จุดเทียน-จี้ออก พ.ร.บ. ‘สิตานัน’ เดือด ตร.อ่านประกาศขณะรำลึก ‘1 ปี วันเฉลิม’ ซัด รบ.ไม่เห็นใจ ยัน ตามหาถึงที่สุด

จุดเทียน-จี้ออก พ.ร.บ. ‘สิตานัน’ เดือด ตร.อ่านประกาศขณะรำลึก ‘1 ปี วันเฉลิม’ ซัด รบ.ไม่เห็นใจ ยัน ตามหาถึงที่สุด

ในวาระครบรอบ 1 ปี การหายตัวไปของ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือ ต้าร์ นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะลี้ภัยทางการเมืองในประเทศกัมพูชา หลังไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. โดยถูกนำตัวขึ้นรถ ขณะแวะซื้อของหน้าอาคารที่พัก ณ กรุงพนมเปญ ช่วงเย็นของวันที่ 4 มิถุนายน 2563 นั้น

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 4 มิถุนายน ที่ บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ กลุ่มเพื่อนวันเฉลิมและนักกิจกรรม แอมเนสตี้ พร้อมประชาชน กว่า 100 คน ทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยต่างสวมเสื้อฮาวายหลากสีสันมาร่วมกิจกรรม เนื่องจากเป็นเสื้อที่นายวันเฉลิมใส่เป็นประจำ

บรรยากาศโดยรอบ มีการปูป้ายไวนิลขนาดใหญ่ที่ลานหน้าหอศิลป์ ระบุข้อความ อาทิ “คนก็หาย กฎหมายก็ไม่มี” Missing people Missing , “หนึ่งปีต้องมีความยุติธรรมให้วันเฉลิม After 1 year, there must be justice for wanchalearm” รวมถึงป้ายข้อความ “คนหายที่ไม่หายไปจากความทรงจำ”

จากนั้น เดินเท้าไปยังสกายวอล์กหอศิลป์ ก่อนยืนเรียงแถวพร้อมสวมหน้ากากใบหน้านายวันเฉลิม และถือป้ายข้อความ

ต่อมา เวลา 18.00 น. ราษดรัม ทำการรัวกลองส่งจังหวะ นักกิจกรรมยืนสงบนิ่ง 12 นาที เพื่อรำลึกถึง 12 เดือนที่ นายวันเฉลิมได้หายตัวไป รวมถึงเพื่อทวงคืนความยุติธรรม และแสดงจุดยืนในการร่วมส่งเสียงในการเป็นส่วนหนึ่งของการยุติการสร้างความหวาดกลัวจากการถูกบังคับให้สูญหาย โดยมี น.ส.เบญจมาภรณ์ นิวาส หรือ พลอย อดีตแกนนำกลุ่มนักเรียนเลว พร้อมด้วยเพื่อนเยาวชน เดินทางมาสมทบ รวมถึง น.ส.ชญาธนุส ศรทัตต์ อดีตผู้เข้าร่วมประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ก็สวมเสื้อฮาวายมาร่วมยืนด้วย

จากนั้น เวลา 18.12 น. ครบกำหนด 12 นาที ประชาชนเดินเท้าลงมายังบริเวณลานหน้าหอศิลป์ เพื่อทำกิจกรรมต่อไป

อ่านข่าว : สวมฮาวาย-ถือใบหน้า ‘ต้าร์ วันเฉลิม’ ยืน 12 นาที เตือน 12 เดือน ‘ไม่ลืม’ คนหาย

ต่อมา เวลา 18.20 น. ที่หน้าหอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน เข้าอ่านประกาศ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ควบควมคุมโรค พร้อมเน้นย้ำถึงการห้ามรวมตัวเกิน 20 คน ไม่เช่นนั้นจะมีความผิด โดยประชาชนส่งเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของนายวันเฉลิม ได้มายืนข้างเจ้าหน้าตำรวจ พร้อมกล่าวภายหลังเจ้าหน้าที่อ่านประกาศด้วยน้ำเสียงและสีหน้าไม่พึงพอใจว่า

“ตำรวจต้องรับใช้ประชาชน อย่าพึ่งไป มานี่ก่อน จะจับใครก็จับ เกินไปไหม ไม่ควรมาพูดแบบนี้ เจ้าที่รัฐทำได้ แต่ประชาชนทำไม่ได้ ” น.ส.สิตานัน กล่าว

น.ส.สิตานัน กล่าวว่า ครบรอบ 1 ปี การหายตัวไปของวันเฉลิม ขอบคุณพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนๆ ทุกคนที่ออกมาในวันนี้ขณะที่ตำรวจก่อกวน ขอบคุณภาพที่ส่งมาร่วมรำลึก ขอบคุณที่พวกเราเห็นใจกัน แต่รัฐบาลไม่เคยเห็นใจเราเลย

“สิ่งที่ทำกับเราตลอด 1 ปีเต็ม เขารู้ไหมว่า พวกเราเจ็บปวด เสียอะไรไปบ้าง มีแต่ประชาชนเข้าใจ และเห็นใจกันเอง” น.ส.สิตานันกล่าว

ด้าน น.ส.ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข บุตรสาวของนายสมยศ กล่าวว่า 1 ปีของวันเฉลิม จะเรียกว่าเร็วก็ไม่เร็ว ช้าก็ไม่ช้า อยากเรียกร้องภาครัฐให้ความจริง อย่างน้อยเพื่อยุติความทรมานทางจิตใจ สำหรับคนอื่นๆ ขอให้ร่วมเป็นกำลังใจในขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้มีความยุติธรรมในสังคมไทยต่อไป

ด้าน น.ส.ชญาธนุส หรือ เฌอเอม อดีตผู้เข้าร่วมประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ กล่าวว่า 2 ปีอาจจะสั้น แต่ยาวสำหรับครอบครังผู้สูญหาย นานและทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เราอาจไม่เคยรู้ว่า มีการอุ้มหาย 60-70 ปีมาแล้ว แต่มาตระหนักเมื่อ 1 ปีก่อน กรณีวันเฉลิม เพราะโลกมองดูโลกที่มีความอันตรายอยู่รอบตัว โลกที่มีคนหายไป เพียงเพราะพูดในสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้พูด เป็นโลกใบเดียวกับที่เราอาศัยอยู่หรือเปล่า ถ้าต้าร์คือคนทั่วไปที่อาจหาญ คนต่อไปอาจเป็นคุณ หรือคนข้่างๆ ที่สังคมทำเหมือนตายไป และไม่มีตัวตนอยู่

“เอมอยากให้ พ.ร.บ.ที่จะผลักดันต่อไปคือ พ.ร.บ.อุ้มหาย เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อวันข้างหน้า

เราต้องการยุติการอุ้มหาย เพื่อป้องกันคนที่อาจจะเป็นเหยื่อและการใช้อำนาจรัฐ เราควรปกป้องเสรีภาพการแสดงออก ด้วยชีวิต ด้วยสิทธิของเรา ด้วยเครื่องมือที่เรามี และแนวร่วมที่สนับสนุนกัน อยากให้ทุกคนกระจายความตระหนักรู้ และทำให้รู้ว่าสังคมจะไม่มีความปลอดภัย” น.ส.ชญาธนุส กล่าว

ด้าน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า เรื่องการอุ้มหายวันเฉลิม ไม่เพียงวันเฉลิม แต่ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างของรัฐบาลประยุทธ์ นี่คืออาชญากรรมของรัฐ และฆาตกรรมทางการเมือง อันเนื่องมาจากการขจัดคู่ขัดแย้งทางการเมือง และทำลายชีวิต วันเฉลิมคือรายที่ 9 เป็นผลสืบเนื่องจากการยึดอำนาจ ของ พล.อ.ประยุทธ์

“ประจักษ์พยานที่บอกว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องการอุ้มหาย เพราะปฏิเสธการรับผิดชอบสืบสวนกรณีอุ้มหายเหล่านี้

วันเฉลิม คือสวนหนึ่งของการใช้ความรุนแรง ที่ผู้ลี้ภัยได้รับผลจากการกระทำทำนอกเหนือประชาธิปไตย จึงเห็นว่าต้องผลักดันให้มีกฎหมายป้องกันการปราบปรามการทรมานและการอุ้มหาย แม้หยุดการอุ้มหายไม่ได้ แต่ช่วยให้เข้าถึงการเยียวยาและติดตาม” นายสมยศกล่าว

จึงขอเรียกร้อง ส.ส.ให้ตระหนักหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และจะขอให้ดวงวิญญาน 86 คนได้กลับมาช่วยให้สังคมรักสันติ ยุติความรุนแรงทางการเมือง และเราจะไม่ปล่อยสังคมลืมการอุ้มหายเหล่านี้
และทำให้ฆาตกรลอยนวลจนวันนี้” นายสมยศ กล่าว

ด้าน น.ส.ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล  ประเทศไทย กล่าวว่า ยังมีอีกหลายคน เราไม่รู้ว่าคนที่ทำคุณนอนหลับได้อย่างไร

“ยิ่งทำให้ความยุติธรรมมืดไม่เท่าไหร่ เราจะจุดเทียนให้สว่าง ให้เห็นว่า เราไม่ต้องการให้มีคนที่โดนบังคับสูญหายหรือจับกุม เพียงเพราะใช้สิทธิในการแสดงออกอีกต่อไป” น.ส.ปิยนุชกล่าว

จากนั้น เวลา 18.30 น. ประชาชนร่วมกันจุดเทียนที่เรียงเป็นข้อความ “stop enforced disappearance” และสัญลักษณ์ของแอมเนสตี้ เป็นเทียนไขที่มีลวดหนามล้อมรอบ

ต่อมาเวลา 18.40 น. นายอาเล็ก โชคร่มพฤกษ์  กลุ่มศิลปินเพลงเพื่อราษฎร ดีดกีต้าร์บรรเลงเพลง ต้าร์วันเฉลิม, นักสู้ธุลีดิน และเพลงสรรเสริญประชาชน ตามลำดับ ขณะที่ประชาชนร่วมล้อมวงจุดเทียนร้องเพลง พร้อมมีการฉายวิดีทัศน์ ภาพถ่าย นายวันเฉลิม บนผนังของหอศิลปฯ

น.ส.สิตานัน กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอบคุณที่ไม่ลืม จะยืนหยัด ตามหาวันเฉลิมจนถึงที่สุด

จากนั้น ประชาชนชู 3 นิ้ว เปล่งเสียง “เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” ต่อด้วยการท่องกลอน 14 ตุลา ของวิสา คัญทัพ ก่อนยุติกิจกรรมในเวลา 18.58 น.

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon