หน้าแรก การเมือง แนวร่วม ปชต.ย...

แนวร่วม ปชต.ย้ำสันติ เชื่อรุนแรงหรือไม่อยู่ที่รัฐ ปลุกพรรคการเมือง ลุกขึ้นเป็นตัวแทน ปชช.

13.11.21 | 13:44 น.

บอยย้ำสันติ เชื่อ ‘ความรุนแรง’ อยู่ที่รัฐ ‘ปอ’ จี้พรรคเคียงข้าง ‘รุ้ง’ ส่งสารผู้เห็นต่าง มองปมปิดประตูปฏิรูป-ยุบ กก.คือเกมต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ The Connecion Seminar Center สี่แยกรัชดา-ลาดพร้าว 469 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สืบเนื่อง น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยแนวร่วมประชาธิปไตย ได้แก่ นายธัชพงศ์​ แกดำ หรือ บอย, นายกรกช แสงเย็นพันธ์ หรือปอ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG), น.ส.กตัญญู หมื่นคำเรือง หรือป่าน กลุ่มทะลุฟ้า ตัวแทนจากคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.), กลุ่มศาลายาเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่ม Supporter Thailand (SPT) ร่วมแถลงข่าวคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และนัดหมายชุมนุมวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ เวลา 15.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเดินขบวนไปยังสนามหลวง

อ่านข่าว : รุ้ง-แนวร่วม แถลงค้าน ‘คำวินิจฉัยศาล รธน.’ ปลุกปชช.ร่วมม็อบ 14 พ.ย.-ยืนยันปฏิรูป ธำรง ปชต.

โดยภายหลังอ่านแถลงการณ์ ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จากคำวินิจฉัยที่อ้าง มาตรา 49 วรรค 2 กลัวหรือไม่ว่าอาจจะมีการตั้งข้อกล่าวหาอีกครั้ง หากมีการเคลื่อนไหวชุมนุม ?

น.ส.ปนัสยากล่าวว่า ตามจริงแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดด้วยซ้ำว่าเราล้มล้างการปกครอง แต่พูดว่า ‘อาจจะนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง’ ดังที่ยืนยันในแถลงการณ์และการพูดทุกครั้งว่า ข้อเรียกร้องต่อการปฏิรูปสถาบันฯ ก็แค่เพื่อการปฏิรูปฯ เช่นนั้น หากมีข้อกล่าวหาเพิ่มเติมก็ย่อมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

“ถ้าจะบอกว่าเราล้มล้าง ทั้งที่เราไม่ได้ล้มล้าง ก็ต้องให้ความจริงสู้กันไป ซึ่งเรายืนยันในทุกครั้งอยู่แล้วว่า ‘ไม่ใช่’ ในการที่จะใช้ ม.113 กับเราในการดำเนินคดี ต้องมีการใช้กำลังประทุษร้ายก่อนจึงจะเข้าข่าย ม.113 แต่การชุมนุมทุกครั้งของเรา เป็นการชุมนุมโดยสงบ สันติ เหมือนเดิม

Advertisement

ถามว่ามีความกังวลใจหรือไม่ ต้องตอบตรงๆ ว่า มีความกังวลใจอยู่บ้าง เพราะเราไม่รู้ว่ารัฐนี้จะใช้เครื่องมือใดกับประชาชนได้อีก หรือจะมีอะไรมาทำร้ายประชาชนได้อีก นั่นก็เป็นข้อกังวลหนึ่ง เรายืนยันเหมือนเดิมว่า เราปฏิรูป ไม่ใช่ล้มล้าง” น.ส.ปนัสยากล่าว

เมื่อถามถึงความเห็นที่ว่า ทิศทางการต่อสู้ในอนาคต และการปฏิรูปสถาบันฯ อาจจะเป็นไปได้ยากมากขึ้น ?

นายกรกช หรือปอ กล่าวว่า เรายืนยันว่าสิ่งที่เราเคลื่อนไหวมาตลอดและจะเคลื่อนไหวต่อไป คือเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ แต่จากคำวินิจฉัยที่ได้ชี้ไป ยืนยันเหมือนเดิมว่า เป็นหน้าที่ของประชาชน เราก็คือประชาชนที่ออกมาทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย ในการปกป้องระบอบการปกครองดังกล่าว ซึ่งเรายืนยันว่า ในอนาคตจะยังเรียกร้องข้อเสนอปฏิรูปสถาบันต่อไป และยืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าว คือการชี้ให้เห็นถึงระบอบประชาธิปไตยฯ

จากนั้นผู้สื่อข่าวจากประเทศสิงคโปร์ ฝากคำถามว่าจะมีการเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง ?

นายกรกชเปิดเผยว่า เรายังยืนยันว่าปัจจุบันและอนาคต แนวทางการเคลื่อนไหวของพวกเราก็ยังเป็นไปตามแนวทางสันติวิธีปราศจากอาวุธ ซึ่งถึงแม้ว่าการเรียกร้องที่จะออกมาพูดในเชิงเนื้อหาจะถูกปิดประตูไปแล้ว แต่เชื่อว่าประชาชนที่ออกมาเรียกร้องยังยืนยันเหมือนเดิมว่า การต่อสู้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ยังเป็นแนวทางการต่อสู้เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปเช่นเดิม ที่เพิ่มขึ้นมาคือการต่อต้านระบอบเก่า ซึ่งขัดต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามว่า มองพรรคการเมืองใดเป็นหลักหรือไม่ ว่าจะร่วมเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ ?

นายกรกชกล่าวว่า อาจจะต้องตั้งคำถามกลับไปที่พรรคการเมือง คุณเป็นตัวแทนของประชาชน ยังเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งที่เคยอยู่ในระบอบประชาธิปไตย

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะเป็นกระบอกเสียง เพื่อยืนยันต่อสู้ให้เกิดระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราคาดหวังไว้ว่า พรรคไหนก็ตามที่พร้อมจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประชาชนข้างนอก คือตัวแทนของประชาชนเสมอ ซึ่งในอนาคตเราไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เราอยากให้พวกคุณจดจำไว้ว่า สิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง คือการปฏิรูปสถาบันฯ ถ้าคุณไม่ได้ทำข้อนี้คุณไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็นผู้แทนราษฎรได้เลย” นายกรกชกล่าว

ถามถึงความกังวลเรื่องการยกระดับการชุมนุมที่รุนแรงขึ้น ?

นายธัชพงศ์ หรือบอย กล่าวว่า ต้องยืนยันว่าการชุมนุมที่ผ่านมา เราใช้สิทธิในฐานะที่เราเป็นประชาชนที่มาเรียกร้องอย่างสันติโดยตลอด การชุมนุมยกระดับหรือไม่ หากพูดกันตรงๆ ในเชิงเนื้อหา กำลังยัดให้ประเทศกลับถอยหลัง เรายืนยันตรงนี้ว่า ‘พวกเราไม่เอา’ มันคือการยกระดับแล้ว ‘นี่คือการยกระดับที่ประชาชนทุกคนรับไม่ได้’ ซึ่งไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ กำลังยกระดับการคิดและการต่อสู้ของประชาชนหรือไม่

“วันนี้เรายืนยันว่า ประชาชนใช้สิทธิอย่างสันติ ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้ ประชาชนทุกคนสามารถออกมาชุมนุมเรียกร้องได้ แต่ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องพูดกันตรงๆ ว่า เมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังตำรวจ คฝ. สร้างความปั่นป่วนให้กับชาวบ้านบริเวณนั้นทั้งหมด ชุมชนชาวบ้านเขาโอเคกับการที่ประชาชนจัดการเรียกร้อง เพราะชาวบ้านก็อึดอัดเหมือนกัน ตำรวจ และรัฐนั้นแหละ จะยกระดับรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐว่าคุณให้สิทธิประชาชนในการชุมนุมหรือไม่ ความรุนแรงขึ้นอยู่กับรัฐ”

“พรุ่งนี้ 14 พฤศจิกายน เราเจอกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผมคิดว่ามันถึงวาระสุดท้ายที่ประชาชนต้องออกมา ไม่อย่างนั้นคุณต้องอยู่ภายใต้ระบอบกำลังยัดให้ประเทศเราถอยหลังลงไป มันถึงเวลาที่ทุกคนต้องออกมา ไม่งั้นเราก็จะจมอยู่กับความทุกข์แบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นแบบนี้ ยืนยันว่า การปฏิรูปไม่ใช่การล้มล้าง

ชนชั้นนำไทยกำลังทำร้ายหลายอย่าง ทำลายศาสตร์การรับรู้ วันนี้คุณไม่สามารถตอบเด็กประถม-เด็กมัธยม ได้เลยว่า คำว่าปฏิรูปกลายเป็นการล้มล้างได้อย่างไร ครูในชั้นเรียนวันนี้กระทบทั้งระบบ วันพรุ่งนี้ จะเป็นวันที่เราทุกคนต้องออกมายืนหยัดว่าประเทศนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นอนาคตของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของชนชั้นปกครองอย่างเดียว” นายธัชพงศ์กล่าว

ทั้งนี้ น.ส.ปนัสยากล่าวอีกด้วยว่า เรามองว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญขัดต่อกฎหมายเสียเอง

ด้วย 1.เป็นคำสั่งที่เกินอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ 2.ในคำวินิจฉัย เป็นตรรกะที่เสมือนพยายามสร้างประวัติศาสตร์ ให้เปลี่ยนไปจากระบอบประชาธิปไตย เราจึงยืนยันว่าคำสั่งนี้ไม่อาจยอมรับได้ แปลว่าเราจะไม่ทำตาม

“ตอนนี้อาจจะมีคำถามว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว เส้นทางการปฏิรูปปิดแล้วหรือไม่ ? จะไปได้อย่างไร อาจจะมีแค่ 2 ทางหรือไม่ แต่เราคิดว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถึงจะยากแค่ไหน หรือจะปิดทางมากขึ้นเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าประชาชนจะยังสามารถผลักประตูนี้ออกไปให้เปิดอีกครั้งได้ จนกว่าการปฏิรูปสถาบันฯ จะเกิดขึ้น และสำเร็จลง” น.ส.ปนัสยากล่าว

เมื่อถามถึงการที่รัฐสภาจะตั้งสภาวิสามัญ เพื่อศึกษาและรับข้อเรียกร้อง ?

น.ส.ปนัสยากล่าวว่า ส่วนตัวเพิ่งทราบเรื่องเมื่อสักครู่นี้เอง สำหรับตนคิดว่า ทางไหนใช้ได้เราก็จะใช้ ทางสภาได้ก็ดี ทางถนนก็ดี หรือทางอื่นๆ ก็ดี อะไรก็ตามที่เราสามารถทำให้การปฏิรูปนี้เกิดขึ้นได้

เมื่อถามว่า จากคำร้องที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล จากการร่วมชุมนุม และประกันตัวนักกิจกรรม มองอย่างไร ?

น.ส.ปนัสยาเผยว่า ความจริงก็เป็นหน้าที่ของ ส.ส. เขาทำตามหน้าที่ของเขา ไม่ได้มีอะไร

“เรามองว่าเป็นเกมต่อเนื่องที่วางแผนมานานแล้ว การที่ 1.ให้การเคลื่อนไหวเป็นการล้มล้าง จะนำไปยุบพรรคต่อ อนาคตใหม่ไปแล้ว ก็ยุบพรรคก้าวไกลต่อ ซึ่งเราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตฝั่งคนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับเรา จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือใช้อำนาจส่วนใดเพิ่มเติมเพื่อมาสกัดกั้นไม่ให้การปฏิรูปสถาบันฯ เกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี เราอยากจะส่งสารไปถึงคนเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน

สิ่งที่เรามองเห็นนั้น เราไม่เห็นอะไรจากตัวพวกคุณเลย นอกจากความเห็นแก่ตัว แล้วมองว่าคนอย่างพวกคุณ ที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่มากดขี่ประชาชนด้วยกันเอง แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนด้วยกันเอง การจับขัง ฟ้องร้องแต่ละอย่าง มีข้อนึงที่บอกว่า เราไม่รับฟังความเห็นต่าง ‘ไม่จริง’ ฝั่งเรารับฟังทุกคนตลอดเวลาอยู่แล้ว และไม่เคยพยายามไปกีดกันใคร ก็เห็นว่าม็อบไหนๆ ถ้ามีคนที่เป็นอีกฝั่งนึง ถามว่าเราไปตีหัวเขาแบบที่เขาทำเราหรือไม่ ? ก็ไม่ เราจะไปพยายามกันให้เขาออกจากที่ชุมนุมหรือไม่ ? คุณจะอยู่ก็อยู่ไป คุณฟังเราด้วยก็ดี เราก็อยากจะสร้างสังคมที่มีบรรยากาศแห่งการรับฟัง แห่งการแลกเปลี่ยน ถกเถียง สู้กันด้วยเหตุผล สู้กันด้วยความคิด

อย่างที่บอก ตอนนี้เราสู้ด้วยความคิด แต่ที่เขาใช้สู้กลับมา คืออำนาจและเครื่องมือ จึงอยากบอกพวกเขาว่า เป็นความในใจของคนคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่คุณจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง ยึดถือในอำนาจนั้นตลอดไป สุดท้ายแล้วเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกัน ก็เห็นหน้าค่าตากันอยู่ตลอดเวลา เราก็อยู่กันบนประเทศเดียวกันนี้ ใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่นนั้นจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ ที่เราจะสามารถพูดคุยกัน รับฟังและหาทางออกร่วมกัน” น.ส.ปนัสยากล่าว และว่า

“หนูคิดว่ามันเป็นไปได้ แค่ต้องเริ่มขึ้นมาก่อน หวังว่าสักวันหนึ่งพวกคุณจะรับฟังเราบ้าง ‘ข้อเรียกร้องของเรา’ พวกคุณจะยอมรับมันบ้าง หรือจะสำเร็จได้บ้าง เราไม่ได้ขออะไรมากมายไปกว่าประชาธิปไตย ไปกว่าสังคมที่เฟรนด์ลี่กับทุกคน ไม่ได้ขออะไรไปมากกว่า ‘อยากจะให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น’ เพียงเท่านั้นเอง”