นักวิชาการแนะเลิกพูด ‘อย่าเอาการเมืองมายุ่งมหา’ลัย’ ขู่ขุดรูปคล้องนกหวีดแฉซ้ำให้ตาแฉะ

นักวิชาการแนะเลิกพูด ‘อย่าเอาการเมืองมายุ่งมหา’ลัย’ ขู่ขุดรูปคล้องนกหวีดแฉซ้ำให้ตาแฉะ

สืบเนื่องวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา นักศึกษาสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ (มีเดียอาร์ต) คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ จำนวน 40 คน ได้ชุมนุมร้องเรียนต่อศาสตราจารย์คลินิก นพ.นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริเวณหน้าอาคารสำนักงานอธิการบดี ต่อกรณีการพยายามตรวจสอบและเซ็นเซอร์ผลงานศิลปะของนักศึกษา ของหอศิลปวัฒนธรรมและผู้บริหารคณะวิจิตรศิลป์

ก่อนที่ต่อมา วันที่ 16 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มพลเมืองเสมอกัน (We, The people) ได้เผยแพร่ภาพสดผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความว่า สืบเนื่องจากกรณีผู้บริหารคณะวิจิตรศิลป์เข้ามาก้าวก่ายการแสดงศิลปะเพื่อการสอบของนักศึกษา โดยขัดขวางไม่ให้นักศึกษาใช้หอศิลป์แสดงงานดังที่เคยทำกันทุกปี โดยอ้างว่างานศิลปะของนักศึกษามีเนื้อหาทางการเมือง ถึงขนาดตัดน้ำตัดไฟตึกมีเดียอาร์ตเมื่อคืน และวันนี้ล็อกประตูรั้วทั้งหมด ขังนักศึกษาไว้ข้างในราว 50 คน อาจารย์และนักศึกษาจึงช่วยกันตัดโซ่คล้องประตู เพื่อเปิดหอศิลป์ให้นักศึกษาเข้าไปจัดแสดง

อ่านข่าว
นศ.คณะวิจิตรศิลป์ มช. ร้องเรียน ถูกผู้บริหารคณะ ลิดรอนเสรีภาพ-เซ็นเซอร์ผลงานศิลปะ
‘ทัศนัย-น.ศ.มช.’ ตัดโซ่ ยึดหอศิลป์คืน จ่อขอศาลคุ้มครอง ปมผู้บริหารค้านจัดงานแสดง
‘ยุกติ’ จี้วิจิตรศิลป์สำนึก ไม่ใช่ ร.ร.ดัดสันดาน คาใจเคยมาตรฐานสูง วันนี้ปิดกั้นเสรีภาพ

ล่าสุด เพจศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง ระบุว่า รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ระบุถึงประเด็นดังกล่าวว่า

นับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 เป็นต้นมา การคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่เกิดขึ้นในพื้นที่มหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามจัดการอภิปราย สัมมนา การเชิญวิทยากรในวิชาสอน ล่าสุดคือการจัดแสดงงานศิลปะที่ต้องมีการ “เซนเซอร์” ก่อน เหตุผลหลักที่ได้ยินกันบ่อยครั้งก็คือ มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดจากการเมือง

ถ้าความจำไม่สั้นจนเกินไป ก็ย่อมชัดเจนว่าคำอธิบายดังกล่าวเป็นการโป้ปดอย่างชัดเจน ก็เห็นกันอยู่ว่าก่อนการรัฐประหาร มหาวิทยาลัยแทบทุกแห่งต่างโห่ร้องต้อนรับกับการเป่านกหวีดมากมายขนาดไหน ภาพถ่ายก็มีให้เห็นกันอย่างทนโท่ บรรดาผู้พูดก็ล้วนแต่มีภาพเป่านกหวีดคาปากกันแทบทั้งสิ้น จะต้องให้ขุดภาพมาทบทวนความจำกันอีกกี่รอบจึงจะหายอาการสมองเสื่อมกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าภายหลังการรัฐประหาร ผู้บริหารระดับสูงในหลายมหาวิทยาลัยก็ได้ดิบได้ดีในการเข้าร่วมกับรัฐประหารในนานาตำแหน่ง

ขณะที่ยินดีปรีดากับการเข้าร่วมกับฝ่ายอำนาจนิยม ตรงกันข้าม เมื่อมีการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความเห็นของผู้คนในมหาวิทยาลัย ก็กลับต้องเผชิญกับการคุกคาม การปิดกั้น การกดดัน ในแทบทุกรูปแบบ ทั้งด้วยวิธีการใต้ดินและวิธีการแบบบนดิน

จดหมายจาก Harvard University ถึงนักศึกษาแลกเปลี่ยนในประเทศไทย คืออีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่ามหาวิทยาลัยในประเทศนี้ไม่ได้ให้ค่ากับเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างที่ชอบโอ้อวดกัน

ในครั้งหนึ่งที่ได้จัดการอภิปรายโดยมีนักวิชาการอาวุโสที่มีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางร่วมเป็นวิทยากร ในฐานะผู้จัดผมก็ต้องพบกับความยุ่งยากเป็นอย่างมาก ทั้งที่สำหรับนักวิชาการเหล่านั้นมีผลงานประจักษ์ทั้งในระดับชาติ/นานาชาติ เมื่อยืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการจัดงานก็ได้รับการกำชับกำชามาอย่างหนักแน่นว่า “ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง”

แน่นอนว่าคำถามสำคัญก็คือว่า “การเมือง” นั้นมีความหมายกว้างขวางแค่ไหน ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือการดำรงอยู่ของอำนาจใดๆ กระทำมิได้ การอวยยศอวยเกียรติกับสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ควรกระทำได้เช่นกันมิใช่หรือ

จะมีสิ่งใดน่าละอายใจสำหรับสถาบันทางวิชาการรวมถึงผู้คนในมหาวิทยาลัยมากไปกว่าการอนุญาตให้เอ่ยชมแต่ห้ามแสดงความเห็นต่างอีกหรือ

เอาเข้าจริงแล้ว “มหาวิทยาลัย” ก็ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและยุ่งเกี่ยวแบบนัวเนียเสียด้วย ที่ไปนั่งอยู่ สนช. ภายหลังรัฐประหาร ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐมนตรี ไปอยู่ในองค์กรโน่นนี่นั่น ได้ดิบได้ดีจากการรับใช้ผู้มีอำนาจ กระทั่งงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมา และอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กับการเมืองทั้งนั้นแหละ

หากต้องการเห็นความงอกงามทางปัญญา มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพในการแสดงความเห็น การถกเถียง การแลกเปลี่ยน ยิ่งในประเด็นที่มีความอ่อนไหว มหาวิทยาลัยก็ยิ่งควรเป็น “แบบอย่าง” ของการเปิดให้มีการใช้เหตุผลและปัญญาในการนำเสนอหรือโต้แย้งกันอย่างสันติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ควรมีเสรีภาพดังกล่าวอย่างเต็มที่

สำหรับผมแล้ว หากจะมีใครจัดงานแสดงศิลปะเพื่ออวยอุดมการณ์แบบจารีตในมหาวิทยาลัยก็ควรเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ เพียงแต่เขาก็ต้องพร้อมจะรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์จากคนเห็นต่างเช่นกัน

เลิกให้เหตุผลเรื่องอย่าเอาการเมืองมายุ่งกับมหาวิทยาลัยกันเสียทีนะครับ ถ้าใครยังพูดแบบนี้อีกก็จะหารูปตอนคล้องนกหวีดมาให้ดูกันให้ตาแฉะอีกคราว

สมชาย ปรีชาศิลปกุล
17 ตุลาคม 2564

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon