‘ยุทธพงศ์’ แนะแบ่งเขตลต.ต้องชัด อย่าซ้ำรอยรอบที่แล้ว อำเภอเดียว เจอแบ่งไป 3 เขต

24.02.22 | 17:43 น.

“ยุทธพงศ์” แนะแบ่งเขตลต.ต้องชัด ไม่ใช่อำเภอหนึ่งโดยแบ่ง 3 เขต หวั่น บัตร 2 ใบคนละเบอร์ทำปชช.สับสน ทำผู้สมัครบัญชีรายชื่อสอบตกระนาว

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) จำนวน 10 ฉบับ แบ่งเป็น ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวน 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) 1 ฉบับ ร่างที่เสนอโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะ 1 ฉบับ ร่างที่เสนอโดย นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ พรรคร่วมรัฐบาล 1 ฉบับ และร่างที่เสนอโดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และ คณะ 1 ฉบับ กับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวนอีก 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างที่เสนอโดย ครม. 1 ฉบับ ร่างที่เสนอโดย นพ.ชลน่าน และคณะ 1 ฉบับ ร่างที่เสนอโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ  เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) และคณะ 1 ฉบับ ร่างที่เสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล 1 ฉบับ ร่างที่เสนอโดยนายพิธา และคณะ 1 ฉบับ และร่างที่เสนอโดยนายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ต่อมา เวลา 15.55 น. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ส.ว. อภิปรายว่า ร่างแก้ไขฉบับไหนสอดรับกับรัฐธรรมนูญที่แก้ไข และไม่ขัดแย้งกับมาตราอื่นที่ยังอยู่ แบบนี้ตนเห็นด้วย ส่วนมาตรา 90 มีประเด็นที่เป็นข้อกังวลว่า หากผ่านทั้ง 2 ร่างไปในชั้นกมธ.จะทำอย่างไร ถ้ามีความขัดแย้งกัน เนื่องจากมาตราดังกล่าว ระบุว่า พรรคใดส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้ ในข้อเท็จจริงจะทำอย่างไรถ้าจะปฏิบัติตามมาตรา 90 หรือไปทำให้มีเบอร์เดียวโดยไม่ขัดกับมาตรา 90

จากนั้น นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า การเลือกตั้งที่จะต้องมีการแก้กฎหมายนี้ จะต้องมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ หลายจังหวัดจะมี ส.ส.เขตเพิ่มขึ้น จังหวัดที่มีส.ส.เขตเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ กทม. และปริมณฑล ซึ่งต้องเรียนว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งมีความสำคัญมาก เพราะมีความได้เปรียบเสียเปรียบกัน ต้องฝากกรรมาธิการ (กมธ.)​ ที่จะเป็นตัวแทนพวกเราไปแก้กฎหมายเลือกตั้งว่า จะต้องเขียนเขตเลือกตั้งให้มีความชัดเจนว่าถ้าจะเอาอำเภอนี้อยู่เขตนี้ ต้องเอาอำเภอเต็มๆ เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ทำให้พี่น้องประชาชนสับสนเป็นอย่างยิ่ง บางอำเภอถูกแบ่งออกเป็น 3 เขตก็มี ขณะเดียวกัน ผลของการที่เขตเลือกตั้งมีการแบ่งแบบไม่เป็นธรรมนี้ทำให้เกิดบัตรเสียเพิ่มมากขึ้น

เรื่องต่อมาที่เราเสนอคือ เรื่องหมายเลขของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคเบอร์เดียวกัน โดยเรามีการเลือกตั้งด้วยระบบบัตร 2 ใบที่ชัดเจน ครั้งแรกเมื่อปี 2544 การเลือกตั้งครั้งนั้นทำให้ระบบพรรคการเมืองแข็งแรง และทำให้สภาอยู่ครบวาระ 4 ปีเต็ม ไม่ขาดแม้แต่วันเดียว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ต่อมาปี 2554 ก็มีการใช้ระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ เบอร์ผู้สมัครและพรรคเบอร์เดียวกัน ทำให้พี่น้องประชาชนจำง่าย บัตรเสียก็น้อย ผมในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร เวลาไปหาเสียงเลือกตั้ง ถ้าส.ส.เขต เป็นเบอร์หนึ่ง แล้วพรรคการเมืองที่เราสังกัดเป็นอีกเบอร์หนึ่ง พี่น้องประชาชนจะสับสนมาก

Advertisement

“และผมต้องเรียนท่านประธานไปถึงส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าท่านจะสอบตกเยอะ เพราะเวลาส.ส.เขตไปหาเสียง โดยธรรมชาติ ถ้าเป็นคนละเบอร์ คนจะถามว่า ผู้สมัครเบอร์อะไร เราก็จะบอกเบอร์ของเรา ส่วนเบอร์ของพรรคใครจะไปบอกเขาก็กลัวประชาชนสับสน กลับบัตรจะเสีย เราก็ต้องรักตัวเองก่อน นี่คือข้อเสียของการที่เบอร์ส.ส.เขต และเบอร์พรรคการเมืองไม่เหมือนกัน จึงต้องขอฝาก กมธ. ได้นำเรื่องเบอร์เดียวกันทั้งคน ทั้งพรรคนี้ไปพิจารณา แลขอความกรุณาสมาชิกรัฐสภารับร่างของพรรคพท.เข้าไปด้วย” นายยุทธพงศ์ กล่าว

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งทำลายระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้กกต.ต้องเอาจริงเอาจัง และกมธ.ต้องเขียนกฎหมายให้กกต. ต้องมีความเข้มข้นในการปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียง ถ้าเจ้าหน้าที่ของกกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่พยายามดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ผู้สมัครก็ต้องมีสิทธิฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ และกกต.ด้วย อีกประเด็น คือเรื่องการคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่างที่พรรคพท. เสนอ ให้เอาคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมือง หารด้วย 100 คน พรรคไหนได้คะแนนมากก็ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาก ซึ่งตรงนี้ยุติธรรม เพราะประชาชนเลือกพรรคไหนเยอะ ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมากก็จะยุติธรรม

“แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กลับเป็นพรรคไหนที่ได้ ส.ส.เขตเยอะแล้ว ห้ามได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ ท่านประธานอยู่การเมืองมานาน เคยเห็นมีครั้งไหนมีแบบนี้ไหม เพราะแบบนี้เป็นการทำให้การเมืองถอยหลังเข้าคลอง และเห็นปัญหาที่เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยที่ทำให้ระบบพรรคการเมือง และการเมืองอ่อนแอ ผมจึงขอฝากในชั้นกมธ. ขอให้เอาข้อทักท้วงของผม ไปเขียนไว้ในร่างกฎหมายประกอบว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ให้ดีที่สุด เพื่อเราจะได้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป” นายยุทธพงศ์ กล่าว

จากนั้น เวลา 16.55 น. นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขึ้นชี้แจงว่า การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีการพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา 90 ของรัฐธรรมนูญประกอบกับมาตรา 49 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากมาตรา 90 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่าพรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ ซึ่งการพิจารณาว่ากรณีใดเป็นกรณีที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อแล้ว จำเป็นต้องพิจารณาในบทบัญญัติมาตรา 48 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งในมาตรา 48 กำหนดว่าในการสมัครรับเลือกตั้งให้ผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เรียงตามลำดับเลขที่หลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้ง ที่ผู้อำนวยการรับเลือกตั้งประจำเขตออกให้ ฉะนั้น เมื่อพิจารณาสองมาตรานี้ประกอบกันจึงสรุปได้ว่าการจะถือว่าการสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตแล้ว ผู้สมัครผู้นั้นจึงจะต้องมีหลักฐานการสมัครและมีหมายเลขประจำตัวผู้สมัครตามมาตรา 48 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.แล้ว