คุมขังกว่า 100 วัน ‘ทะลุฟ้า’ ปราศรัย 112 นาที-จุดพลุถึงเพื่อน ขอ รบ.ฟังเสียงบ้าง

คุมขังกว่า 100 วัน ‘ทะลุฟ้า’ ปราศรัย 112 นาที – จุดพลุถึงเพื่อน พ้อกระบวนการ – ขอ รบ.ฟังเสียงบ้าง

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 ธันวาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กลุ่มทะลุฟ้า นำโดย นายพรชัย ยวนยี จัดกิจกรรมคาร์ม็อบ ‘ส่งเสียงถึงศาล ส่งสารถึงเพื่อน’ โดยมีการอ่านแถลงการณ์หน้าศาลอาญา เพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวนักกิจกรรมทางการเมือง ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

อ่านข่าว : ทะลุฟ้า ทวง ‘สิทธิประกัน’ แถลงหน้าศาล ก่อนคาร์ม็อบ ‘ส่งสารถึงเพื่อน’ เรือนจำพิเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 14.55 น. ขบวนคาร์ม็อบเริ่มเคลื่อนตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยตลอดทางมีการบีบแตร และชูสามนิ้วให้กับประชาชนที่อยู่ข้างทาง

เวลา 15.27 น. กลุ่มทะลุฟ้าและผู้ชุมนุม เคลื่อนขบวนมาถึงหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนดูแลความเรียบร้อย พร้อมทั้งวางลวดหนามหีบเพลงปิดกั้นบริเวณหน้าประตูเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่ กลุ่มศิลปินเพลงเพื่อราษฎร นำโดยนายโชคดี ร่มพฤกษ์ หรืออาเล็ก เล่นดนตรีและร้องเพลงอยู่ก่อนหน้าในชื่อจัดกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง พลังเพลง” ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นประจำทุกวัน

เวลา 15.32 น. สมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่า นักเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่สมควรได้รับการกักขังอิสรภาพ อยากบอกให้พวกคุณได้รับรู้ว่า วันนี้เพื่อนของเราอยู่ในเรือนจำมากกว่า 100 วันแล้ว มากกว่า 100 วันที่ถูกกักขังอิสรภาพ เพื่อนเราออกมาเรียกร้องปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น แต่เพื่อนเราตอนนี้ก็ยังอยู่ในเรือนจำ

เวลา 16.00 น. ตัวแทนกลุ่มทะลุฟ้ากล่าวว่า เราไปส่งเสียงถึงศาลมาแล้ว แต่ก็อย่างที่เห็นกันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมารับหนังสือจากพวกเรา แน่นอนว่าตอนนี้เป้าหมายต่อไปคือการสื่อสารให้เพื่อนที่อยู่ข้างในรับรู้ว่า การต่อสู้ของคนที่อยู่ข้างนอกยังมีต่อไป เราจะไม่ยอมนิ่งเฉย ไม่ยอมก้มหัวต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม เราขอเพียงสิทธิการประกันตัวที่เป็นสิทธิของผู้ต้องหาทุกคน เพราะเนื่องจากเพื่อนของเรายังไม่ถูกพิพากษาว่าเป็นคนผิด ดังนั้นเพื่อนเราทุกคนต้องมีสิทธิได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดี เพื่อนของเราบางคนก็ถูกจำคุกมากกว่า 100 วัน บางคนก็ 2-3 เดือน ทั้งๆ ที่ไม่สมควรมีใครถูกจับเข้าไปเพียงเพราะออกมาพูดถึงปัญหาออกมาเรียกร้องชีวิตที่ดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจัดกิจกรรมปราศรัยหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กลุ่มทะลุฟ้า ระบุว่า จะใช้เวลาทั้งหมด 112 นาที

ต่อมา เวลา 16.18 น. ผู้ปราศรัยหญิง ขึ้นกล่าวเป็นรายแรกว่า วันนี้เรามาที่หน้าเรือนจำเพราะเพื่อนเราอยู่ข้างในมากกว่า 100 วันแล้ว เพื่อนเราเพียงออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อให้ได้ชีวิตที่ดีกว่านี้ เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทำไมเราจึงมีการออกมาเรียกร้อง เพราะว่ารัฐบาลนี้ได้บริหารงานล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการจัดการในเรื่องของปัญหาสังคมต่างๆ หรือปัญหาโควิดที่เกิดขึ้นภายในประเทศเราที่ประสบกันมา 3 ปีแล้ว ทำให้สังคมหรือประเทศของเราตอนนี้พบกับโรคระบาด

“ช่วงนี้รัฐบาลก็ไม่ได้มีการจัดการที่ดีต้องมารอวัคซีนต่างๆ มีใครยังไม่ได้ฉีดวัคซีนบ้าง หรือยังไม่ได้โมเดอร์นา ได้แค่ซิโนแวค เป็นนายทุนที่รัฐบาลได้เลี้ยงไว้เอาน้ำเกลือมาฉีดให้เรา เราก็ทราบกันดีว่า รัฐบาลบริหารประเทศแบบไหนบ้าง เอื้อให้กับนายทุนบ้าง ไม่ได้เอามาพัฒนาสังคมเราจริงๆ ทำเพื่อเพียงเพราะผลประโยชน์เท่านั้น และรัฐบาลชุดนี้ได้อยู่มายาวนานถึง 7 ปีแล้ว ย่างเข้าสู่ปีที่ 8 และยังจะอยู่อีก 6 ปี ทำให้เราไม่พอใจอย่างยิ่งเพราะรัฐบาลชุดนี้มาในรัฐบาลทหารเผด็จการ ไม่ได้มาจากเลือกตั้งของประชาชน วันนี้เราจึงออกมาเรียกร้องในสิ่งที่เราพอจะทำได้ นั่นก็คือให้รัฐบาลฟังเสียงของเราบ้าง ฟังเสียงของประชาชนบ้าง ว่ากำลังเจอกับอะไรอยู่” ผู้ปราศรัยหญิง กล่าว

จากนั้น เวลา 16.29 น. “ตะวัน” เยาวชนหญิง กล่าวว่า วันนี้ขอให้กระบวนการยุติธรรมได้รับรู้ไว้ว่า ประชาชนอย่างพวกเราไม่ได้ออกมาร้องขอความเห็นใจใดใดทั้งสิ้น แต่พวกเรานั้นมาทวงคืนความยุติธรรมให้เพื่อนของเรา เป็นความยุติธรรมที่เพื่อนของเราและประชาชนควรจะได้รับ และได้ขอให้ผู้ชุมนุมตะโกนเข้าไปในเรือนจำว่า ‘ปล่อยเพื่อนเรา’ จำนวน 3 ครั้ง เพื่อให้นักโทษทางความคิดได้ยิน

“แด่เพื่อนผู้กล้าหาญ
เธอไม่ต้องกลัวเธอไม่ผิด ชีวิตของคนช่างหม่นเหม่อ
ความอธรรมขังได้เพียงกายเธอ แต่หัวใจของเธอจะโบยบิน” ตะวันกล่าว และว่า

เมื่อวาน ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องขอประกันตัวเบนจา อะปัญ โดยให้เหตุผลว่าเคยให้ประกันไปแล้ว แต่ทำผิดเงื่อนไข เกรงว่าจะไปก่อเหตุอันตรายอื่นอีก คำว่าก่อเหตุอันตราย คือการพูดความจริงอย่างนั้นหรือ ถ้าการพูดความจริงคือเหตุอันตราย ถ้าการพูดความจริงทำให้รัฐสั่นคลอน ก็ให้รู้ไปเลยว่า รัฐไทยอ่อนแอจนกระทั่งกลัวความจริง น่าสิ้นหวัง ไม่เคยมีความยุติธรรมให้กับเพื่อนของเรา กับคนที่ออกมาเรียกร้อง กับคนที่ออกมาพูดความจริง จะเหลืออะไรให้หวังกับกระบวนการแบบนี้ ไม่มีอะไรให้หวังแล้ว” ตะวันกล่าว

จากนั้น เวลา 16.40 น. นายพีรพล ระเวกโสม หรือ ฟิวส์ กลุ่มนักเรียนเลว กล่าวปราศรัยว่าจากคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพื่อนเราในเรือนจำนี้ วันนี้จะมาพูดตอกย้ำว่า สิทธิการแสดงออกหรือสิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็น เป็นอย่างไร ละเมิดสิทธิของเราจนถึงขั้นที่ต้องให้เยาวชนอายุ 17 ปี อย่างตนมาย้ำเตือน ความรู้ที่สะสมมาเอาไปไว้ที่ไหนกัน

“สิทธิมนุษยชน คือสิทธิเสรีภาพที่ทุกคนมี และไม่ควรที่จะมีสิ่งใดที่จะพรากไปจากเราได้ แล้วทำไมเวลาเรามาพูดถึงใครบางคน สิทธิและเสรีภาพของเราถึงถูกริดรอนไปทุกวัน เรา ประชาชนคนทั่วไป ไม่มีสิทธิที่จะออกมาพูดแล้วหรือ หากเราออกมาพูดแล้วถูกละเมิดสิทธิด้วยกฎหมาย ถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพแบบนี้ ไม่เรียกว่าประชาธิปไตย เรียกว่าเผด็จการ หรือแม้แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า 10 ข้อเรียกร้อง คือการล้มล้างการปกครอง แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า ประเทศนี้ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย” นายพีรพลกล่าว

กระทั่งเวลา 16.54 น. ผู้ชุมนุมร่วมร้องเพลงและแสดงดนตรี บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นำโดย กลุ่มศิลปินเพลงเพื่อราษฎร

ต่อมา เวลา 17.15 น. นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนา หรือ แอม แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวปราศรัยว่า หลังจากมีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่า มีความพยายามมากขึ้น ที่จะแจ้งมาตรา 112 และมาตราต่างๆ ใช้กฎหมายเล่นงานนักกิจกรรมทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น อย่างในวันนี้ที่ตนไปรายงานคดีมาตรา 112 อยากจะบอกว่า ตอนนี้นอกจากมาตรา 112 แล้ว ยังมีเพื่อนของเราอีกหลายคนที่น่าเป็นห่วง จากการตัดสิน ที่จริงแล้วตนไม่อยากให้ค่า แต่มีพันธะผูกพัน

“การเกิดขึ้นของกฎหมายมาตรา 112 ทำให้ใครหลายคนมองว่า พวกเราทุกๆ คนที่อยู่ตรงนี้เป็นกบฏ แต่ผมอยากถามว่า ตรงนี้มีใครที่ไม่หวังดีกับประเทศหรือ มีใครอยากล้มล้างการปกครองในประเทศหรือ ถ้าการปกครองในประเทศนี้เป็นระบอบประชาธิปไตยจริงๆ เราอยากรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศในตอนนี้ พวกท่านที่อยู่ในสภาฯ เคยคิดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นไหม จากการที่พวกคุณทั้งโกงกินภาษี และใช้กฎหมายเล่นงานนักกิจกรรมหลายคน จริงๆ ไม่อยากพูดให้รู้สึกแย่กันไปมากกว่านี้ ว่าเหมือนเรากำลังอยู่ภายใต้การปกครองในอีกรูปแบบหนึ่งหรือไม่ ที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนของเราอยู่ภายในเรือนจำ บางคนครึ่งปี บางคนใช้ชีวิตมากกว่าอยู่นอกเรือนจำด้วยซ้ำ และนี่คือสิ่งที่รัฐกำลังทำกับพวกเราเพื่อจะบอกว่า การที่พวกคุณกล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ มันเป็นการต่อต้านรัฐบาล ถ้าเรายังยอมให้เผด็จการกดหัวอยู่แบบนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เราก็อยู่ภายใต้การปกครองแบบประยุทธ์ไปเรื่อยๆ” นายณวรรษกล่าว

เวลา 17.25 น. นางวรวรรณ แซ่อั้ง หรือป้าเป้า ทะลุกี ขึ้นกล่าวปราศรัยว่า ตนก็ไม่อยากจะสั่งสอน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่า มีการศึกษา มีความรู้ แต่ใช้ความรู้ในทางที่ไม่ถูก บริหารบ้านเมืองไม่ดี บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ แล้วก็คิดแต่จะกู้ อยากจะให้ประชาชนอยู่แบบไหน ตนอยากจะรู้

“พวกที่เขาไม่ได้ออกมา ยายก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาก็อาจจะมีความหวัง แต่อย่าคิดหวังเลย เพราะขนาดหัวลำโพงยังเอาไปให้ต่างชาติบริหาร แค่หัวลำโพงยังรักษาไว้ไม่ได้ เอาเงินภาษีมาบริหารบ้านเมือง ให้ประชาชน ให้ประเทศชาติเจริญ รวมทั้งลูกหลานจะได้มีทางเดินต่อไป” นางวรวรรณกล่าว

จากนั้น เวลา 17.32 น. เจษฎาภรณ์ โพธิ์เพชร หรือ บอมเบย์ กลุ่มราษฎรเอ้ย กล่าวว่า วันนั้นตนเองมีโอกาสได้เจอไมค์ เพนกวิน และอานนท์ที่ศาล เขาอยากจะบอกทุกคนว่า ไม่ต้องเป็นห่วง อยากให้พวกเรามีกำลังใจเพื่อบรรลุทั้ง 3 ข้อเรียกร้องของเรา ถึงด้านในเขาจะถูกพรากเสรีภาพ อิสรภาพ หรือพรากความสุขต่างๆ ไป แต่เขาก็อยากให้ประชาชนทุกคนก้าวต่อไป สู้ต่อไป

“ยังยืนยันเหมือนเดิมว่า จะสู้ต่อ ถึงเราจะเหนื่อยบ้าง เราก็จะพัก แต่เราจะไม่ละทิ้งอุดมการณ์ของเรา เรายังคงไม่ลืมว่าเป้าหมายของเราคืออะไร บอมเบย์ขอบคุณทุกคนที่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์จนถึงทุกวันนี้ วันนี้ระหว่างที่บอมเบย์มาร่วมกิจกรรม มีประชาชนพูดว่าจะมาชุมนุมทำไม ชุมนุมบางครั้งก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร มิหนำซ้ำยังทำให้รถติดด้วย เราเลยตอบกลับไปว่า ขอบคุณนะครับที่บอกให้ทราบ แต่การที่คุณอยู่เฉยๆ อดทนมา 7 ปี ค่าแรงเท่าเดิมมา 7 ปีแต่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ ขอบคุณนะครับที่อดทนกันมาได้ แต่จะดีกว่านี้ถ้าอดทนรถติดสักนิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น คงไม่นานมากเท่าสิ่งที่อดทนมา ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ทุกคนเก่งมาก ทุกคนกล้าที่จะออกมาจนถึงทุกวันนี้ และบอมเบย์ขอบใจมากที่ยังสู้ต่อ” เจษฎาภรณ์กล่าว

เวลา 17.44 น. น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ตี้ พะเยา แกนนำกลุ่มราษฎรเอ้ย ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยว่า ทุกครั้งที่ตนเองนั่งเรียนออนไลน์ ทุกครั้งที่นั่งกินข้าว ทุกครั้งที่สามารถเลือกร้านอาหารได้ ทุกครั้งที่เลือกในที่ๆ อยากจะไปได้ อยากจะเดินตลาดก็แค่ไป ทุกครั้งแค่คิดแล้วก็ทำได้ แต่กลับรู้สึกไม่มีอิสระ รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป ขอให้ทุกคนระลึกไว้ว่า ทุกครั้งที่เราทำอย่างนั้นได้ มีเพื่อนเราอีกหลายคนที่อยู่ข้างในไม่สามารถทำได้ ทุกครั้งที่เรานั่งเรียนหนังสือ กำลังจะมีอนาคตที่ดี กำลังวางแผนอนาคตภายภาคหน้า ยังคงมีเพื่อนเราที่อยู่ข้างในต้องดร็อปเรียนไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ได้ออกไปพัฒนาประเทศ

“จนล่าสุด เรื่องของเบนจา ทำให้หนูปวดใจเป็นอย่างมาก เบนจาบอกว่าใฝ่ฝันว่าจะพัฒนาด้านอวกาศและวิทยาศาสตร์ในประเทศ ใฝ่ฝันในสิ่งที่ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในสภาไม่กล้าแม้แต่จะใฝ่ฝัน ไม่กล้าที่จะลงมือทำ ไม่กล้าแม้แต่จะผลักดันเด็กคนนี้ที่จะไปพัฒนา ปัจจุบันเบนจาต้องดร็อปเรียนเพราะไม่สามารถเรียนได้ เนื่องจากยังอยู่ในเรือนจำ ปัจจุบันเกรดของเบนจาอยู่ที่ประมาณ 3.30 ต้องดร็อปเรียนไป แปลว่าเกรดจะตกต่ำลง เบนจาเลือกที่จะหยุดเดินตามความฝันเพียงเพราะการถูกจองจำอย่างไม่เป็นธรรม และเพียงเพราะผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรับไม่ได้กับการแสดงออกทางความคิดเห็นของเด็กคนนี้ นอกจากเบนจายังมีพี่เพนกวิน พี่ไมค์ พี่อานนท์ ป้าอัญชัญ พี่อาทิตย์ทะลุฟ้า ที่ถูกฝากขังไปนานเหลือเกิน น้องทะลุแก๊สอีกหลายคนที่ต้องเข้าไปอยู่ข้างใน เราต้องบอกว่าแต่ละคนที่ถูกคุมขัง เป็นผลพวงจากระบอบเผด็จการและผลพวงจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ไม่ฟังเสียงความเจริญของประเทศนี้ และไม่สนใจประชาชน

มีการไปพูดในเวทีโลกว่า ทุกครั้งที่มีการฝากขังคดีทางการเมือง จะให้สิทธิประกันตัว ขอแค่ยื่นอุทธรณ์ เรายื่นอุทธรณ์กี่ครั้งแล้ว ทำไมทุกคนยังไม่ได้ออกมา ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า ทนายอานนท์ยื่นอุทธรณ์กี่ครั้งแล้ว ใครหลายคนยื่นอุทธรณกี่ครั้งแล้ว ทำไมถึงไม่ได้ออกมา คุณไปโกหกบนเวทีโลก วันที่ 10 ธันวาคมนี้ เป็นวันรัฐธรรมนูญและเป็นวันสิทธิมนุษยชน คุณตัดออกจากวันหยุดเลย เพราะมันไม่เคยมีจริง วันที่ 10 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยด้วย ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเผด็จการ” น.ส.วรรณวลี กล่าว

จากนั้น เวลา 18.00 น. ผู้ชุมนุมยืนเคารพธงชาติ พร้อมชู 3 นิ้ว โดยเมื่อจบเพลงชาติ มีการตะโกนว่า ‘ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ’ 3 ครั้ง

ตัวแทนกลุ่มทะลุฟ้า กล่าวบทกวีตอนหนึ่งว่า

‘โปรดส่งคืนท้องฟ้านั้นให้เพื่อนฉันเถิด เพราะว่าพวกเขานั้นไม่ได้เกิดในกรงขัง
ผิดที่คงไปส่งเสียงสนั่นดัง จึงถูกเหยียดและเกลียดชังดั่งฆาตรกร
พวกเราเกิดมาท่ามกลางโลกแห่งเสรี เราเคยมีฟ้ากว้างใหญ่ให้เร่ร่อน
วันนี้ต้องเอ่ยคำลาแล้วจากจร เสรีภาพของเราถูกลดทอนลงทุกวัน
ยังจับจ้องมองโลกกว้างจากขวดแก้ว มันไม่มีฟ้าให้บินแล้วปีกของฉัน
มันผู้ใดใครกำหนดบลงทัณฑ์ โปรดตอบแม้ด้วยความเงียบงันฉันอยากฟัง
ใครขโมยฟ้ากว้างใหญ่ไปจากโลก แล้วก็มายัดเยียดความเศร้าโศกทำโลกคลั่ง’

ก่อนโปรยกระดาษเอสี่ ที่มีข้อความว่า ‘ยกเลิก 112’

เวลาประมาณ 18.10 น. นายคุณานนท์ คุณานุวัฒน์ หรือ อิ๊ก เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยว่า เราทุกคนมุ่งหวังจะเป็นเสรีชน เราทุกคนไม่มีใครอยากถูกกักขัง แน่นอนว่าพี่น้องของเราทุกคน รวมถึงข้างใน เรามายืนกันตรงนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายถ้าเพื่อนเรายังอยู่ข้างใน

“ในเวลาที่ผ่านมา เราหลายคนทั้งโกรธ ทั้งโมโห หดหู่และเศร้าไปพร้อมๆ กัน ในประเทศนี้ที่เราทุกคนเกิดมา เราควรมีสิทธิที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ตามแต่มันกลับมีเรื่องที่น่าเศร้า มันน่าเศร้ามากแค่ไหนเมื่อเราต้องการแค่ชีวิตของเราที่พวกเราออกมาเรียกร้อง มันทำให้หลายๆ คนต้องสูญเสียอนาคตไป ต้องสูญเสียเวลาของชีวิตไป สูญเสียอิสรภาพไป ผมในฐานะนักศึกษาคนหนึ่ง เราอยู่ข้างนอกทุกวันนี้ รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนเราข้างในที่แม้จะเรียนก็เรียนไม่ได้ จะหลับตานอนอย่างเคยก็ทำไม่ได้ จะมีชีวิตเหมือนที่เคยมีก็มีไม่ได้ พวกเขาทำผิดอะไรอย่างนั้นหรือ ผมเชื่อว่าคำตอบที่เราคิดได้ก็คงเหมือนกันนั่นคือ ไม่เลย พวกเขาไม่ได้ผิดอะไร แต่ทำไมพวกเขาถึงถูกทำราวกับเป็นคนผิด ราวกับทำลายประเทศนี้ อย่างที่หลายคนพูดไปแล้วว่า คนที่ทำลายประเทศจริงๆ ไม่ได้อยู่ข้างในด้วยซ้ำ แต่คนที่ออกมาทำเพื่ออนาคตของพวกเราเอง เพื่อประเทศนี้ กลับต้องไปอยู่ข้างใน” นายคุณานนท์กล่าว

เวลา 18.17 น. นายธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือ ปูน ทะลุฟ้า กล่าวปราศรัยความว่า ทุกครั้งที่มีการชุมนุม ทุกครั้งที่มีการประกาศรวมตัวของกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย ทนายความก็จะนำรูปภาพเข้าไปให้เพื่อนๆ ในเรือนจำได้ดู และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่พวกเขายังอยู่ได้ เพราะสิ่งเดียวที่เขากลัว คือการที่คนข้างนอกไม่สู้ การที่คนกลัวในการออกมาต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ แต่เราเชื่อว่าต่อไปนี้ ซึ่งอีกไม่กี่วัน ก็จะเป็นศักราชใหม่จะเป็นปีใหม่แห่งการต่อสู้ เราก็คงจะต้องจับมือก้าวผ่านปีที่โหดร้ายด้วยกันแล้วเปิดหน้าสู้กันใหม่

“อย่างที่ทุกคนทราบว่า การต่อสู้ครั้งนี้มันยังไม่ได้จบในปีนี้ แต่ในปีหน้านั้นอาจจะจบได้ หรือมันอาจจะไม่จบ ตัวแปรนี้มีอย่างเดียวคือ ประชาชน และพ่อแม่พี่น้อง ขอให้ทุกคนปรบมือให้ตัวเอง ปีนี้เหนื่อยกันมามากแล้ว

ในวันที่ 12 ธันวาคม มีกิจกรรมเรานัดหมายกันที่ราชประสงค์ อยากให้พ่อแม่พี่น้องทุกท่านไปร่วมกิจกรรมด้วยกัน และปูนเชื่อว่า ตัวแปรสำคัญก็คือม็อบวันที่ 12 นี้ จะได้ออก หรือไม่ได้ออก ขึ้นอยู่กับตัวพวกท่านเอง โปรดรู้ไว้ว่า พวกท่านคือตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในประเทศไทย บางคนอยู่ในนั้นมากกว่า 100 วัน บางคนอยู่ในนั้นมากกว่า 50 วัน มันเจ็บปวด หน้าพ่อหน้าแม่ก็ไม่ได้เจอ อยากจะกอดลูก อยากจะกอดหลาน ก็ไม่ได้กอด เพียงเราะออกมาเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง เรียกร้องชีวิตที่ดีกว่านี้ เพียงเพราะต้องการให้สังคมไทยสามารถพัฒนาขึ้นได้ ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่สมควรมีใครถูกจับกุมคุมขังเพียงเพราะพูดในสิ่งที่ชนชั้นนำไม่ให้เราพูด” นายธนพัฒน์กล่าว

เวลา 18.25 น. กลุ่มทะลุฟ้า ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมของพี่น้องจะนะ ที่มาทวงสัญญา ที่องค์การสหประชาชาติ ก่อนประกาศยุติการชุมนุม โดยมีการจุดพลุที่บริเวณหน้าเรือนจำกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งสารถึงเพื่อนในเรือนจำ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon