กรณีอดีตตำรวจ ก่อเหตุกราดยิงจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ที่ จ.หนองบัวลำภู มีความเห็นจากนักวิชาการ ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องระบบของตำรวจและกองทัพ
รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ระบุว่า “ผู้ก่อการสูบยาบ้ามานาน แต่ยังคงรับราชการตำรวจ เพิ่งโดนไล่ออกปีที่แล้ว หลังเกิดเหตุ รองนายกฯตอบว่า จะให้ทำไง ก็เขาติดยา ส่วนนายกฯบอกให้ลดธงครึ่งเสา”
“ปัญหาที่เห็นคือยาเสพติดและปืน แต่รากปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ระบบของตำรวจและกองทัพ ปล่อยให้บุคลากรคลั่งทำร้ายประชาชน ”

ขณะที่ รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ระบุว่า
ปัญหามันคือตำรวจติดยาเสพติด ติดมายาวนาน ใช้อำนาจ และอภิสิทธิ์อาวุธของราชการ สร้างความรุนแรงมาโดยตลอด ยิงหมา ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้าน กับข้าราชการตำรวจด้วยกันเอง ใช้อารมณ์และความรุนแรงมายาวนาน และไม่เคยคิดว่าการเสพติดยาบ้าเป็นสิ่งที่ผิด
ตำรวจในหน่วยงานรู้เรื่องมาโดยตลอด แต่ไม่ทำอะไร สิ่งที่ผู้บังคับบัญชาจัดการกับปัญหานี้คือ ทำทัณฑ์บน เมื่อพบว่ายังเสพยาก็ใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการไล่ออกจากราชการ ตำรวจยังรู้ดีว่า ยาที่ตำรวจนายนี้ครอบครองนั้น ได้มาจากอดีตตำรวจอีกนายหนึ่ง ที่โดนไล่ออกจากราชการเช่นกัน
เหล่าตำรวจในหน่วยงาน ต่างพากันรู้สึก “ผ่อนคลาย” และ “ทำงานโดยไม่มีความหวาดระแวงต่อเพื่อนร่วมงาน” อีกต่อไป เมื่อตำรวจรายดังกล่าวได้ถูกจับกุมและย้ายออกจากบ้านพักไปแล้ว
นี่คือวิธีการที่ตำรวจไทย และรัฐไทย จัดการกับปัญหายาเสพติด และการติดยาเสพติด ไม่เคยมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาที่รากเหง้า และเป็นระบบอย่างจริงจังแต่แรก เมื่อเป็นปัญหาขึ้นมา ก็ใช้วิธีปัดออกไปให้พ้นตัว โยนระเบิดเวลาเดินได้ออกไปให้สังคม โดยที่รู้อยู่เต็มอกว่า ระเบิดเวลาเฮงซวยนี่ ไม่ได้มีแค่ลูกเดียว และโศกนาฏกรรมอัปลักษณ์ที่พรากชีวิตเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่นี่ ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

ส่วน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า
“ในสหรัฐอเมริกาการกราดยิงประชาชน หรือเด็กนักเรียนแม้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เท่าที่ผมทราบคือไม่มีสักครั้งที่คนลงมือจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ผู้ลงมือกราดยิงในประเทศไทย 2-3 ครั้งที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นทหารหรือตำรวจทั้งสิ้น
เหตุการณ์ที่หนองบัวลำภูผู้ลงมือคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะถูกให้ออกจากราชการแต่ก็ยังไม่นาน ส่วนที่นครราชสีมาเมื่อสองปีก่อนคนกราดยิงก็เป็น ทหาร แต่ที่หนองบัวลำภูน่าตกใจ และเศร้าสลดกว่ามาก เพราะนอกจากจำนวนผู้เสียชีวิตจะมากกว่าแล้ว ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงเด็กเล็กๆ แบบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครใจร้ายทำกับพวกเขาได้ลงคอแบบนี้
การที่คนก่อเหตุทั้งสองครั้งเป็นทหารและตำรวจ ไม่น่าจะเป็นเพียงปัญหาที่ตัวคนลงมือที่เครียดหรือติดยาเท่านั้น แต่น่าจะเป็นปัญหาบางอย่างภายในกองทัพและในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ต้องแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก
สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินจากรัฐบาล คือ จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีกได้อย่างไร และกองทัพสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะ ดูแลเจ้าหน้าที่ที่มีปืนไม่ให้เอาปืนมากราดยิงประชาชนและเด็กๆ อีกได้อย่างไร!
ขอแสดงความเสียใจต่อคุณพ่อคุณแม่และผู้สูญเสียทุกท่าน เราทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ครับ ขอให้เด็กๆ ทุกคนหลับให้สบาย และจากนี้ไปขออย่าให้มีเด็กคนไหนโดนกระทำอย่างนี้อีกครับ”

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- วิโรจน์ ชี้ถ้าแก้ปัญหานี้ ในวงการทหาร-ตร.ไม่ได้ ปชช.ก็ต้องเสี่ยงกับผู้ถืออาวุธต่อไป
- ชัชชาติ หดหู่เหตุกราดยิง ชี้สะท้อนปัญหาหมักหมม ต้องแก้จริงจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก
- ปริญญา เชื่อไม่น่าใช่แค่เรื่องยา ชี้จากโคราช-หนองบัวฯ สะท้อนปัญหาในระบบทหาร-ตร.

