาร โดยทำอยู่ 2 เรื่อง คือโครงการเมกะโปรเจ็กต์ กับโครงการประชานิยม

นายกษิตกล่าวว่า อยากเชิญชวนทุกท่านหันมาร่วมกันต่อต้าน หยุดสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้แล้ว
เพราะโครงการของรัฐและเศรษฐกิจไปไม่ได้แล้ว ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ รีเทรนนิ่ง สร้างงานภายในประเทศ ที่ใช้ฝีมือและเทคโนโลยีมากขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมวิจัยดิจิทัลและเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น

“ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางสาธารณสุข ก็ต้องผลิตเครื่องมือการแพทย์และยาได้ เรามีมหาวิทยาลัยกว่า 200 แห่ง ทำไมจะทำไม่ได้ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ทำ ดังนั้น จะต้องไล่พล.อ.ประยุทธ์ ออกไป และสร้างรัฐสยามใหม่ที่มีประชาธิปไตยมากกว่านี้ ไม่ให้มีการผูกขาดเศรษฐกิจการเมืองอยู่ในมือคนไม่กี่คน” นายกษิตกล่าว

น.ส.รสนา กล่าวว่า การให้เอกชนสัมปทานพลังงาน น้ำมัน ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ทำให้เกิดความร่ำรวยอย่างมหาศาลกับคนรวยไม่กี่กลุ่ม ล่าสุดการให้สัมปทานเหมืองแร่เป็นแสนไร่ แต่ทำให้ประชาชนรอบข้างได้รับผลกระทบจำนวนมาก 7 ปีมีการถ่ายโอนทรัพยากรต่างๆ มีอย่างมหาศาลของส่วนรวมไปสู่กลุ่มทุน เกิดโครงสร้างการผูกขาดอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ และจับมือกลุ่มทุนผูกขาดทางเศรษฐกิจ จนยุคนี้มีการผูกขาดอำนาจทางรัฐสภาเบ็ดเสร็จ รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ทำให้มองไม่เห็นกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล

“ยกตัวอย่างกรณีนาฬิกายืมเพื่อน ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ไม่มีการยึดนาฬิกา แต่จะมีการฟอกเหมือนกรณีไม้เถื่อนหรือไม่ที่ริบแล้วจะมีการขายคืน หรือกรณียาเค 11.5 ล้านตัน มูลค่า 38,000 กว่าล้านบาท พอถึงวันหนึ่งก็ตรวจพบว่าไม่ใช่ยาเคจริง ขอเสนอว่า ในช่วงโควิด ประชาชนตกงาน รัฐบาลกู้เงินมาทำประชานิยม เราชนะ ไทยชนะ แต่แจกเงินไม่ทั่วถึง ทำไมไม่ลดราคาน้ำมันลง มีนโยบายด้านพลังงานที่ชัดเจนแบบนี้จะทั่วถึงมากกว่า

“สรุป 7 ปี นโยบายพลังงานไม่เคยเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันกลายเป็น รัฐทหาร ตำรวจ นายทุนผูกขาด และนักการเมืองบางกลุ่ม ร่วมกันผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จและกอบโกยไม่เคยพอ” น.ส.รสนากล่าว


พ.ต.อ.วิรุฒน์
กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมติดหล่ม และถอยหลังลงคลอง มีตัวอย่างคดีตกเป็นแพะมากมาย สะท้อนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีปัญหา หลังยึดอำนาจมาตนนึกว่าจะดีขึ้น จะมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ได้ปฏิรูปแต่อย่างใด การปฏิรูปตำรวจยังคงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

“ทางออกจะต้องกระจายอำนาจตำรวจ ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด ขึ้นกับ กทม. แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ปรากฏในร่างของคุณมีชัย ที่จะแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบได้” พ.ต.อ.วิรุฒน์กล่าว

ขณะที่ นายบุญแทน กล่าวว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยตกต่ำมากไม่ต่างพม่า ในพม่าวันฉลองของกองทัพทำให้ประชาชนตายไปกว่าร้อยคน โดยประเทศไทยก็ส่งผู้แทนไปด้วยใช่หรือไม่ จุดยืนเรื่องพม่าของพล.อ.ประยุทธ์ แตกต่างจากจุดยืนของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก

“7 ปี พล.อ.ประยุทธ์ยืนคร่อมแผนสิทธิมนุษยชน 2 ฉบับ แต่สิทธิมนุษยชนกลับไม่ได้รับการเคารพและใส่ใจ การไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังทำไม่ได้เหมือนอย่างนโยบาย ปัจจุบันความรับผิดชอบของรัฐบาลอยู่ที่ไหน สารพัดม็อบมากมาย เมื่อผู้นำไม่มีจริธรรม คุณธรรม บ้านเมืองก็ไม่มีทางออก ประเทศไทยจะเหมือนพม่าที่ประชาชนลุกขึ้นมาทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ ร่วมกันต่อสู้กับเผด็จการที่ไม่เห็นหัวประชาชน

“ถ้า พล.อ.ประยุทธไม่ลาออกอย่างสง่างาม เหมือน พล.อ.เปรม ก็คงพบจุดจบเหมือนพม่า” นายบุญแทนกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon