แนวร่วม มธ. แถลงสนั่นลานพญานาค ยันเจตจำนง 3 ข้อเดิม เพิ่ม ‘6 หลักคิด’ ชูเลือกตั้ง สู่หลักชัย
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ลานพญานาค ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมกับเครือข่าย จัดกิจกรรม ‘10 สิงหา ประชาธิปไตยต้องไปต่อ’
อ่านข่าว : พรึบ! ลานพญานาค มธ.รังสิต แห่ฟังปราศรัย #ม็อบ10สิงหา
‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ ชวนแลนด์สไลด์ไล่ประยุทธ์ เยาวชนพ้อ ตกเป็นทาสสมัยใหม่ กำไลอีเอ็มคือโซ่ตรวน
ลานพญานาคเดือด! ปราศรัยเมินอำนาจกดขี่ ขอสู้เพื่อ ปชต. ยืนหยัดไม่ศิโรราบ
โดยบรรรยากาศ เวลา 20.37 น. ตัวแทน แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยเครือข่าย อ่านแถลงการณ์ “10 สิงหาประชาธิปไตยต้องไปต่อ” กลางลานพญานาค
สำหรับแถลงการณ์ 10 สิงหาประชาธิปไตยต้องไปต่อ มีเนื้อหา ดังนี้

นับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาในช่วง 14 ตุลา 2516 การเคลื่อนไหวในช่วง 6 ตุลาคม 2519 เรื่อยมาจนกระทั่งการเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารของคสช. รวมไปถึงการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในหมู่นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชนในปี 2563 การต่อสู้เหล่านี้แม้บ่อยครั้งจะเริ่มต้นขึ้นในพื้นที่มหาวิทยาลัย แต่ถึงที่สุดผลลัพธ์แห่งการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาได้ส่งผลสะเทือนออกไปในวงกว้าง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมคือผลลัพธ์ที่ก่อตัวขึ้นมันคือความจริงที่ไม่อาจถูกปฏิเสธนักเรียน นิสิต นักศึกษา พวกเขา คือส่วนหนึ่งของสังคม และดอกผลแห่งการต่อสู้ของพวกเขา คือหนึ่งในแรงสนับสนุนรากฐานของสังคมประชาธิปไตย
ย้อนกลับไปในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ ที่แห่งนี้ จิตวิญญาณแห่งนิสิตนักศึกษา ได้ถูกปลุกขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พวกเรานักศึกษาและประชาชนได้มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้เพื่อเรียกร้องและใฝ่ฝัน ถึงอนาคตของสังคมที่ดีกว่า พวกเราประกาศการต่อสู้ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ เพื่อหวังจะเห็นสังคมไทยที่ประชาชนเสมอภาค และอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่แนวทางการต่อสู้และข้อเรียกร้องของพวกเราได้ถูกชูขึ้นต่อหน้ารัฐบาล และผู้มีอำนาจท แน่นอนว่าตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงจำนวนมากเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังดำรงอยู่
วันนี้พวกเรานักศึกษาและประชาชนจึงได้มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อประกาศเจตจํานง ยึดมั่น และยืนยันใน 3 ข้อเรียกร้องซึ่งประกอบด้วย
1) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและองคาพยพ ต้องลาออก
2) ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
3) ปฏิรูปสถาบัน

ภายใต้ช่วงเวลาของการต่อสู้ที่ยาวนาน แน่นอนว่าความท้อแท้และความเหนื่อยล้วย่อมเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ มันเป็นเรื่องปกติของการต่อสู้ที่ยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อพวกเรากำลังต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่ที่สุด และฝังรากลึกอย่างมหาศาลในสังคมไทย แม้มันจะดูเหมือนการเดินทางในพื้นที่เวิ้งว้างและปราศจากจุดสิ้นสุด
แต่อย่างไรก็ดี พวกเราขอยืนยันว่าในความเป็นจริงนั้น ชัยชนะจำนวนมาก ทั้งที่ถูกพูดถึงและยังไม่ถูกพูดถึงในวันนี้ ทั้งหมดคือขอยืนยันว่า พวกเราไม่ได้กำลังเดินอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า แต่พวกเรากำลังมุ่งใกล้เป้าหมาย พร้อมๆ กับปักหลักชัยไปตลอดเส้นทาง การต่อสู้ของเรา ทั้งหมดนี้คือข้อยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมถึงความสำเร็จ ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องของพวกเรา
แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงในสังคมประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาชั่วข้ามคืน และแม้จะมีบางส่วนที่ขบวนการเคลื่อนไหวยังสำเร็จไม่พอ แต่ในวันนี้พวกเราขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่าน ลองนึกย้อนกลับไป ถึงวันนี้เมื่อ 2 ปีก่อนคือวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ปี สังคมการเมืองไทยในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงในวันนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหวนกลับ อำนาจทั้งหลายในสังคมถูกตั้งคำถาม ตั้งแต่อำนาจในระดับที่ใกล้ตัวที่สุด ไปจนกระทั่งอำนาจที่ไม่เคยถูกพูดถึง หรือแม้แต่อำนาจที่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหา ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากออกมาร่วมเรียกร้องและใฝ่ฝันถึงสังคมการเมืองที่ดีกว่า การเมืองที่ดีกว่าพวกเราขอยืนยันว่าสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี ในบรรดาความสำเร็จทั้งหลาย ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่งของการเคลื่อนไหวต่อสู้ คือความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของผู้คนในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและผลลัพธ์ของมันได้ผลิดอกออกผลแล้วในสังคมไทย ภาพสะท้อนที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร พวกเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ คือชัยชนะที่เกิดขึ้นจริง และมันจะบานสะพรั่งขึ้นอีกครั้งภายใต้การเลือกตั้งระดับชาติที่กำลังจะมาถึง
ดังนั้นแล้วในวันนี้พวกเราจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ให้พิจารณาการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป การเลือกตั้งในครั้งนี้ มิใช่เพียงการออกมาใช้สิทธิเลือกผู้แทน หรือการเปลี่ยนแปลงตัวแสดงในสภา แต่เราขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ร่วมกันมองการเลือกตั้งในครั้งนี้ ในฐานะปฏิบัติการทางการเมือง อันเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่สุด ที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนจะออกมารวมพลังพร้อมกัน เพื่อเป็นประตูบานแรกสู่การอภิวัฒน์ทางสังคมการเมืองอย่างแท้จริง

ดังนั้น เราจึงขอประกาศหลักคิด 6 ประการเพื่อเป็นรากฐานแก่ฝ่ายประชาธิปไตยในการนำเราสู่ชัยชนะในสนามการต่อสู้ครั้งนี้
1) การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งทั่วไป แต่มันคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในการเคลื่อนไหวต่อสู้ระลอกปัจจุบัน
2) การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการออกไปใช้สิทธิใช้เสียงทั่ว ๆ ไป แต่มันคือปฏิบัติการทางการเมืองในการแสดงอำนาจในเชิงจำนวนที่แท้จริงของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย
3) การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงคะแนนเสียง แต่คือตัวชี้วัดความเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อโดยรวมทั้งหมดของสังคมการเมืองไทย
4) การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่มันคืออาวุธในการกลับขั้วอำนาจทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งไม่มีอาวุธใดสามารถทดแทนได้
5) การเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้ง แต่เป็นการเปิดโครงสร้างโอกาสทางการเมืองและเป็นประตูบานแรกสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
6) การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้ง แต่มันคือหนทางเดียว ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปในทุกองคาพยพของสังคมอย่างแท้จริง
ดังนั้น การเลือกตั้งในครั้งนี้จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ แต่มันคือจุดเริ่มต้น คือหลักชัยแรกที่พวกเราฝ่ายประชาธิปไตย จำเป็นต้องได้มา เพื่อให้ความมุ่งหวังของพวกเรา ในการสร้างสรรค์สังคมแห่งประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค สามารถเกิดขึ้นได้จริงบนแผ่นดินแห่งนี้
สุดท้ายนี้ พวกเราขอประกาศอย่างเป็นทางการ ณ ที่นี้อีกครั้งว่า สนามการเลือกตั้งคือหลักชัยสำคัญที่สุดที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องได้รับชัยชนะ และชัยชนะจากการเลือกตั้งไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้
ดังนั้นแล้ว ในการชุมนุมใหญ่ครั้งหน้า เรามาดูแผนแนวทางของฝ่ายประชาธิปไตยร่วมกัน ว่าเราจะต่อสู้ต่อไปอย่างไรเพื่อให้ได้รับชัยชนะในสนามการเลือกตั้ง รวมถึงหลังได้รับชัยชนะแล้ว ก้าวถัดไปของเราคืออะไร เพื่อข้อเรียกร้อง 3 ข้อของพวกเรา สามารถสำเร็จได้อย่างแท้จริง
บรรยากาศเวลา 20.49 น. หลังจากตัวแทนผู้ปราศรัยอ่านแถลงการณ์จุดยืนการชุมนุมจบ ได้เชิญชวนประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมเปิดแฟลชและร่วมร้องเพลง เทียนหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อเพลงว่า
เทียนหนึ่งถูกจุดที่นี่
เทียนนี้ถูกจุดลุกไสว
เทียนนี้ถูกจุดที่ใจ
เปลวไฟถูกจุดขึ้นมา…
เปลวไฟแห่งเทียนลุกไหม้
เปลวไฟแห่งการศึกษา
เปลวไฟต่อสู่มายา
เปลวไฟกล้าท้าผองภัย…
บางครั้งเทียนกระพริบริบหรี่
เมื่อมีลมกระโชกโบกใกล้
บางครั้งเทียนแทบดับไป
แทบไม่อาจต้านลมแรง
ประชาที่เทียนส่องอยู่
เชิดชูอุดมการณ์กล้าแกร่ง
แม้เป็นเทียนน้อยด้อยแสง
แต่แฝงศรัทธาเรืองรอง
เทียนหนึ่งถูกจุดขึ้นใหม่
นำชัยแด่เราเพื่อนผอง
ประชาตั้งมั่นเรืองรอง
เราผองเดินหน้าเอาชัย
จากนั้น ผู้ร่วมชุมนุมทุกคนได้ชู 3 นิ้ว พร้อมตะโกนว่า ‘เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ’ จำนวน 3 ครั้ง

ต่อมาเวลา 20.55 น. วงสามัญชนได้ขึ้นเวทีทำการแสดง โดยเล่นเปิดเวทีด้วยเพลง รุ้ง ต่อด้วย เพลงเราคือเพื่อนกัน
จากนั้นเวลา 20.19 น. พิธีกรได้ประกาศยุติการชุมนุม

