‘พิธา’ อัดงบ’66 เหมือนช้างป่วย ชี้ปีนี้ช่วงจุดเปลี่ยน ต้องจัดงบสร้างความหวัง

31.05.22 | 14:28 น.

‘พิธา’ อัดงบ’66 เหมือนช้างป่วย ห่วงรายจ่าย ขรก.เกษียณทะยาน ไม่เหลือพัฒนาประเทศ ชี้ปีนี้เป็นช่วงจุดเปลี่ยน ต้องจัดงบเพื่อสร้างความหวัง

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 31 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ มีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.18 ล้านล้านบาท วาระที่ 1 รับหลักการ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า ตนคิดว่าเป็นปีนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูประเทศ ปีแห่งความหวังที่ประชาชนจะลืมตาอ้าปาก และเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ในแง่ของโควิด-19 จากช่วงที่มีอัตราการติดเชื้อตอนนี้ลดลง และการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ในเรื่องของการเมืองและการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้ง กทม. เห็นได้ชัดว่าประชาชนมีความหวังมากที่สุดในรอบทศวรรษและในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งใหญ่

นายพิธากล่าวว่า ที่สำคัญคือการมีผู้นำที่มาจาก คสช.ปี 2557 ที่แม้ในเดือนสิงหาคมจะมีการตัดสินว่าครบ 8 ปี หรือไม่ครบ 8 ปี แต่ตนเชื่อว่าอำนาจและความชอบธรรมของพวกเขา จะปลาสนาการออกไปจากจิตใจของประชาชนไป ฉะนั้น ในจังหวะที่ประชาชนกำลังมีหวังอย่างนี้ น้ำกำลังขึ้นต้องรีบตักแบบนี้ ปีนี้จึงเป็นปีที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ หากน้ำขึ้นแล้วกระบวยเราเล็กก็จะตักน้ำได้ไม่เยอะ เราจึงต้องลงทุนเพื่อให้กระบวยของเราใหญ่ขึ้น ถ้าเราจัดงบประมาณดี ประเทศไทยจะทะยานไปอีก 10 ปีข้างหน้า นี่คือจุดตัดและจุดเปลี่ยนของประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

นายพิธากล่าวว่า ในกรณีที่พิเศษนี้ ปีนี้จึงต้องอภิปรายที่โครงสร้างของงบประมาณ เราต้องพูดกันถึงต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีความหวังอีกครั้ง โดยจะเริ่มต้นที่บทสรุปผู้บริหาร ปีนี้เป็นงบประมาณช้างป่วยที่ปรับตัวไม่ได้ เมื่อรายได้ผันผวน รายจ่ายแข็งตัว การกู้ก็จะหลุดกรอบ ในส่วนของรายได้ เราเก็บได้ประมาณ 2.49 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จึงต้องกู้เพิ่มอีก 6.95 แสนล้านบาท เมื่อนำมารวมกันเป็นรายจ่ายจะเป็น 3.185 ล้านล้านบาท ปัจจัยเสี่ยงคือการเก็บภาษีลดลง มีการพึ่งพาเค้าโครงเศรษฐกิจแบบเดิม เน้นที่อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 40% แรงงานทั้งประเทศ 40 ล้านคน แต่มีแค่ 4 ล้านคนที่เสียภาษี ในเรื่องของการกู้เงินมีปัจจัยเสี่ยงคือ ภาวะเงินเฟ้อสูง ทำให้อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

“งบสูงที่สุดในปีนี้คืองบเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญของข้าราชการกว่า 3 แสนล้านบาท สูงเท่ากับกระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลเด็กทั้งประเทศ จึงเป็นปัญหาช้างป่วยที่ปรับตัวไม่ได้ พูดให้เห็นภาพคือมีเงิน 100 บาท แต่เสียไปแล้ว 40 บาท เพื่อใช้ไปกับรายจ่ายของบุคลากรของราชการ ส่วนเงินที่เหลือก็ถูกใช้จ่ายกับอดีต ไม่ใช่เพื่ออนาคต ทั้งการจ้างข้าราชการในอดีต นโยบายในอดีต เหมือนมีเงิน 100 บาท แต่หมดไปแล้วกว่า 70 บาท เหลือเพียง 30 บาท ที่จะใช้แก้ไขปัญหาในอนาคต” นายพิธากล่าว

นายพิธากล่าวว่า รายได้ของประเทศตั้งแต่ปี 2562-2564 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเก็บภาษีทั้ง 5 ประเภทหลุดเป้ามาตลอด ทั้งที่ต้องหาแหล่งรายได้ใหม่มาใช้กับประเทศ ทำให้ต้องกู้เงินมาเพิ่ม ปี 2563 สำนักงบประมาณของรัฐสภาพบว่า 3 ใน 4 เป็นงบประจำ ทำให้ต่อให้เกิดวิกฤตอย่างไรก็จะไม่ตอบสนอง หรือโอกาส เป็นโครงสร้างงบที่น่ากลัวและเป็นยาขมที่ต้องกลืน สรุปโครงสร้างรายจ่าย คือสมมุติมีเงิน 100 บาท 40 บาท หมดไปกับรายจ่ายบุคลากร 10 บาท สำหรับชำระหนี้และดอกเบี้ยเก่า 10 บาท หมดกับสนับสนุน อปท. 7 บาท หมดไปแล้วกับสวัสดิการประชาชนที่เป็นนโยบายในอดีต 5 บาท หมดไปกับภาวะผูกพันในอดีต เหลืออีก 29 บาท ที่จะใช้เป็นกระบวยในการตักน้ำของเรา

นายพิธากล่าวอีกว่า สำหรับในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา งบบำนาญเพิ่มขึ้น 2 เท่า คือปี 2557 งบบำนาญอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท ปี 2564 อยู่ที่ 3 แสนล้านบาท ปี 2566 อยู่ที่ 3.229 แสนล้านบาท และปี 2580 จะขึ้นไปถึง 7 แสนกว่าล้านบาท ปีนี้มีข้าราชการเกษียณ 8 แสนคน และในปี 2580 จะมีถึง 1.2 ล้านคน แล้วจะเอาเงินมาจากไป เราจึงต้องคิดว่ารัฐราชการช้างอุ้ยอ้ายนี้จะแก้ไขอย่างไร

“การชำระหนี้กับเงินที่กู้ที่ผ่านมาเป็นปัญหาคือใครเป็นคนกู้ และสามารถเปลี่ยนจากหนี้สินเป็นทรัพย์สิน หรือรายได้ได้หรือไม่ ดังนั้น จึงเหลืองบประมาณไม่ถึง 1 ล้านล้านบาท ที่จะนำมาใช้ฟื้นฟูประเทศ เราจึงต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรม แต่เมื่อดูในรายละเอียดของการใช้งบ ปรากฏว่างบภาคการเกษตร 7.9 หมื่นล้านบาท 5.7 หมื่นล้านบาท เป็นการชำระหนี้ในนโยบายประกันราคา และจำนำ และย้อนหลังไปถึงปี 2551 เป็นงบไม่ตรงปก ในแผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 2.7 หมื่นล้านบาท ต้องใช้หนี้ ธ.ก.ส.ย้อนหลังไปถึงปี 2551 กว่า 8.4 หมื่นล้านบาท มากกว่าที่ตั้งไว้ งบกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องสร้างซอฟต์เพาเวอร์ ทำให้วัฒนธรรมของประเทศได้รับการเผยแพร่ แต่มีงบในส่วนนี้แค่ 60 ล้านบาทเท่านั้น ดูแล้วก็เศร้าใจ ซึ่งคงไม่สามารถทำให้สิ่งที่เราพูดเกิดขึ้นได้จริง

“สุดท้ายถ้าประเทศจะมีความหวังต้องมีความเป็นธรรม ที่เห็นได้ชัดคือการเอาอีอีซีมาชนกับเอสเอ็มอี ที่อีอีซีได้งบ 1.1 หมื่นล้านบาท ที่นักลงทุนต่างชาติได้รับประโยชน์ ส่วนเอสเอ็มอีได้งบ 2.7 พันล้านบาท ทำให้เห็นว่าละเลยทุนคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเห็นได้ชัด จะทำให้ประเทศและการฟื้นฟูเศรษฐกิจเกิดขึ้นไม่ได้” นายพิธากล่าว

นายพิธากล่าวว่า การทำงบประมาณแห่งความหวังต้องทำงบประมาณที่กระจายไม่กระจุก เป็นงบประมาณที่มาจากข้างล่าง เป็นงบประมาณที่ข้างนอกมาหาเรา หมายความว่า การกระจายอำนาจที่กระจุกอยู่ เพราะรายได้สุทธิอยู่ที่ อปท. แบ่งเป็น 70 ต่อ 30 ทำให้ อปท.มีรายได้อยู่ 7 แสนล้านบาท แต่พรรค ก.ก.คิดว่าตัวเลขควรจะเป็น 50 ต่อ 50 จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านล้านบาท จะทำให้ อปท.มีเงินนำไปแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด ล่างขึ้นบน ไม่ใช่บนลงล่าง คือการยกระดับเอสเอ็มอี และนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าใส่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

“แต่เรามี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็น Chief Technology Officer หรือประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี จึงไม่น่าแปลกใจที่คลาวด์ของ กอ.รมน.มากกว่าคลาวด์ของหน่วยงานอื่นในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ผมไม่สามารถรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฉบับนี้ได้” นายพิธายืนยัน