ก้าวไกล-พรรคเป็นธรรม รุมจวกเหตุปะทะที่ปัตตานี ทำผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิต แนะปรับใช้นักเจรจามืออาชีพ ด้าน ‘รอมฎอน’ ย้ำ ต้องมีผู้ตรวจการกองทัพ มากำกับมาตรฐานการใช้กำลัง
จากกรณีที่เกิดเหตุปะทะที่ ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ ปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ต้องสงสัยลอบวางเพลิง และวางระเบิดสถานีบริการน้ำมันเมื่อเดือนสิงหาคม จนนำไปสู่การปะทะ และเสียชีวิตของผู้ต้องสงสัย 1 ราย รวมไปถึง นายเจ๊ะมูหามะยากี เจ๊ะเด็ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 จนถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปะทะเดือด ที่ อ.หนองจิก ปัตตานี คนร้ายตาย 1 ตร.ถูกยิง 2 ผู้ใหญ่บ้านโดนด้วย
- ฝ่ายปกครองยก ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ เสียสละเพื่อบ้านเกิด ร่วมจับคนร้ายที่ปัตตานี ถูกยิงเสียชีวิต
ล่าสุด ( 10 พ.ย.) นายรอมฎอน ปันจอร์ คณะทำงานยุทธศาสตร์และนโยบายชายแดนใต้/ปาตานี พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า ไม่ใช่กรณีแรกที่นำไปสู่การปะทะและการเสียชีวิต แต่เป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าไปช่วยราชการในการเจรจาต่อรอง ซึ่งในกรณีนี้คือผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ซึ่งจากข้อเท็จจริงเบื้องต้น และข้อสังเกตของประชาชนในที่เกิดเหตุ มีการตั้งข้อสงสัยต่อความได้สัดส่วนของการใช้กำลัง และการดูแลความปลอดภัยของพลเรือนในพื้นที่ที่มีการสู้รบ
“การให้ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปในจุดเกิดเหตุที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่มีเครื่องป้องกัน การที่พลเรือนไม่ได้ถูกกันออกมาจากพื้นที่อย่างเหมาะสม รวมถึงการควบคุมตัวนักกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่มาซักถามในช่วงระหว่างที่มีการปิดล้อมและพื้นที่ซึ่งมีการใช้กำลัง นำไปสู่คำถามจากประชาชนพื้นที่ว่ามีการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในจุดเกิดเหตุหรือไม่ และในอนาคตจะมีการนำพลเรือนเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการทหารในลักษณะนี้อีกหรือไม่”
นายรอมฎอน ระบุว่า การใช้กำลังให้มีความเหมาะสมกับกฎแห่งการใช้กำลัง การให้ความสำคัญกับชีวิตพลเรือนทั้งที่เข้าไปช่วยราชการ และประชาชนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ล้วนมีผลต่อความชอบธรรมในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในกรณีชายแดนใต้ ในอดีตเมื่อสาธารณชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในพื้นที่เกิดเหตุ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมา แต่ในระยะหลังกลไกในลักษณะนี้กลับมีลดน้อยลง
นี่คือเหตุที่พรรคก้าวไกล ได้เคยเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการให้มีการจัดตั้งผู้ตรวจการกองทัพ เป็นกลไกของพลเรือนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการทางการทหารและการดำเนินการตามกฎการปะทะหรือกฎการใช้กำลังที่เป็นที่กังขาของสาธารณชนให้มีความโปร่งใสและมีมาตรฐาน ซึ่งจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นต่อกรณีชายแดนใต้ ที่มีการใช้กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะกฎอัยการศึกที่ให้อำนาจและการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลแก่เจ้าหน้าที่สูงมาก อันเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่ข้อผิดพลาดและความหละหลวมในการใช้กำลังที่ผ่านมาโดยตลอด
นายรอมฎอน กล่าวว่า ในอนาคต การมีกลไกตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนเช่นนี้ จะทำให้การใช้กำลังในอนาคตจะอยู่ในกรอบที่ควรจะเป็นได้ ส่วนในระยะเฉพาะหน้านั้น เห็นว่าการปิดล้อมตรวจค้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ควรต้องมีการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพลเรือนมากขึ้น ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีอาวุธ หรือประชาชนทั่วไปในที่เกิดเหตุ และจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการกันคนออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเหล่านั้นมากขึ้น
“สิ่งที่จะเป็นประเด็นในอนาคตข้างหน้าก็คือ อาจจะไม่มีผู้นำชุมชนคนไหนยินยอมที่จะไปช่วยคุยหน้างานให้กับหน่วยงานที่ถืออาวุธอีกต่อไปแล้ว หากไม่มีการให้หลักประกันว่าพวกเขาจะปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างมาก ในกรณีที่ดอนรักนั้น สาธารณชนแทบจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวงล้อมและแนวปะทะ หลายกรณีที่ผ่านมาเราพบว่าผู้ที่ตกเป็นเป้าในการปิดล้อมมักจะสู้จนตัวตายและไม่ยอมที่จะมอบตัว ส่วนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเราก็แทบไม่รู้ว่าได้ยึดถือกฎการปะทะและใส่ใจต่อความปลอดภัยของพลเรือนมากพอหรือเปล่า เราจึงต้องให้มีกลไกมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้มีการดึงคนไปช่วยแล้วปรากฏว่ามีการใช้กำลังแล้วเสียชีวิต โดยที่ข้อเท็จจริงอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวเท่านั้น” รอมฎอน กล่าว
ด้าน นายกัณวีร์ สืบแสง ประธานยุทธศาสตร์ และรองหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ได้โพสต์ถึงกรณีดังกล่าวว่า “อย่าห่วงเรื่องความมั่นคงฯ จนละเลยความปลอดภัยของผู้ร่วมเจรจาต่อรอง เพราะผู้ร่วมเจรจาต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครองตามระเบียบปฏิบัติประจำ
เหตุการณ์ปิดล้อมตรวจค้นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ และวางระเบิดปั๊มน้ำมัน 17 จุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2565 มาหลบซ่อนตัวในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และนำมาซึ่งการเสียชีวิตของผู้ใหญ่บ้านผู้เข้าร่วมเจรจา และการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ 2 นายระหว่างการปะทะ รวมถึง การวิสามัญผู้ต้องสงสัยรายนี้ คงหลีกไม่พ้นการมองต่างมุมจากคนในพื้นที่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแน่นอน
ก่อนอื่นผมขอสดุดีท่านผู้ใหญ่บ้านเจ๊ะมูหามะยากี เจ๊ะเด็ง ผู้ใหญ่บ้าน ม.7 บ.ดอนรักจะรัง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และขอร่วมแสดงความเสียใจและอาลัยต่อครอบครัวท่านมา ณ ที่นี้ด้วยจิตคารวะครับ
ผมขอมองในมุมของผู้ที่อยากเห็นความสงบเกิดขึ้น และขอวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยิ่งมีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ หากสันติภาพที่ยั่งยืนยังไม่เกิด ซึ่งจะทำให้กระแสคลื่นกระทบทางความคิดสองด้าน คือ จากภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ที่ยังมองกันคนละมุม จะยิ่งทวีขึ้นทุกที เนื่องจากขาดความเชื่อใจระหว่างกัน อาทิ การที่ภาครัฐยังดำเนินการสร้างและคงอยู่ของด่านทั้งหลายเสมือนกับสิ่งของจำเป็นที่ต้องมีอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่เจ้าหน้าที่ยังตรวจ DNA แม้กระทั่งเด็กทารก เพื่อสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคงโดยไม่เคารพจารีตประเพณีระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของไทยเอง การที่หน่วยความมั่นคงยังขึ้นป้ายผู้มีคดีความมั่นคงที่เปิดเผยทั้งรูปพรรณสัณฐาน เลข 13 หลัก และชื่อนามสกุล เพื่อทั้งเป็นการกดดันและการประนาม แต่ยังบอกว่าสามารถทำได้ถึงแม้เป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนในครอบครัวที่ต้องอยู่กับความละอายและเกรงกลัวกับสิ่งต่างๆ การที่เยาวชนมลายูพยายามหาทางในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตนและกลับกลายเป็นภัยความมั่นคง เนื่องจากมีประเด็นธงกลุ่มขบวนการในการชุมนุมด้วย ฯลฯ
หากเพื่อนๆ ท่านใดไม่เคยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ขอขยายความว่า ท่านเชื่อเถอะ หากท่านต้องอยู่ในสถานที่ที่ท่านต้องเจอเจ้าหน้าที่ที่ถูกฝึกมาและพร้อมปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อาวุธสงครามตลอดเวลาเป็นเวลาติดต่อกันมานานนม และเค้ากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของท่านตั้งแต่ท่านต้องไปโรงเรียน ส่งลูกไปโรงเรียน เดินตลาด นั่งทานอาหาร เดินทางกลับบ้าน หรือแม้แต่อยู่ในบ้านยังสามารถถูกเคาะประตูบ้านได้ ท่านไม่มีความสุขหรอก และทุกคนที่ถูกฝึกอาวุธมา เชื่อผมอีกอย่าง พวกเค้าไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทำงานประชาสัมพันธ์ที่สามารถยิ้มแย้ม พูดจาใสๆ ได้ตลอดเวลา พวกเค้าคือผู้ถูกฝึกมาเพื่อการป้องกันประเทศจากอริราชศัตรู มิใช่มายืนยิ้มให้ทุกท่านมีความสุขกัน
ผมไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกท่านนะ เพราะทุกท่านมีภารกิจหน้าที่ที่ต้องทำ หากไม่ทำก็มีความผิดทั้งวินัยและถึงอาญา และเราก็คงต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในพื้นที่มันยังรุนแรงที่มีความจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงอย่างนี้ต่อไป เพื่อนๆ ลองดูสถิติของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 เป็นต้นมาจนถึงเดือนมีนาคม 2565 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรงกว่า 7,344 คน และบาดเจ็บ 13,641 คน รุนแรงมากนะครับ!!
จะทำให้สันติภาพที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในข้ามคืนมันคงเป็นไปไม่ได้ มันยังมีองคาพยพมากมายกว่าบทความอันนึงจะคลุมหมด แต่การที่จะทำให้สถิติการเสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะที่ยังคงมีต่อเนื่องโดยเฉพาะระหว่างการเจรจาต่อรองในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ลดลงนั้นทำได้ครับ
กระบวนการเจรจาต่อรองที่จะไม่ทำให้ชีวิตคนที่เกี่ยวข้องต้องสูญเสียสามารถทำได้ หลายครั้งในบริบทจังหวัดชายแดนใต้ เราเห็นการเอาญาติหรือผู้เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย และรวมถึงผู้นำชุมชน/ท้องถิ่นเข้าร่วมกระบวนการเจรจาด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งของการเจรจาต่อรองที่ขนาดงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ผมเคยทำมา ก็ถือปฏิบัติครับ แต่เรามีการป้องกันคนเหล่านี้ให้ถูกผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเรื่องระยะห่างของการเจรจา อุปกรณ์เครื่องมือทางเทคโนโลยีเพื่อช่วยใช้ในการเจรจา ตำแหน่งแห่งหนในการยืนระหว่างการเจรจาและเครื่องกำบัง และที่สำคัญคือเครื่องป้องกัน อาทิ เสื้อเกราะ/หมวกเหล็ก ต้องให้เค้าก่อน
แต่ที่เห็นมาหลายครั้งหลายครา คนเหล่านี้ที่ถูกเรียกเข้าร่วมการต่อรองเจรจายังไม่ได้ถูกปกป้อง และคุ้มครองตามระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) แต่อย่างใด ป้องกันเค้าเถอะครับอาวุธเค้าก็ไม่ได้ฝึก การปฏิบัติการทางยุทธวิธีในการเรียนรู้ก็ไม่เคย จะหวังอาศัยโชคลางป้องกันลูกกระสุนคงเป็นไปไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยป้องกันคำครหานินทาจากภาคประชาชนและประชาสังคมในการที่หน่วยความมั่นคงใช้ผู้คนเป็น “โล่มนุษย์” ในการทำงาน
ผมเชื่อด้วยใจบริสุทธิ์ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่ แม้กระทั่งจะคิดในการเอาคนมาเป็นโล่มนุษย์อย่างแน่นอนครับ ทั้งเกียรติและศักดิ์ศรีของหน่วยความมั่นคงที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองนานหลายปี แถมเรามีนักเจรจาต่อรองที่ได้ไปอบรมกับต่างประเทศชั้นครูนับร้อยในประเทศครับ ใช้ประโยชน์จากท่านเหล่านี้เถอะครับ ทุกคนที่ถูกฝึกมาพร้อมทำหน้าที่อย่างแน่นอน เพื่อป้องกันการสูญเสีย และป้องกันประเด็นที่อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่สุมเป็นฟางเส้นสุดท้ายได้
เราคงยังมองดูถึงกระบวนการสร้างสันติภาพแบบยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กันต่อไปครับ ข้อเสนอในการเชิญภาคประชาสังคมเข้าร่วมพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ผมเคยเสนอไป ยังคงเป็นข้อเสนอที่ต่อเนื่อง และการที่รัฐไทยต้องให้ความสำคัญยกระดับการพูดคุยเพื่อสันติภาพจากระดับทหาร /ความมั่นคง มาเป็นระดับการเมือง โดยมีกฎหมายรองรับ ก็ยังเป็นข้อเสนอที่ผมจะยังหาทางทำให้เป็นได้จริงต่อไปครับ”

