อย่าปล่อยหนุ่มสาวแบกความหวัง ‘บอย’ ลั่นแค่พักยก ‘กุ๊ก’ เชื่ออายุยืนกว่าตู่-ป้อม ไม่ขอฝากอนาคตกับ ‘ไม้ใกล้ฝั่ง’

นันทพงศ์ ปานมาศ (ซ้าย) ธัชพงศ์ แกดำ (ขวา)

อย่าปล่อยหนุ่มสาวแบกความหวัง-‘บอย’ ลั่น แค่พักยก ‘ยิ่งจับ ยิ่งเปิดโปง’-‘กุ๊ก’ เชื่อ อายุยืนกว่าตู่-ป้อม ไม่ขอฝากอนาคตไว้กับ ‘ไม้ใกล้ฝั่ง’

เมื่อเวลา 16.10 น. วันที่ 20 พฤษภาคม ที่ลาน สวป. มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก กรุงเทพฯ เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จัดกิจกรรม “มองอดีต คุยอนาคต” เพื่อร่วมรำลึกครบรอบ 29 ปี เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 โดยมีอดีตแกนนำนักศึกษา ผู้ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมือง และเยาวชนกลุ่มลูกพ่อขุนฯโค่นล้มเผด็จการ ร่วมงาน

อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนักศึกษารามฯ พฤษภา35, นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ปัจจุบันรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายสิริวัฒน์ ไกรสิน อดีตนายกองค์การรามปี 34 และแกนนำนักศึกษารามฯ พฤษภา35, นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น, นายนันทพงศ์ ปานมาศ เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย, นายจตุภัทร หรือไผ่ ดาวดิน แกนนำหมู่บ้านทะลุฟ้า และนายธัชพงศ์ แกดำ

อ่านข่าว : ‘จตุพร’ ย้อน พ.ค.35 ชี้คนไทยตื่นยากแต่ตื่นแล้วเอาเรื่อง ‘วีระ’ เชื่อเมื่อถึงเวลา ปชช.จะยิ่งใหญ่

เวลา 18.15 น. นายธัชพงศ์ แกดำ หรือบอย YPD กล่าวว่า การต่อสู้ของคนรุ่นหนุ่มสาวเปลี่ยนไปมากจากแต่ก่อน มีความเป็นเสรีชน มีความคิด สิ่งน่ากลัวที่สุดคือการที่เขาเหยียบเรา แล้วทำให้สู้แบบจนตรอก เราสู้แม้ว่าผู้ใหญ่หลายคนมองว่าข้ามเส้น แต่ที่ผ่านมาสู้ไม่หมด เด็กรุ่นหลังต้องตาย ต้องถูกจับ

นายธัชพงศ์กล่าวว่า การต่อสู้ครั้งนี้ต่างกว่าทุกครั้ง เพราะเราเห็นปัญหาโครงสร้างทางการเมือง ทุกตัวละครเปิดหน้าออกมา ขบวนการต่อสู้วันนี้ยัง แม้ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ความคิดของคนไปไกลแล้ว

“การพยายามล้างสมอง และไม่ให้ก้าวข้ามเส้นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่แท้จริง แต่ 2 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว ความคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปแล้ว และไม่มีวันหวนกลับมาเป็นเหมือนเดิม ต่อให้วันนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะใช้หลักสูตร พยายามบอกว่าต้องไม่ยุ่งกับการเมือง ต้องไม่แตกไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เมล็ดพันธุ์ได้ถูกหว่านไปแล้ว เราต้องช่วยกัน

“มันเป็นปัญหาของทุกคน ของพ่อ แม่ ป้า ที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้ เราเอาความหวังให้คนหนุ่มสาว แบกรับอย่างเดียวไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของเขาในอนาคต แต่เป็นอนาคตของทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอให้รำลึก และกลับไปใช้ชีวิตปกติ ตราบใดที่ยังอยู่ในสังคมนี้ หลีกไม่พ้นการเปลี่ยนแปลง เราสู้สุด และถูกจับหลายรอบ แล้วก็พร้อมที่จะให้ถูกจับอีก เราก็ลุยอีกแบบหนึ่ง ต่อสู้แบบคนที่ไม่มีอนาคต เพราะไม่เห็นอนาคตเลย สังคมไทยสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมานาน ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ชนชั้นนำเหล่านี้จะอยู่อย่างไร” นายธัชพงศ์กล่าว

นายธัชพงศ์กล่าวต่อว่า วันที่ 22 พฤษภาคม ครบรอบรัฐประหาร หวังจะเป็นครบรอบสุดท้าย เพราะเราจะเห็นมิติความเปลี่ยนแปลง และคนหนุ่มสาวที่เข้ามาร่วมกันมากขึ้น แต่เราแค่พักยกเพราะโควิด เอกภาพสำคัญ ต่อให้จับไปก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่ง

“อยากรู้เหมือนกันว่าคนของรัฐบาล ถ้าจับพวกผมหมด จะหยุดคนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้ นี่ไม่ใช่การต่อสู้แค่การใช้อำนาจ แต่เป็นการต่อสู้เชิงวัฒนธรรม และสังคมที่เราต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกัน จะร่วมกันแบบไหนจะสู้กันด้วยวิธีการแบบไหน สิ่งสำคัญคือเราต้องสู้ให้สุด

“อยากฝากไปถึงผู้มีอำนาจ คุณห้ามเราไม่ได้ จับสักกี่ครั้ง ความเป็นจริงก็ยิ่งเติบโต ยิ่งเปิดโปง ยิ่งคุณบอกว่าเป็นคนดี แล้วมาทำร้ายร่างกายเรา ความเป็นจริงก็ยิ่งเปิด และสิ่งสำคัญคือ 22 พฤษภาคมนี้ จะเวียนมาบรรจบให้เห็นว่าประยุทธ์อยู่มา 8 ปีแล้ว สังคมต้องสร้างมาตรฐานใหม่ การลงโทษของสังคมต่อคนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และยึดอำนาจ การต่อสู้ต้องอาศัยทุกคน ขอคารวะวีรชนพฤษภา 35” นายธัชพงศ์กล่าว

ด้าน นายนันทพงศ์ ปานมาศ หรือกุ๊ก เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่รักรามคำแหง และภูมิใจในตัวพี่ๆ รามคำแหงทุกคน ที่เป็นผู้ถางทางให้น้องรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย ได้เรียนรู้ และต่อสู้ 2535 เป็นปีที่ตนเกิด แม้ไม่ทันเหตุการณ์ 14 ตุลาคม แต่เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ว่าประเทศไทยผ่านการรัฐประหาร ถ้าดีจริง ประเทศคงคืบหน้าและพัฒนาไปกว่านี้อย่างแน่ แต่ไทยรัฐประหารสำเร็จถึง 13 ครั้ง ถ้าดีจริง ตนเชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยคงเป็นพี่ใหญ่ของเอเชียไปแล้ว แต่ไทยยังล้าหลัง ผู้มีอำนาจยังกดขี่ข่มเหงประชาชนเจ้าของประเทศ จนถึงปัจจุบัน

“ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศต้องเป็นของประชาชนเท่านั้น และประเทศนี้เป็นของประชาชน เชื่อแบบนี้มาทั้งชีวิต ตั้งแต่ผมเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย จนถึงวันนี้ผมสามารถยกมือไหว้พี่ๆ ที่มา ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างสนิทใจ นี่คือรุ่นพี่รามที่เราภูมิใจ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมา วันนี้พวกเรารามคำแหง เราร่วมสู้กับพี่น้องเครือข่ายข้างนอกทุกกลุ่ม ทุกองค์กรที่เรียกร้องประชาธิปไตย มีน้องหลายคนที่นี่เคยเข้าเรือนจำเดือนละครั้ง สองครั้ง ผมเองก็ติดคุก 2 ครั้ง เพราะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย จนถึงวันนี้มีประมาณ 9 คดี

“และล่าสุด เพื่อนเข้าไปอยู่ในเรือนจำโดยไม่ได้รับการประกันตัว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเผด็จการและผู้มีอำนาจได้ทำการกดขี่เรา ดีใจที่พี่ๆ มายืนเคียงข้าง วันนี้คือหน้าที่ของทุกกลุ่มองค์กร ที่ต้องออกมาร่วมกันให้จบแล้วรุ่นเราจริงๆ เชื่อเหลือเกินว่าผมจะมีอายุยืนกว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ผมจึงไม่สามารถฝากอนาคตไว้กับไม้ใกล้ฝั่ง ให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศได้ต่อไป และไม่สามารถส่งต่ออนาคตให้คนรุ่นหลังเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก

“อยากเชิญชวนทุกท่านให้สู้ด้วยกันในทิศทางที่เราถนัด เหตุการณ์แบบนี้จะต้องไม่เกิดในประเทศไทยอีก เพราะถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย เราจะไม่สูญเสียวีรชนไปมากมายขนาดนี้ คนอย่างลุงนวมทอง ไพรวัลย์ จะต้องไม่ตายแบบนี้ พี่น้องเสื้อแดงต้องไม่ถูกฆ่าตายกลางเมืองหลวง และเพื่อนเราต้องไม่เข้าไปอยู่ในเรือนจำแบบนี้ หนทางต่อไป ประเทศไทยต้องมีประชาธิปไตยเท่านั้น” นายนันทพงศ์กล่าว

จากนั้น ร่วมกันยืนร้องเพลงมหาวิทยาลัย ก่อนยุติกิจกรรมอย่างสงบ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รูเบน ดิอาส คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสมาคมนักข่าวฟุตบอลอังกฤษตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เล่นกับเรือใบ
บทความถัดไปสมุทรสงคราม ติดเชื้อเพิ่ม 7 ราย เผย 3 ราย ทำงานโรงงานคลัสเตอร์เพชรบุรี