หน้าแรก การเมือง เครือข่ายปชช....

เครือข่ายปชช.เพื่อประชาธิปไตย ชวนแบนงาน 30 ปี พฤษภา 35 เรียกร้องนักวิชาการต่างชาติงดร่วมเวที

8.05.22 | 15:10 น.

สืบเนื่องกรณี นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เผยแพร่แถลงการณ์ ‘ประณามการบิดเบือนเจตนารมณ์วีรชนเดือนพฤษภา 35’ ในคืนวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีเนื้อหาระบุถึงการไม่เห็นด้วยต่อการเชิญ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าร่วมงาน โดยมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคุณค่าความเสียสละชีวิตของวีรชน  (อ่านข่าว ล่าชื่อแถลงประณามงาน ‘รำลึก 30 ปีพฤษภา 35’ บิดเบือนเจตนารมณ์วีรชน ปมเชิญ ‘บิ๊กป้อม-อภิสิทธิ์’)

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People’s Network for Democracy: PNP) เผยแพร่แถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเชิญชวนกลุ่มองค์กรต่างๆ ร่วมกันลงชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงไม่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว รวมถึงเรียกร้องไปยังนักวิชาการชาวต่างชาติด้วย

ความดังนี้

[เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People’s Network for Democracy: PNP) ขอเชิญกลุ่ม องค์กร ต่างๆ ร่วมกันลงชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงไม่เข้าร่วมกิจกรรมการรำลึกวีรชนพฤษภาคม 2535 ในเวทีเดียวกันกับผู้มีบทบาทในการสังหารประชาชนในเหตุการณ์เมษายนและพฤษภาคม 2553 และผู้มีส่วนร่วมและสนับสนุนในการรัฐประหาร 2549 และ 2557 และขอเรียกร้องนักวิชาการชาวต่างชาติงดเข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย]

เรียน เพื่อนนักกิจกรรม นักต่อสู้และนักวิชาการ

Advertisement

พวกเราในนามของ เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People’s Network for Democracy: PNP) ใคร่ขอร้องให้ท่านทั้งหลายได้ทบทวนการเข้าร่วมกิจกรรมและเวทีวิชาการของการรำลึก 30 ปี ของการลุกขึ้นสู้เดือนพฤษภาคม 2535 ในประเทศไทย พวกเราผิดหวังและรู้สึกจำเป็นที่ต้องเรียนให้ท่านทราบว่าบรรดาผู้กล่าวสุนทรพจน์และผู้ร่วมกิจกรรมบางท่านมีจุดยืนต่อต้านประชาธิปไตย และหลายคนมีส่วนร่วมในการสังหารประชาชนในการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 อีกด้วย

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำคนสำคัญของการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมระหว่างการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 99 คน บาดเจ็บกว่าสองพันคน ในหลายๆ กรณีศาลได้ชี้ชัดว่าเป็นการตายที่เกิดจากปฏิบัติการของทหาร และจนถึงบัดนี้ไม่ได้มีความพยายามที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านใดๆ เลย หลังจากการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 พลเอกประวิตรยังสร้างระบอบเผด็จการแบบมีการแข่งขันเลือกตั้ง (competitive authoritarian regime) ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งอนุญาตให้มีการแข่งขันเลือกตั้ง แต่พวกเขาสามารถ “ขโมยชัยชนะ” ในการเลือกตั้งโดยอาศัยวุฒิสมาชิกที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งอีก 250 คน ในรอบหลายปีมานี้ พลเอกประวิตรมีบทบาทอย่างสำคัญในการกดขี่ขบวนการสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชนอย่างสำคัญ เขายังเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับมิน อ่อง หล่าย ผู้ทำการรัฐประหารของเมียนมา ผู้ฉวยเอาอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ซึ่งพวกเผด็จการทหารพม่าได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติโดยใช้กองกำลังทหารสังหารและต่อสู้กับพลเมืองของตัวเอง ความร่วมมือระหว่างพวกเขาปรากฏให้เห็นยได้ชัดทั้งในด้านการต่างประเทศและการทหาร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุมในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เขาได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนื่องจากการสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ แม้จะไม่มีเสียงข้างมากในคราวแรกก็ตาม หลังการสังหารหมู่ประชาชนในช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 เขาไม่เคยแสดงท่าทีเสียใจใดๆ เลย แถมยังให้สัมภาษณ์กับรายการ BBC ว่า “โชคร้ายที่มีคนตายบางส่วน”

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD หรือพวกเสื้อเหลือง) นายกษิตมีบทบาทในการร่วมยึดสนามบินนานาชาติดอนเมืองและสุวรรณภูมิ นายกษิตได้รับรางวัลตอบแทนเป็นเก้าอี้รัฐมนตรีและมีบทบาทในการแก้ต่างให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อประชาคมนานาชาติ

นายพิภพ ธงไชย เป็นทั้งแกนนำของพวกพันธมิตรและเสื้อเหลือง และขบวนการ กปปส. ซึ่งเป็นขบวนการต่อต้านประชาธิปไตยที่ใหญ่และกว้างขวางที่สุด และมีส่วนทำให้เกิดการรัฐประหารในปี 2549 และ ปี 2557 สร้างความถดถอยแก่ประชาธิปไตยของไทย เขาไม่เคยกล่าวแสดงความเสียใจต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางของพวกคณะรัฐประหารเลย

บุคคลเหล่านี้จึงเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด (perpetrators) ต่อความถดถอยของสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชนโดยไม่ต้องสงสัย และคนพวกนี้ใช้กฎหมายบังคับขัดขวางการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2549 โดยเฉพาะพลเอกประวิตรเองซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายประชาธิปไตยของไทย แต่ยังสมคบคิดกับพลเอก มิน อ่อง หล่ายทำให้เกิดความไม่มั่นคงในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

ดังนั้น พวกเราจึงใคร่ขอร้องให้ท่านพิจารณาทบทวนพิธีกรรมและกระบวนการฟอกขาวที่ไร้ยางอายนี้ด้วย

ด้วยความสมานฉันท์

เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

(People’s Network for Democracy: PNP)

ทั้งนี้นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวกับ ‘มติชน’ ถึงประเด็นดังกล่าวว่า การออกแถลงการณ์วิจารณ์ร่างกำหนดการงานรำลึก 30 ปีพฤษภาประชาธรรม ที่ระบุว่ามีการเชิญพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ตนขออนุญาตชี้แจงแทนคณะกรรมการจัดงาน 30 ปีพฤษภาประชาธรรมว่า น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดเพราะเป็นแค่ร่างกำหนดการภาษาอังกฤษที่ฝ่ายต่างประเทศใช้ประสานงานติดต่อวิทยากรจากต่างประเทศมาร่วมสัมมนา ซึ่งปกติจะไม่เผยแพร่กำหนดการทางสาธารณะ หากยังไม่ได้เข้าประเทศมา เพื่อปกป้องการเดินทางเพราะอาจจะถูกแบล็คลิสต์หรือห้ามเข้าประเทศได้ แต่ก็มีคนเผยแพร่ไปแล้ว (อ่านข่าว เลขากก.ญาติวีรชนแจงปมวิพากษ์งาน 30 ปีพฤษภา 35 เชื่อ ‘เป็นเรื่องเข้าใจผิด’ จากร่างกำหนดการ ‘ภาษาอังกฤษ’)