‘อาคม’ เผยปมขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย ไม่กระทบส่งออกอาเซียน ยัน อัตราว่างงานลดลงตามลำดับ

‘อาคม’ เผย ความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย ไม่กระทบการส่งออกอาเซียน ชี้ GDP อาจมีการปรับตัวสูงขึ้น แจง 5 เดือนแรกเงินคงคลังลดลง แต่มั่นใจยังพออยู่ พบอัตราว่างงานลดลง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการแถลงข่าวมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมแถลงด้วย

นายอาคมกล่าวว่า ในส่วนกระทรวงการคลังที่ดูแลเรื่องฐานะการเงินของประเทศ อยากจะเรียนว่าเมื่อปี 2563-2564 เราประสบกับการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 แนวนโยบายในการบริหารโควิด-19 ก็เดินคู่กับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ เราพยายามจะรักษาสมดุลตรงนี้ไว้ เห็นได้จากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ GDP แต่ละไตรมาสที่ดีขึ้นตามลำดับ แม้ว่าจะมีโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนก็ตาม แต่ความรุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์เดลต้า เพราะฉะนั้นกิจกรรมธุรกิจต่างๆ ยังสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องได้

นายอาคมกล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นช่วงปี 2564 คือการค้าขายระหว่างประเทศ หรือการส่งออกได้รับผลกระทบส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2563-2564 ประเด็นที่สำคัญคือเรื่อง Global supply chain disruption เรื่องของผลกระทบต่อวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากโรงงานต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันในฐานะที่เป็นผู้ป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรม ปัจจุบัน Global supply chain ได้มีกันทั่วโลก อุตสาหกรรมรถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งผลกระทบเกิดจากการติดเชื้อภายในโรงงานในประเทศต่างๆ ทำให้ต้องมีการหยุดผลิตและส่งวัตถุดิบต่างๆ ให้ นั่นคือ Global supply chain disruption ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดความชะลอตัวในการผลิตในปี 2563 อย่างชัด แต่สถานการณ์ก็ดีขึ้นเนื่องจากมีการป้องกันในระดับโรงงาน (Factory Quarantine)

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“สิ่งที่เราเห็นคือภาคการส่งออกปี 2564 ปรับตัวดีขึ้น มีการเติบโตในมูลค่าดอลลาร์ประมาณ 17-20 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าปีนี้ตัวเลขของการขยายตัวภาคการส่งออกจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ โดยตัวเลข 2 เดือนอยู่ที่ 8 เปอร์เซ็นต์ ประเด็นสำคัญคือการเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจแต่ละครั้งนั้นสิ่งที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจของเราสามารถเดินต่อได้มี 2 เรื่อง คือเรื่อง ภาคเกษตร เป็นภาคที่สำคัญ เพราะกระทบต่อรายได้ของประชาชน กับเรื่อง การค้าขายชายแดน ซึ่งผมได้ลงไปในพื้นที่ชายแดนหลายจังหวัดพบว่าช่วงโควิด-19 นั้นการขนสินค้าข้ามแดนไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนของเรายังพึ่งพาสินค้าอุปโภค-บริโภคกันอยู่” นายอาคมกล่าว

Advertisement

นายอาคมกล่าวว่า ฉะนั้น ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2565 นั้น 1.ภาคการส่งออก เรายังสามารถขยายตัวได้ 2.แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายงบประมาณปี 2565 กับเรื่องการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่ได้หยุดชะงัก รัฐบาลและกระทรวงการคลังมีการติดตามการใช้จ่ายโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณแผ่นดินและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ขณะเดียวกันก็มีความเป็นห่วงว่าผลจากการปรับอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารพาณิชย์ของเราจะมีผลต่อภาคเอกชน

“ที่จริงแล้วในภาคเอกชนนั้นมีการระดมทุนไว้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกหุ้นกู้ต่างๆ ของบริษัทที่อยู่ในตลาดและนอกตลาดในปี 2564 ก็มีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเรื่องการลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทั้งค่ายรถที่มีอยู่และค่ายใหม่” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวต่อว่า เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจมี 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องปริมาณ และ ราคา เรื่องปริมาณไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่เพราะเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเองและภาคเอกชน อีกทั้งภาคการส่งออกเราก็ยังไปได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือของเสถียรภาพด้านราคา เพราะฉะนั้น GDP ของเรามาจากปริมาณกับราคา ในเรื่องของราคาอาจมีการปรับตัวสูงขึ้นบ้าง มาจากหมวดอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยจากต่างประเทศ ที่สำคัญคือการจะรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเรื่องราคา คงจะมีมาตรการที่ต้องอธิบายกันต่อไป

นายอาคมกล่าวว่า เรื่องเสถียรภาพมี 2 ด้าน คือ ด้านการคลัง และ ด้านการเงิน ด้านการคลังคงดูจากการบริหารรายได้-รายจ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของราชการซึ่งดูได้จากฐานะทางการคลังของรัฐบาล ตัวเลขล่าสุดใน 5 เดือนแรกของปีงบประมาณนั้นระดับอัตราเงินคงคลังของเราที่ปลายงวดอยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท ลดลงมาบ้าง แต่เป็นไปตามเรื่องขาดดุลงบประมาณ ซึ่งในปี 2565 เราตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ที่ 7 แสนล้านบาท มาจากการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ

“จะเห็นว่าใน 5 เดือนแรกมีการกู้เงินประมาณ 394,000 ล้านบาท การกู้เงินในส่วนนี้เป็นไปตามสภาพการใช้จ่าย ทั้งนี้ การบริหารด้านรายจ่ายก็ดูความพร้อมของโครงการต่างๆ นอกเหนือจากหมวดรายจ่ายประจำ รัฐบาลมีข้อผูกพันที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่เรื่องการลงทุนขึ้นอยู่ที่ความพร้อมในการจะเริ่มต้นโครงการ” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวอีกว่า ในส่วนของเงินคงคลังในช่วง 5 เดือนแรก สังเกตว่าจะลดลงไปบ้าง อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ที่กำหนดไว้คือสภาพคล่องของเงินคงคลังจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนล้านบาท เป็นระดับที่เราคิดว่ามีความเพียงพอ มั่นคง และมีเสถียรภาพ ประเด็นปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่เรื่องของการดูแลราคาสินค้าเป็นหลัก ในช่วงระยะสั้นๆ เป็นเวลา 3 เดือน และอาจจะดูต่อไปอีก ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

“เพราะฉะนั้นประเด็นอัตราเงินเฟ้อก็คงเป็นมาตรการในระยะสั้นที่จะต้องดูแลเรื่องการลดต้นทุนในทางที่หนึ่ง กับเรื่องการช่วยเหลือในเรื่องค่าครองชีพต่างๆ ต้องมุ่งเป้าไปในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริงๆ เป็นเรื่องที่จะดำเนินการใน 10 มาตรการ และเรื่องของเงินสำรองระหว่างประเทศก็ยังมีความเข้มแข็งอยู่ในระดับประมาณ 2 แสนกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ส่วนเรื่องอัตราการว่างงานก็เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตโดยตรง จะพบว่าอัตราการว่างงานลดลงโดยลำดับ เพราะเราเริ่มเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคท่องเที่ยวและบริการด้านการท่องเที่ยว” นายอาคมระบุ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image