‘วิโรจน์’ สะท้อนความเห็นแพทย์-บุคลากรด่านหน้า พบรู้สึกหดหู่ ท้อใจ จี้เร่งฉีดไฟเซอร์ กระตุ้นภูมิ แบบไร้เงื่อนไข เร่งสำรองยา ลดขั้นตอนเบิกจ่าย ปรับเกณฑ์ให้ผู้ป่วยผลตรวจ ATK ได้ยาฟาวิพิราเวียร์
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตนและคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ติดตามสถานการณ์โควิด-19 ได้มีโอกาสหารือและรับฟังเสียงสะท้อนจากแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยพรรคก้าวไกลจะขอเป็นเสียงสะท้อนให้กับบุคคลเหล่านี้ เพื่อหวังว่ารัฐบาลจะนำเสียงของพวกเขาไปปรับปรุงกระบวนการดูแลประชาชนและปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสิทธิผลมากกว่านี้คือ 1.บุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยมีความไม่มั่นใจว่าวัคซีนที่ฉีดไปจะปกป้องจากการติดเชื้อได้ ดังนั้น การฉีดวัคซีนเข็ม 3 ด้วยวัคซีนไฟเซอร์ ต้องดำเนินการทั่วถึง รวดเร็ว เป็นธรรม ไม่มีเงื่อนไข
นายวิโรจน์กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็มีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยที่กังวล โดยเฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนชนิดใดชนิดหนึ่งมาแล้ว 1 เข็ม ซึ่งตามหลักเกณฑ์จะให้ฉีดไฟเซอร์ โดยมีระยะห่าง อิงจากวัคซีนเข็มแรก ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่งได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไปจะต้องรออย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งพวกเขากังวลว่าระยะเวลา 2 เดือนจะพลาดท่าติดโควิดไปเสียก่อน ซึ่งพวกเขาได้แจ้งกับพรรคว่ามีผลการศึกษาว่าสามารถฉีดไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 2 ต่อจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าได้ตั้งแต่ 28 -84 วัน ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องศึกษางานวิจัยดังกล่าว และทบทวนให้พวกเขาสามารถฉีดไฟเซอร์กระตุ้นภูมิได้เร็วขึ้น
นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า 2.การรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม hospitel หรือที่ใดๆ ภายใต้การกำกับของโรงพยาบาล ดำเนินการได้อย่างจำกัด บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า โดยเฉพาะแพทย์ ส่วนใหญ่รู้สึกหดหู่ ท้อใจ ที่ต้องเห็นคนไข้อาการทรุดหนักเรื่อยๆ และเสียชีวิต โดยการเบิกยาที่จำเป็นมีข้อจำกัด อุปกรณ์ที่จำเป็นก็ไม่มีให้เบิกหรือเบิกได้ยากและต้องรอนานมาก

“พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ดำเนินการเตรียมยาและกระบวนการเบิกจ่ายยาให้เกิดความสะดวก ทั้งที่ยาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยอาการหนัก ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์จะมีสต๊อกแต่การเบิกจ่ายในทางปฏิบัติก็ล่าช้ามาก ทั้งนี้ อุปสรรคการเบิกจ่ายยา แพทย์หน้างานได้ฟีดแบ๊กให้กับผู้บังคับบัญชา แต่ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น
“การที่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ต้องเห็นคนไข้ทรุดลงทุกวันโดยที่ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เป็นความทรมานใจของคนที่ปฏิบัติวิชาชีพแพทย์ การต้องมาเลือกว่าช่วยใคร หรือปล่อยให้ใครตาย เป็นความทุกข์ทรมานที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบุคลากรทางการแพทย์เริ่มมีอาการซึมเศร้า” นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า 3.การตัดสินใจว่าจะเลือกผู้ติดเชื้อคนใดที่นอนรอเตียงหน้าโรงพยาบาลให้ได้เตียงเป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจอย่างมาก การต้องบอกคนไข้ว่า RT-PCR เต็มโควต้าแล้ว ทั้งที่ค่อนข้างมั่นใจว่าคนไข้น่าจะอยู่ในข่ายของผู้ติดเชื้อ 4.การต้องรับแรงกดดันจากญาติผู้เสียชีวิต ต้องเห็นน้ำตาจากความสูญเสีย เป็นความทุกข์ระทม 5.ภาระที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้นแบบไม่มีทีท่าว่าจะลดลง กับข่าวเพื่อนร่วมวิชาชีพติดโควิด ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความท้อใจอย่างยิ่ง และการไม่เห็นวิธีการที่เป็นรูปธรรมจากรัฐบาลยิ่งรู้สึกสิ้นหวังและกดดัน
นายวิโรจน์กล่าวว่า การที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงปกป้องอาจารย์แพทย์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาก็ไม่ติดขัดอะไร แต่สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ เรียกร้อง คืออยากให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขปกป้องพวกเขาบ้าง เพราะที่ผ่านมายังมีอีกหลายกรณีที่ต้องการคำตอบแต่ยังไม่ได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงใดๆ

“หากรัฐบาลไม่สำรองยาที่จำเป็นในการรักษาผู้ป่วยให้พร้อมต่อการเบิกจ่ายหรือลดขั้นตอน ลดงานธุรการที่ทำให้การเบิกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ของแพทย์สามารถตอบสนองต่อการช่วยชีวิตของผู้ป่วย อัตราการเสียชีวิตของประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากรัฐบาลยังไม่ยอมปรับปรุงและทอนกฎระเบียบเพื่อให้ประชาชนที่มีผลตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK เข้าถึงยาฟาวิพิราเวียร์ได้รวดเร็ว จะมีประชาชนป่วยและเสียชีวิตคาบ้าน ตามถนน
“หากไม่เร่งตรวจเชิงรุก หรือไม่ยอมแจกชุดตรวจ ATK ให้ประชาชนได้ตรวจตนเอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การระบาดก็จะยังเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบสาธารณสุขซึ่งล้มเหลวไปแล้วก็จะล้มเหลวแบบพังพินาศ
“เสียงสะท้อนของแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ขอวิงวอนและเรียกร้องรัฐบาลพิจารณาว่าอย่าให้รัฐราชการรวมศูนย์และอีโก้ของรัฐบาลทำลายขวัญและกำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ไปมากกว่านี้ ถ้าไม่เร่งตัดสินใจ ความล่า ท้อแท้ สิ้นหวังที่สะสมจะเลยจุดที่ถอดใจ แต่จะกลายเป็นความโกรธและระเบิดได้” นายวิโรจน์กล่าว

