ผอ.ซูเปอร์โพลตอบกลับ ศ.ดร.ณัฐวุฒิ แจงยิบหลังถูกท้วง ตัวเลขโพลบุคคลแห่งปีมีปัญหา

ผอ.ซูเปอร์โพลตอบกลับ ศ.ดร.ณัฐวุฒิ แจงยิบหลังถูกท้วง ตัวเลขโพลบุคคลแห่งปีมีปัญหา

เมื่อวันที่ 4 มกราคม ซูเปอร์โพลได้ออกแถลงการณ์ตอบข้อสงสัยของ ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ โดย นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)  ระบุว่า ก่อนอื่นด้วยความเคารพในทุกๆ ท่านผู้มี “องค์” ความรู้ในตัวกันทั้งนั้นที่ผมถือว่าทุกท่านรวมถึงชาวบ้านด้วย คือ ครูบาอาจารย์ของผมจะมีอัจฉริยภาพในตัวกันทุกคน แต่ขอแบ่งปันให้ทุกคนทราบว่า องค์ความรู้และความเป็นจริงเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่มาก มีความหลากหลายและมองกันได้หลายมุม เหมือนเราอยู่ใกล้ช้างตัวใหญ่ที่คนหนึ่งมองที่หัว แต่อีกคนหนึ่งมองที่หางก็จะมองต่างกัน ยิ่งถ้าเอามุมมองคนละมุมไปรวมกับอคติ (Bias) ส่วนตัวด้วยแล้วอาจจะทำให้เกิดการสรุปว่าคนอื่นเขาทำผิดกระบวนการ จากข้ออ้าง (premises) ที่อยู่บนพื้นฐานของการคาดเดาไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical evidence) ไปสร้างข้อสรุปที่ผิดได้ แบบนี้ในทางตรรกศาสตร์เรียกเป็นความผิดพลาดในทางตรรกวิทยาว่า ด่วนสรุป (jump to conclusions)

ตามที่ ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และท่านเป็นศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่ Warwick Business School สหราชอาณาจักรได้เผยแพร่ข้อเขียนตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยต่อผลสำรวจของซูเปอร์โพล เรื่อง บุคคลแห่งปี

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล แก้ข้อสังเกต ข้อสงสัย ข้อคำถามของนักวิชาการท่านนี้ เพื่อช่วยทำให้ข้ออ้าง (Premises) และข้อสรุป (Conclusion) ของนักวิชาการมีความถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงให้มากยิ่งขึ้น โดยลองพิจารณากันในหลักการอย่างน้อย 2 หลักการ ดังนี้

หลักการที่ 1 ได้แก่ หลักของการออกแบบโพลที่อยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ (Learning and Doing) ในหลักของการรับรู้ของสาธารณชน (Public Perception) ที่ผมขอเชิญชวนนักวิชาการผู้มีอัจฉริยภาพท่านนี้ลองพิจารณา (ไม่ได้บอกให้เชื่อ) ดูว่าผลสำรวจในโพลเขาแบ่งออกชัดเจนเป็นด้านๆ เช่น พี่ตูน บอดี้สแลม ปวีณา หงสกุล และบุ๋ม ปนัดดา อยู่ในด้านความเป็นคนดีของสังคมที่ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเหยื่อต่างๆ และระดมทุนบริจาคเพื่อความดีส่วนรวมของสังคม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ อยู่ในด้านผู้ที่ช่วยเหลือชาวบ้านด้านหนี้นอกระบบ ที่ทำกิน แหล่งน้ำ ปากท้องและอื่นๆ ดังนั้น ตัวเลือกบุคคลในแต่ละด้านได้มาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) และมาจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยซูเปอร์โพลไม่ได้ไปสร้างขึ้นมาเองแบบลอยๆ

นอกจากนี้ ซูเปอร์โพลยังระบุในผลการสำรวจที่เผยแพร่อีกด้วยทำนองว่า คนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่คนเหล่านี้เป็นตัวอย่างของคนดีบางส่วน เพราะประเทศยังมีคนดีอยู่จำนวนมากทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ประเทศชาติจึงควรช่วยกันรักษาและส่งเสริมเชิดชูคนดีให้มีที่ยืน ไม่ใช่ไปโจมตีคนทำดีหรือไปทำให้คนดีไม่มีที่ยืนในสังคมของคนบางคนคิดและพยายามสร้างกระแสเหล่านั้นขึ้นตอนนี้ ทุกคนมีทั้งดีและไม่ดี ซูเปอร์โพลมีหลักอยู่ตรงที่ส่งเสริมและเลือกรักษาต่อยอดความดีของคน เพราะมีใครในโลกบ้างไม่เคยทำผิด ดังนั้น จึงเชิญชวนมาอยู่ในหลักการและมุมมองเดียวกันก่อน เหมือนกับว่า มายืนอยู่ตรงหัวช้างด้วยกันก่อน ไม่ใช่คนหนึ่งมองไปที่หัวช้างแต่อีกคนอยู่ที่หางช้าง

หลักการที่ 2 ที่น่าพิจารณาหลักตรรกวิทยาของศาสตราจารย์ ผู้เป็นคนหนุ่มและเก่ง ท่านนี้คือ

ข้ออ้างที่หนึ่ง (1st premise) ของนักวิชาการผู้นี้ “คลาดเคลื่อนไป” ผมไม่ได้ว่าท่าน “ผิด” แต่แค่บอกว่า “คลาดเคลื่อนไป” ในเรื่องประเภทของคำถามของโพล เพราะคำถามในโพลมีความเป็น open-ended ด้วย ดังนั้น ข้อสรุปเชิงสมมุติฐาน (Hypothetical Conclusion) ของนักวิชาการผู้นี้เรื่องคะแนนของพี่ตูนที่นักวิชาการท่านนี้ออกมาระบุว่าอาจจะไม่ถึง 5% ก็เป็นเพียงสมมุติฐานของท่านไม่ใช่ข้อมูลจริง เพราะท่านกล่าวสรุปโดยไม่มีข้อมูล แต่ผลโพลของซูเปอร์โพลมีข้อมูลจริงๆ ว่าพี่ตูนได้คะแนนคนดีของสังคม 44.1% จริงๆ มีข้อมูลยืนยันที่พิสูจน์มาแล้ว ไม่ได้คาดเดาเองของนักวิชาการท่านนี้จากข้ออ้างที่หนึ่งที่ตั้งขึ้นเองก็คลาดเคลื่อนเลื่อนลอยและคาดเดาสรุปไปเองอีกก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ผลโพลของซูเปอร์โพลเป็นข้อมูลจริงพิสูจน์ได้

ข้ออ้างที่สอง (2nd premise) ของนักวิชาการผู้นี้ “คลาดเคลื่อนไป” อีกแล้ว เพราะตัวเลือกไม่ได้มีสามตัวเลือก และไม่ได้มีห้าตัวเลือก และนักวิชาการท่านก็เหมือนกับจะแนะนำว่าให้ใส่ตัวเลือกว่า “ไม่เห็นด้วยกับตัวเลือกที่ให้มา” ทางคณะทำงานซูเปอร์โพลขอแนะกลับไปว่า ท่านอยากจะทำอะไรท่านก็ทำของท่านไป ส่วนซูเปอร์โพลมีหลักการและเป้าหมายของซูเปอร์โพลมี signature ของซูเปอร์โพลที่จะไม่ทำแบบของท่านนั้น

จากข้ออ้างเพียงสองข้อของนักวิชาการท่านนี้แล้วมาสรุปผลของซูเปอร์โพลว่า โพลนี้ทำขึ้นมาโดยมีความตั้งใจว่าคำตอบจะต้องเป็นคนใดคนหนึ่งที่คนทำโพลได้เลือกมาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยทางด้านสถิติไม่ทำกันเพราะมันผิดกระบวนการ ตามที่เผยแพร่ในบทความของนักวิชาการท่านนั้น

ทางซูเปอร์โพลเรียนให้ทราบว่า โพลนี้ทำขึ้นมาไม่มีความตั้งใจว่าคำตอบจะต้องเป็นคนใดคนหนึ่งที่คนทำโพลเลือกมาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว แต่โพลนี้มีตัวเลือกมาจากการศึกษาวิจัยทั้งจากเอกสารที่เคยมีมาก่อนหน้านี้และจากประชาชนถึงบุคคลที่มีนัยสำคัญในแต่ละด้านที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) เป็นวิทยาศาสตร์และมาจากอัตวิสัย (Subjectivity) ของประชาชนผู้ถูกศึกษา

การสรุปของนักวิชาการจากข้ออ้างเพียงสองข้อที่แกะออกมาได้จากบทความนี้ไม่น่าจะเพียงพอที่จะสรุปว่าโพลนี้ผิดกระบวนการ เพราะข้ออ้าง (premises) ทั้งสองท่านนักวิชาการผู้นี้ก็เป็นข้ออ้างที่ลอยๆ เพราะตั้งขึ้นโดยคาดเดาไปเองรวมทั้งข้อสรุปและข้อเสนอแนะก็เป็นเชิงสมมุติฐานเพราะขาดข้อมูลจริงมารองรับ โดยซูเปอร์โพลยืนยันว่าทำถูกต้องตามกระบวนการและหลักการวิจัยที่ประยุกต์ใช้ทั้งผลการศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้และข้อมูลสัมภาษณ์เจาะลึกจากประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

โดยสรุป ซูเปอร์โพลทำโพลแต่ละเรื่องมีหลักการและไม่เคยผิดหลักการอย่างแน่นอนเพราะไม่ใช่โพลเฉพาะกิจจึงทำโพลบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ (empirical data) และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทั้งจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วและข้อมูลเชิงอัตวิสัย (Subjectivity) จากประชาชนผู้ถูกศึกษา ดังนั้น จึงอยู่ที่การรับรู้สาธารณะ (Public Perception) มุมมองที่แตกต่างกันและหลักการระเบียบวิธีการสำรวจ จึงสะท้อนให้เห็นว่า

ข้ออ้างและข้อสรุปในบทความของนักวิชาการท่านนี้เป็นสิ่งที่ดีแต่ข้ออ้างต่างๆ (premises) นั้นอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่ไม่ครบถ้วนและข้อสรุป (conclusions) ที่มีข้อมูลไม่เพียงพอมาด่วนสรุป (jump to conclusions) แทนที่จะด่วนสรุปว่าคนอื่นเขาทำผิดกระบวนการ ผู้สรุปควรมีข้อมูลความเป็นจริงครบถ้วนรอบด้านมองในมุมเดียวกันและหลักการเดียวกันเสียก่อน อย่าใจร้อนออกมาว่าคนอื่นเขา ถ้ายังไม่รู้ความจริงว่าคืออะไร เพื่อว่าพวกเราในฐานะนักวิชาการที่ดีควรจะมาช่วยกันลดอคติ (Bias) ต่อกันจะดีกว่าหรือไม่ ลองพิจารณาดู เพราะไม่ต้องการให้ใครมาเชื่ออยู่แล้วและส่วนตัวเขียนบทความอยู่ในเว็บไซต์ของซูเปอร์โพล www.superpoll.co.th ตัวใหญ่ๆ อยู่ให้เห็นว่า “อย่าเชื่อโพล” ที่เขียนโดยคนทำโพล ลองเข้าไปหาอ่านดูได้จะได้ช่วยกันลดอคติที่มีต่อกันได้ในทางใดทางหนึ่ง (someway somehow)

ซูเปอร์โพลเข้าใจดีว่าตลอดปีที่ผ่านมา ชาติบ้านเมืองและประชาชนได้เจออะไรที่วิกฤตหนักๆ ทั้งวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ ปากท้อง สังคมการเมืองและอื่นๆ จึงย่อมจะมีกระแสตอบโต้แรง แต่ถ้าเราตั้งมั่นในสัมมาทิฏฐิหาจุดที่ดีร่วมกันและระลึกเสมอว่าสังคมไทยไม่สิ้นคนดีต้องช่วยกันทำให้คนดีมีที่ยืนอย่างแน่นอน บ้านเมืองของเราและประชาชนของเราจึงผ่านพ้นมาได้แม้ว่าอนาคตข้างหน้าอาจจะเจออะไรที่หนักกว่านี้แต่ก็จะผ่านพ้นไปได้เพราะสังคมไทยไม่สิ้นคนดี เหล่านี้คือหลักการ (Principles) และมุมมอง (Perspectives) และปฏิบัติการ (Practices) ของซูเปอร์โพล และหวังว่า คนในรัฐบาลจะทำอะไรต่อยอดที่ดีต่อชาติบ้านเมืองและประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ไม่นำไปเข้าข้างตนเองเมื่อเห็นผลสำรวจนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon