‘สลายเจ็บปวด’ แทนการปราบ – ณัฐวุฒิแนะ ผู้มีอำนาจ ‘โอนคดี สน.ดินแดง’ ชี้ 1 เดือนไม่คืบหน้า ‘เด็ก15ยังสาหัส’

‘สลายเจ็บปวด’ แทนการปราบ – ณัฐวุฒิแนะ ผู้มีอำนาจ ‘โอนคดี สน.ดินแดง’ ชี้ 1 เดือนไม่คืบหน้า ‘เด็ก15ยังสาหัส’

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 17 กันยายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) อดีตแกนนำ นปช. ได้แถลงนัดหมายชุมนุมคาร์ม็อบ 19 กันยายน 2564 ‘ขับรถยนต์ชนรถถัง’ #15ปีแล้วนะไอ้สั* ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยนัดหมายแยกอโศก เวลา 14.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวน 15.00 น. มุ่งหน้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการขับรถยนต์ชนรถถัง เพื่อสานต่อจตนารมณ์ของ นายนวมทอง ไพรวัลย์ อดีตพนักงานการไฟฟ้า ผู็ขับแท็กซี่ชนรถถังเพื่อประท้วงการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549

คลิกอ่าน ‘ณัฐวุฒิ’ นัด 19 กันยา ‘ขับรถยนต์ชนรถถัง’ ต้านเผด็จการ สานต่อ ‘ลุงนวมทอง’

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนกังวลเสี่ยงการปะทะ จากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการเอารถยนต์ ขับชนรถถัง ?

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การไปอนุสารีย์ประชาธิปไตย มีหลายเส้นทาง แต่เราเลือกไปทางนี้เพราะไม่เสี่ยงเผชิญหน้า ส่วนการแสดงออก ถ้าเป็นในเชิงเนื้อหา สาระ ก็ชัดเจนตรงไปตรงมาว่า ‘ไม่เอาเผด็จการ รัฐบาลประยุทธ์’ การแสดงออกนั้นเป็นสัญลักษณ์ มีคนพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง คิดว่าผู้มีอำนาจควรเปิดใจให้กว้าง ยืนยันว่าทุกขั้นตอนจะไม่ให้มีการกระทบกระทั่ง หรือเกิดความรุนแรง เสียหายทั้งสิ้น มีเพียงการแสดงพลังต่อต้านอำนาจเผด็จการ ซึ่งเราชัดเจนในข้อนี้มาตลอด
ไม่มีการยกขบวนไปปิดล้อม บุกเข้าไปกดดันบุคคล หรือในสถานที่ของรัฐใดใดทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า หากวันที่ 19 กันยายนนี้ มีการออกหมายเรียกอีก อยากสื่อสารอะไรไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ?

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ความจริงการเคลื่อนไหวที่เราทำ ได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการชุมนุมแสดงออกโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ หลายครั้งที่ออกมา ผมเชื่อว่าสังคมมองเห็นและเข้าใจชัดแจ้ง ถึงสาระและเจตนา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่อ้างว่า เป็นการกระทำขัดกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ

“ถ้าท่านถืออำนาจที่มีว่าทำได้ ก็สุดแล้วแต่ท่าน พวกผมไม่เคยหลบหนี ทุกคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมที่จะต่อสู้ไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยการรัดกุม รอบคอบ ไม่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง ทำร้ายหรือยัดข้อกล่าวหาให้มีลักษณะเหวี่ยงแห กว้างเกินไป คนที่มาร่วมอาจจะมาถ่ายภาพ แสดงออกอะไรบ้างนิดหน่อย ตรงนี้ควรละเว้น ไม่ใช่เห็นใครเดินเข้าใกล้ผู้จัดงาน ก็หาชื่อไปออกหมายเรียกเขาเสียหมด ไม่ใช่พฤติกรรมสร้างสรรค์ และไม่เป็นประโยชน์ใดๆ กับสังคม คนที่เขาประกาศตัวอย่างที่จัดกิจกรรมอยู่นี้ ท่านจะออกหมายเรียก เราก็สู้ ว่ากันในเนื้อหาสาระตามพยานหลักฐานแห่งคดี แต่ผมว่า ควรจะปฏิบัติโดยตีกรอบวงให้แคบที่สุด ให้เป็นเหตุเป็นผลที่สุด ไม่ควรจะไปก่อชนวนความขัดแย้ง ทำให้เกิดภาพว่า รัฐสักแต่อ้างกฎหมายใช้อำนาจ โดยมองข้ามข้อเท็จจริง หลักนิติธรรม และเหยียย่ำสิทธิเสรีภาพของประชาชน” นายณัฐวุฒิกล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ดินแดง ที่ดำเนินมาต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 1 เดือน ส่วนตัวมองอย่างไร ?

นายณัฐวุฒิเปิดเผยว่า ยังคอยห่วงใยสถานการณ์ที่นั่นเสมอ จากการติดตามข่าวและประเมินสถานการณ์ คิดว่าขณะนี้มี “สัญญาณบางอย่าง” ว่าผู้มีอำนาจอาจจะเลือกใช้วิธีการใช้กำลังกับเยาวชน หรือประชาชนที่ชุมนุมอยู่ที่นั่น ซึ่งต้องส่งเสียงไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “อย่าได้กระทำเช่นนั้น” การบาดเจ็บสูญเสียของประชาชน เยาวชน ไม่ใช่การแก้ปัญหา และไม่สามารถทำให้สังคมไทยออกจากความขัดแย้งนี้ได้

“ผมเรียกร้องหลายรอบว่า ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ต้องไม่ได้หมายถึงแค่ กระสุนยาง แก๊สน้ำตา หรือน้ำผสมสารเคมี แต่ต้องหมายรวมถึง ‘การเจรจา รับฟัง และพยายามทำความเข้าใจคนที่ออกมา’ ด้วยการหยิบยื่นกลไกลส่วนอื่นของรัฐเข้าไปสัมผัสปัญหา เยียวยาและแก้ไขความเจ็บปวดหรือผลกระทบ หลายคนที่อยู่ในนั้นเขาสูญเสียจากความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการวิกฤตโควิด-19 บางคนพ่อตาย แม่ตาย บางคนตกงานขาดรายได้ หรืออีกมากมายสารพัดที่เป็นเงื่อนไขของชีวิต ไม่มีภาพเหล่านี้เลย

รัฐไปเหมารวมว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้ร้าย ก่อความวุ่นวาย เป็นคนออกมาสร้างปัญหาให้กับสังคมไปเสียหมด ทั้งที่จริงๆหลายคนเป็น ‘เหยื่อ’ ไม่ได้เป็นเหตุ แต่เป็น ‘ผล’ จากสภาพปัญหาที่คนทั้งประเทศพบเจออยู่ในเวลานี้ ผมจึงต้องเรียกร้องอีกที แทนที่จะใช้กำลังเข้าปราบ สลายการชุมนุม น่าจะใช้ความเมตตาและกลไกทุกอย่างของรัฐที่มีเข้าไปสลายความเจ็บปวด ทุกข์ยากในใจของคนกลุ่มนี้เสียก่อน จับวันหนึ่งหลายสิบคน ท่านรู้หมดว่าตัวตนเป็นใคร บ้านช่องอยู่ที่ไหน ข้อมูลบัตรประชาชนทะเบียนราษฎร์อยู่ในมือเจ้าหน้าที่แล้ว ท่านเคยสนใจส่งหน่วยงานอื่นตามไปดูที่บ้านหรือไม่ ตามไปถึงต้นตอของปัญหา ที่เขาอ้างว่าพ่อตาย แม่ตายเพราะโควิดนั้น จริงหรือไม่ ที่เขาอ้างว่าสูญเสียสารพัดหลายเดือน การเยียวยาจากรัฐใดๆ เข้าไม่ถึง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐ ไม่จำเป็นต้องให้ผมหรือใครต้องเรียกร้อง แต่รัฐไม่ทำ ตามไปอยู่ที่บ้านก็ตำรวจอีกนั่นแหละ หน่วยความมั่นคงตามไปกดดันอีก ซึ่งมันไม่ใช่ ลอง ‘เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีการ’ ผลที่ได้อาจออกมาแตกต่างกันก็ได้”

“ในขณะที่ฝ่ายของผู้ชุมนุม ต้องเรียนว่า ภายใต้ความห่วงใยนี้ หลายคนที่เลือกใช้การแนวทางต่อสู้แบบนั้น อยู่ที่นั่น ประเมินสถานการณ์ด้วยความละเอียดรอบคอบ ดูผลกระทบ หรือความรู้สึกของคนที่อยู่ในชุมชนใกล้เคียง สำคัญที่สุด คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง เพื่อนที่ร่วมกันออกมาต่อสู้ ตลอดจนประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง อยากฝากทรรศนะตรงนี้ ผมไม่เข้าไปก้าวก่าย ชี้นำ ดังที่เห็นว่าแนวทางของน้องๆ ที่เคลื่อนไหวตรงนั้น กับของผม เป็นคนละส่วน” นายณัฐวุฒิกล่าว

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมีแผนอย่างไรในการพัฒนาการชุมนุม เพื่อบรรรลุข้อเรียกร้อง ?

นายณัฐวุฒิชี้ว่า เรามี “โจทย์ข้อยาก” ไม่ใช่ความดื้อด้านในอำนาจของรัฐบาล แต่โจทย์ข้อยากที่สุดในเวลานี้คือ โควิด-19 เรื่องนี้ จากการทดสอบการเคลื่อนไหวหลายครั้งที่ผ่านมา เห็นเลยว่าพี่น้องประชาชน แม้รักประชาธิปไตย ไม่พอใจรัฐบาล อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าสู่อนาคตที่ดีกว่า แต่ว่าข้ามไม่พ้นความกังวล ความลำบาก และสภาพปัญหาของโควิด

“การเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องให้สอดคล้องกับความจริงด้านสถานการณ์ เฉพาะหน้าเชื่อว่า ไม่ว่ากลุ่มไหน กลุ่มต้าน หรือเชียร์รัฐบาลก็ตาม การจัดชุมนุมขนาดใหญ่กลางท้องถนน ไม่สามารถทำได้ คาร์ม็อบเป็นรูปแบบ เป็นคำตอบ และเวทีออนไลน์ หรืออาจเป็นรูปแบบอื่นๆ ต้องติดตามกันต่อ เมื่อคำนึงถึงความเป็นจริงด้านสถานการณ์เป็นหลัก จึงไม่ได้กดดันตัวเองว่าจะต้องเคลื่อนไหวทุกวัน ทุกวิธีการเพื่อให้รัฐบาลออกไปโดยเร็วที่สุด ตราบใดที่ความเป็นจริงของสถานการณ์ยังไม่เอื้อให้ทำบางอย่าง เราก็อาจจะต้องเดินไปตามรูปแบบที่สถานการณ์เปิดให้ หลังวันที่ 19 กันยายนนี้ จะแจ้งให้ทราบความคืบหน้าต่อไป” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ที่ดินแดง มีอีกเรื่องที่อยากสื่อสารถึงรัฐและสังคม เมื่อวานนี้ 16 กันยายน ครบรอบ 1 เดือน ที่เยาวชนวัย 15 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนจริงหน้า สน.ดินแดง และยังคงอยู่ในอาการสาหัส ร่างกายเป็นอัมพาต ไม่รู้สึกตัวในโรงพยาบาลเวลานี้ เมื่อวานได้รับการประสานจากสื่อมวลชนว่า ให้เข้าไปพูดคุยกับคุณแม่ของน้อง และคุณแม่ของน้องอยากสนทนากับตน ถึงได้โทรศัพท์พูดคุยสอบถามอาการ และความคืบหน้าของคดี

“อาการยังวิกฤต น่ากังวลอย่างยิ่ง แต่ความคืบหน้าของคดีก็น่ากังวลไม่แพ้กัน 1 เดือนแล้ว ‘ไม่มีความคืบหน้า’ ฝ่ายครอบครัวของผู้บาดเจ็บ ไม่ได้รับการแจ้งความคืบหน้าใดๆ นอกจากบอกว่า ‘กำลังดำเนินการอยู่’ แม่ของน้องสะท้อนความเจ็บปวด ว่าครอบครัวเขาเป็นประชาชนธรรมดา เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ เมื่อถูกกระทำเช่นนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมจากไหน

ดังนั้น เรื่องนี้อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม สำนักงานตํารวจแห่งชาติ ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เข้ามาดูอย่างใกล้ชิด เรื่องเกิดในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับ สน.ดินแดง พื้นที่ตรงนั้นเชื่อว่ามีกล้องวงจรปิดหลายตัว หลายมุม และกระบวนการสืบสวนสอบสวนดำเนินโดย สน.ดินแดง เอง ขณะที่กระแสข่าวบางแหล่ง ทำนองว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มคนใน สน.เกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุกรณีนี้หรือไม่ ความมั่นใจเรื่องความเป็นธรรม มีคำถามข้อใหญ่อยู่ในใจของครอบครัวผู้บาดเจ็บ

ผมไม่ได้ไปหมิ่นประมาท หรือไปด้วยค่ากลไกของเจ้าหน้าที่ หรือไปกระทบกระทั่งกับ สน.ดินแดง แต่เพื่อความสบายใจ ควรโอนให้หน่วยงานอื่น เช่น กองปราบ เข้ามารับผิดชอบทำคดีหรือไม่ นี่ก็มีการออกหนังสือเชิญผมไปให้ข้อมูล ให้ปากคำ เนื่องจากว่าเป็นคนโพสต์ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ได้รับมาในคืนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมก็ยินดี

อย่างน้อยก็ให้เกิดบรรยากาศที่ดีขึ้นกับครอบครัว และจิตใจของคุณแม่น้อง มากกว่านี้” นายณัฐวุฒิกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ผู้ว่าฯปู โพสต์อำลา “ไปก่อนนะ มหาชัย”
บทความถัดไปนับถอยหลัง 107 วัน สู่เป้าหมายฉีดวัคซีน 100 ล้านโดส ภายในปี 2564