‘ผจก.กองทุนฯ’ ตกใจ สภาผ่านร่าง ‘ไม่คิดดอกกู้ กยศ.’ หลังข่าวออก ยอดชําระหนี้ดิ่ง 26 % คาด อีก 2 ปี บัญชีติดลบ ต้องใช้งบฯแผ่นดิน ปีละ 2-3 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ซอยสุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาในหัวข้อ “หนี้ กยศ. : แก้กฎหมาย…แก้หนี้ แก้ถูกที่หรือยัง?” โดยมีวิทยากรเข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ นายวรุณ กาญจนภู รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย
บรรยากาศ เวลา 09.30 น. นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ได้กล่าวเปิดการสัมนาว่า คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง มีการพิจารณาศึกษาและติดตามในประเด็นต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมทางการศึกษา (กยศ.)ในวาระที่ 3 ทําให้หลายภาคส่วนในสังคมเกิดความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าว ดังนั้นคณะกรรมการชุดนี้ จึงได้จัดงานสัมนาครั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลให้วุฒิสภาประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า หากย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของ กยศ. ตั้งแต่ปี 2538 กยศ.ก่อตั้งด้วยงบประมาณแผ่นดิน และตั้งแต่ปี 2560 ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล เนื่องจากใช้วงเงินจํานวนเดิมที่รัฐบาลให้ และมาจากผู้ยืมรุ่นก่อนที่มีการใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ย และมีรายได้บางส่วนจากหนี้ปรับจากการชําระช้า ทําให้ กยศ.มีเงินเพียงพอในการดำเนินการ
“ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กยศ.มีผู้กู้ประมาณ 2.3 ล้านคนที่ผิดนัดชําระหนี้ เนื่องจากเหตุผลต่างๆ อาทิเช่น รายได้ไม่เพียงพอ ขาดวินัยทางการเงิน และขาดความรับผิดชอบ ในขณะที่ผู้กู้ไม่สามารถชําระหนี้ได้ มีสาเหตุจากการชําระหนี้ที่กําหนดให้ไว้เป็นรายปี ทําให้ผู้กู้จําเป็นต้องเก็บเงินรายเดือน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในช่วงใกล้ชําระหนี้ ในขณะที่ผู้กู้บางส่วนอาจมีรายได้ไม่เพียงพอ ทําให้การเก็บออมชําระเป็นรายปีจึงเป็นเรื่องยากและเป็นภาระอย่างยิ่ง การหาจุดสมดุลระหว่างความอยู่รอดของ กยศ.ในอนาคต และการแก้ไขปัญหากรณีผู้กู้ไม่สามารถชําระหนี้ให้กองทุนได้ จึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่เราต้องช่วยกันแก้ไข” นายศุภชัยกล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังนายศุภชัยกล่าวเปิดงาน นายลักษณ์ วจนานวัช รองประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ขึ้นดำเนินรายการ วงสัมนา “หนี้ กยศ. : แก้กฎหมาย…แก้หนี้ แก้ถูกที่หรือยัง?”
นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กยศ.ให้เงินกู้ไปแล้ว 6,400,000 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 700,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุน กยศ.เป็นกองทุนที่ให้กู้ยืมทางการศึกษา มีการเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า กยศ.เป็นกองทุนที่รัฐต้องให้ฟรี ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่
“ที่ผ่านมา อัตราการชําระหนี้ กยศ.ดีขึ้นตามลําดับ กว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท แต่วันนี้อยู่ที่ 23,000 ล้านบาท ในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา อัตราการชําระหนี้ลดลงมาเหลือ 20,000 กว่าล้านบาท แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าตกใจ เมื่อมีข่าวเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่าง พ.ร.บ. กยศ. ในวาระที่ 2 ที่ระบุว่าจะไม่มีดอกเบี้ยอีกต่อไป หลังจากที่ข่าวนี้ออกมา อัตราการชําระหนี้ลดลงไปถึง 26 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ ปีหน้าอัตราการชําระหนี้อาจเฉลี่ยลดลงไปถึง 1 ใน 3” นายชัยณรงค์ชี้

นายชัยณรงค์ยังกล่าวอีกว่า วันนี้สาเหตุของความยากจน คือสาเหตุแรกทําให้ผิดนัดชําระหนี้ สาเหตุที่ 2 คือการขาดวินัยทางการเงิน สาเหตุที่ 3 คือการขาดจิตสำนึก
“คําถามต่อมาคือ ลูกหนี้ กยศ.จนทุกคนไหม หากดูจากสถิติที่ทาง กยศ. ไปสืบทรัพย์บังคับคดี ในปี 2565 จากจํานวนลูกหนี้ 100,000 กว่าคน พบว่าในบรรดาผู้ที่ไม่จ่าย มีผู้มี่มีเงินฝากสูงสุดอยู่ที่ 30 ล้านบาท และมีผู้ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาทมากกว่า 500 คน ถ้าหากวันนี้ดอกเบี้ยของ กยศ.เป็น 0 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 2 ปีข้างหน้า กยศ.จะเริ่มมีตัวเลขบัญชีติดลบ เพราะทุกปีจะให้เงินกู้อยู่ที่ 40,000 ล้านบาทต่อปี มีรายรับอยู่ที่ 20,000 กว่าล้าน เท่ากับขาดหายไปปีละ 15,000 ล้าน เพราะฉะนั้น เราอาจจะต้องกลับไปใช้งบประมาณแผ่นดินในช่วงปี 2568 ซึ่งหากมีการให้กู้ยืมมาก แต่การชำระหนี้น้อยลง เราจําเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินปีละ 20,000-30,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจําเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินถ้าลูกหนี้ไม่จ่าย ถ้าเราสร้างจิตสำนึกให้มาจ่ายเงินกับ กยศ.ได้ การที่จะมีดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยตํ่าก็จะไม่ใช่ปัญหา” นายชัยณรงค์กล่าว


