‘วิญญัติ’ ชี้นายกฯให้อำนาจ กสทช.ฟันเฟคนิวส์ เป็นซุปเปอร์ พนง.สอบสวน เด็ดขาดยิ่งกว่าศาล ขัด รธน.หรือไม่

30.07.21 | 09:35 น.

“วิญญัติ” ถามนายกฯ ออกข้อกำหนดให้อำนาจ กสทช.ฟันเฟคนิวส์ได้ เลยกลายเป็นซุปเปอร์พนักงานสอบสวนใหญ่กว่าศาล อาจขัด รธน.หรือไม่ เปิดคำเเนะนำ อธ.ศาลอาญาก่อนหน้านี้ คดีปิดเว็บต้องจัดไต่สวนทุกครั้งภายใน 7 วัน เน้นให้โอกาสคัดค้าน

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการ สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดห้ามเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว โดยให้อำนาจ กสทช.แจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตสั่งระงับได้ พร้อมส่งตำรวจดำเนินคดี มีผล 30 ก.ค.นี้ ว่า


ข้อพิจารณาที่ผมเห็น

1.โดยที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไป ซึ่งข้อความอันเป็นเท็จ ประโยคนี้ปรากฏอยู่ในอารัมภบท คือปัญหาที่จะเกิดขึ้น ว่าความเท็จเป็นอย่างไร จะเป็นเท็จตามข้อมูลหรือตามดุลพินิจของ กสทช. นั้นมีหลักประกันใดที่จะไม่เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม หรือความเท็จนั้นมีความจริงอย่างไร กสทช.ต้องบอกสังคมให้ทราบ ความจริงทันทีเช่นกัน ประชาชนจะได้ตรวจสอบ โต้แย้ง และนำพยานหลักฐานพิสูจน์สนับสนุนข้อโต้แย้งได้ถูกต้อง จึงจะเรียกว่า กสทช.มีมาตรฐานจริง หาก กสทช.อ้างลอยๆ ไม่มีเนื้อหาของความจริงให้ปรากฏ ว่าเป็นความเท็จหรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนอย่างชัดแจ้ง เพื่อเป็นเหตุผลแห่งการใช้อำนาจในการออกคำสั่งให้ระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address) ของบุคคลทันที ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีความเป็นไปได้ว่า การใช้อำนาจจะเกิดความไม่เป็นธรรม ลักลั่นทางข้อเท็จจริงและผลของการออกข้อกำหนดนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญก็ได้

2.กสทช.จะกลายเป็นองค์กรใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสั่งระงับฯ มิใช่ศาลยุติธรรม ปกติ

Advertisement

ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 20 ให้อำนาจศาลระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ แม้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 จะให้อำนาจในการออกข้อกำหนดนี้ได้ แต่ก็ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประสงค์ให้ห้ามเป็นการเฉพาะข่าวหรือข้อความซึ่งเป็นการห้ามเข้าถึงข้อมูลหรือข้อความที่มีการนำเสนอ แต่กฎหมายไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้สั่งปิดช่องทางการสื่อสาร ของบุคคลหรือสื่อสารมวลชนทั้งช่องทาง ซึ่งมีผลต่อการนำเสนอข้อความในอนาคตที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความผิด

เมื่อข้อกำหนดนี้อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 26 มาตรา 35 และมาตรา 36 แล้วศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้ สื่อมวลชนหรือประชาชนผู้ใช้แพลตฟอร์มที่ถูกสั่งระงับใช้ถูกดำเนินคดี ต้องต่อสู้ประเด็นเหล่านี้ไว้

ผมเห็นว่าต้องเป็นความเท็จที่สังคมและประชาชนยอมรับกัน ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อความอันเป็นเท็จหรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ถึงขนาดทำให้ประชาชนหวาดกลัว จึงจะเป็นการใช้อำนาจตามข้อกำหนดนี้ได้อย่างถูกต้อง

กล่าวโดยสรุปว่า การพิจารณาของศาลยังให้โอกาสคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างและข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่าย ตามหลักฟังความสองฝ่าย ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กลับออกข้อกำหนดให้อำนาจ กสทช. ใช้อำนาจเด็ดขาดยิ่งกว่าศาล เป็นซุปเปอร์พนักงานสอบสวนสั่งปิดการสื่อสาร และชงเรื่องดำเนินคดีได้เอง ถามว่าเป็นธรรมแล้วหรือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีจะอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตรา 9 ออกข้อกำหนดดังกล่าว นายสิทธิโชค อินทรวิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาอาศัยอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (4) ออกคำแนะนำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาว่าด้วยแนวทางการพิจารณาคำร้องขอให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 20 เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลอาญามีแนวทางในการปฏิบัติและพิจารณาคำร้องอย่างมีประสิทธิภาพ ชัดเจน โดยวางแนวพิจารณาคำร้องปิดเว็บ อาทิ จัดไต่สวนทุกครั้งภายใน 7 วัน เน้นให้โอกาสคัดค้าน

โดยมอบหมายให้นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะแผนกคดีค้ามนุษย์รับผิดชอบคดียื่นคำร้องขอปิดเว็บไซต์ ระงับการเข้าถึงข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมว่า เเนวทางดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสร้างกระบวนพิจารณาเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเน้นการตีความกฎหมายและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญจำกัดสิทธิเป็นข้อยกเว้น สังคมศรัทธา ไม่มุ่งแค่ปราบปราม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลอาญา วางแนวพิจารณาคำร้องปิดเว็บ จัดไต่สวนใน 7 วัน เน้นให้โอกาสคัดค้าน ตั้ง ‘มุขเมธิน’ ดูเรื่องนี้