หน้าแรก การเมือง เฮ้งเปิดใจ หล...

เฮ้งเปิดใจ หลังไขก๊อก พปชร. ย้ำไม่ใช่เรื่องใจ แต่มีภารกิจอื่น-ทีมงานบิ๊กป้อมมาจดทุกคำ

29.11.22 | 13:33 น.

‘รมต.เฮ้ง’ เผยเข้ากราบลา ‘บิ๊กป้อม’ ลูบหัว บอกเข้าใจ-รับทราบ ชี้ ‘ใครจะพูดอะไรพูดไป ขอให้ลุงป้อมเข้าใจผมคนเดียว’

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นลาออกจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เรียบร้อยแล้ว ว่าตนอยากให้ฟังความชัดเจนจากปากของตนว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เข้าไปกราบลาหัวหน้าแล้ว จากการเป็นกรรมการบริหารพรรค ซึ่งสื่อมวลชนก็เห็นอยู่แล้วว่าตนมีความชัดเจนในหลายเรื่อง ดังนั้น การที่ตนจะไปโฟกัสตำแหน่งสำคัญในพรรคพลังประชารัฐมันก็ไม่ใช่ตัวตนของตัวเอง เพราะตนเป็นคนที่ชัดเจนมาตลอด สื่อก็เห็น อีกทั้งผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐที่มีความสามารถ และมีความสำคัญก็มีอีกหลายคนที่พร้อมทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ ดังนั้น ตนจึงคิดว่าต้องถอยออกมาเพื่ออย่าไปขวางให้พรรคพลังประชารัฐเติบโต และเดินหน้าไปได้ จึงต้องแสดงจุดยืนในการเข้าไปกราบลาหัวหน้าพรรค ลาออกจากกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีผลแล้ว ตนได้แสดงความชัดเจนและไม่ต้องการให้ใครพูดบิดเบือนไปต่างๆ นานา ตนจึงมาพูดด้วยปากของตัวเอง

“หัวหน้าเข้าใจ และผมเองก็ให้ความเคารพรักท่านอย่างที่สุดอยู่แล้ว แต่ในเรื่องทางการเมืองผมเองก็ต้องมีความชัดเจน และมีจุดยืนในตัวผม ซึ่งผมเองด้วยความเคารพรักและเคารพหัวหน้า ได้แสดงจุดยืนไปแล้วว่าในทางการเมืองครั้งต่อไปในอนาคตนั้น จะต้องออกมาทำภารกิจที่ตัวเองคิดเอาไว้ในใจมากกว่า ท่านเข้าใจ รับทราบ และเข้าใจผม ก็ลูบหัวผม และเข้าใจสิ่งที่ผมปฏิบัติ ซึ่งผมก็มีความชัดเจนและผมก็เป็นคนที่ตรงไปตรงมา พูดจริง และทุกวันนี้ก็ยังให้ความเคารพหัวหน้าพรรคอยู่ ถึงวันนี้จะไม่ได้อยู่เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ก็อยากเห็นความชัดเจนมากกว่า ไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นตัวขวางหรือตัวถ่วงของใคร” นายสุชาติกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึง ส.ส.ที่จะย้ายตามนายสุชาติมานั้น พล.อ.ประวิตรว่าอย่างไรบ้าง นายสุชาติกล่าวว่า ในส่วนนี้ไม่ได้พูดถึง และในความจริงแล้วในส่วนของเพื่อน ส.ส.นั้นต้องเรียนว่ายังไม่ได้จะไปพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในทางการเมืองเราแค่มองอนาคตทางการเมืองกัน ในพื้นที่ของตนกับของเพื่อน ที่เรามีความสัมพันธ์ผูกพันกันนั้น เป็นความคิดที่เพื่อนทุกคนจะต้องมีความคิดของตัวเอง หากใครคิดว่าในพื้นที่อยู่ตรงไหนแล้วสามารถทำงานให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ หรือเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรได้ในสมัยหน้า ตรงส่วนนั้นเราไม่สามารถที่จะไปการันตีเส้นทางชีวิตของเพื่อนได้ ดังนั้น อยู่ที่การตัดสินใจทางการเมืองของแต่ละบุคคล ส่วนตัวตนนั้นก็ต้องตัดสินใจของตัวเองเสียก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ระบุว่าไม่ต้องการเป็นตัวถ่วงของใครนั้นแสดงว่า เกิดความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ไม่ใช่มีความขัดแย้ง แต่อย่างที่ตนได้เขียนโพสต์ไป ว่าหากมีอะไรขึ้นมาอย่างที่สื่อมวลชนถามตน ก็ต้องแสดงจุดยืนว่าจะไปกับนายกรัฐมนตรี และในเมื่อตนพูดเช่นนี้ไปแล้วหากยังอยู่ในพรรคพลังประชารัฐที่กำลังเติบโต หรือทำให้ใครไม่สบายใจ ตนก็ต้องพิจารณาตัวเอง

“ผมต้องรอความชัดเจนของสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น ตอนนี้มันก็ต้องนิดหนึ่ง เพราะบางอย่างผมพูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย จึงพูดไม่ได้จริงๆ แต่ผมก็ต้องแสดงความรับผิดชอบและจุดยืนของผม เพราะที่ผมดูจากผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐเองเขาก็ไม่ได้สบายใจ และมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่พร้อมจะทำหน้าที่นี้เยอะแยะ ในเมื่อเราเองไม่พร้อมเราก็ต้องถอย ถูกหรือไม่” นายสุชาติกล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้ใจของนายสุชาติไม่ได้อยู่กับพรรคพลังประชารัฐแล้วใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ตนมองว่าตัวแปรสุดท้ายไม่ใช่ใจ แต่อยู่ที่ว่าตนจะต้องไปทำภารกิจอะไรมากกว่า จะไปบอกว่าใจตนไม่ได้อยู่กับพลังประชารัฐก็ไม่ใช่ เพราะตนยังรักลุงป้อม แต่ภารกิจที่จะไปทำนั้นมีความสำคัญ ที่จะต้องไปทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองบางอย่างเท่านั้นเอง ดังนั้น ตนจึงต้องคิดว่าตนไปตรงไหนแล้วทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก็ต้องไปตรงนั้น

เมื่อถามว่าคิดว่าพรรคพลังประชารัฐมีจุดอ่อนคืออะไร นายสุชาติกล่าวว่า ต้องยอมรับก่อนว่าทุกพรรคการเมือง มีทั้งคนเข้าคนออกเป็นเรื่องปกติ อยู่ที่บริบทและสถานการณ์ในวันนี้ หรือวันข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น อยู่ตรงไหนแล้วทุกคนคิดว่าทำงานและสามารถไปสู่เป้าหมายในความคิดของตัวเองได้ก็อยู่ตรงนั้น มันไม่มีจุดอ่อน ทุกพรรคมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ไม่มีพรรคไหนที่แข็งไปพรรคเดียว หรืออ่อนไปทั้งหมด ถ้าอ่อนไปทั้งหมดก็ไม่มีใครเหลือสิ อยู่ที่ว่าบริบทของตัวเราเหมาะสมกับสถานการณ์ไหนมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะนักการเมืองมองว่าการแยกทางของ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร สถานการณ์จะเป็นอย่างไร นายสุชาติกล่าวว่า ตรงนี้ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น รอให้มีภาพความชัดเจนก่อนดีกว่า รอให้ถึงวันนั้นแล้วมันก็จะเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ตอนนี้มันยังพูดไม่ได้ เพราะทั้งสองท่านยังมีความรักต่อกัน เหมือนตนที่ยังรักลุงป้อมอยู่เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ในเรื่องของทางการเมืองมีความจำเป็น เหมือนเราที่จะต้องเลือกในสิ่งคิดว่าเราได้ประโยชน์ และทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้

เมื่อถามว่าหากสุดท้ายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ย้ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ แล้วนายสุชาติจะทำอย่างไร “จุดยืนของผม ผมจะต้องไปช่วยนายกรัฐมนตรี ตัวตนผมอยู่ที่นายกฯ ผมอยู่กับนายกฯเป็นหลัก”

เมื่อถามว่าดูจากสีหน้าแล้วนายสุชาติเหมือนมีความทุกข์อยู่ในใจ นายสุชาติกล่าวว่า สมมุติว่าสื่อมวลชนเป็นตน หากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและตัดสินใจที่ยากมาก บางอย่างหากเรามีคนรักคือพ่อและแม่ ที่ปกติอยู่ด้วยกัน แต่มีความจำเป็นที่จะต้องแยกกันอยู่ คนละจังหวัด คนละประเทศ แล้วจะเลือกอย่างไร

เมื่อถามว่าเรียกได้ว่าไม่ต้องการเห็นบ้านแตกใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ไม่ใช่บ้านแตก จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะเขายังมีความรักกันอยู่ แต่มีภารกิจบางอย่าง เป็นข้าราชการที่จำเป็น จะต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นที่นี่ เราเป็นลูกเราก็ต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าเปรียบว่าแยกกันตีได้หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า มันก็มองได้หลายมุม เพราะความรักยังมีกันอยู่ทั้งหมด ไม่ได้ทะเลาะกัน หัวหน้าพรรคก็ดูแลสมาชิกทุกคนเหมือนคนในครอบครัว ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี แต่ในบริบททางการเมืองในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละภารกิจอุดมการณ์มันต้องปรับเปลี่ยนตามห้วงเวลาและสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่เสียดายหรือที่ร่วมกันตีแล้วมาแยกกันเดิน นายสุชาติกล่าวว่า ตรงนี้ตนเองยังพูดชัดเจนหมดไม่ได้ เอาตัวของตนเองก่อน ใครจะพูดอะไรก็พูดไป แต่ผมจะต้องไปกราบและไปพูด ไปเล่าความรู้สึกให้หัวหน้าพรรคทราบเท่านั้นพอ ขอให้ลุงป้อมเข้าใจผมพอ คนเดียว ส่วนคนอื่นผมไม่คิดอะไรมาก ซึ่งลุงป้อมเข้าใจผม เพราะที่ผ่านมาผมทำงานดูแลในสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้อย่างเต็มที่ ท่านเมตตาผม เข้าใจและรับทราบเหตุผล ผมเป็นลูกผู้ชายที่ยอมรับความจริง จึงได้ไปกราบลา

เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าจะย้ายไปพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ตอนนี้ตนยังพูดไม่ได้ มันเป็นเรื่องอนาคต ในการเมืองทุกคนวันนี้บอกว่าอยู่ตรงนี้ สุดท้ายไม่กี่วันยังไปตรงอื่นได้เลย ตนเองก็รอดูนายกฯ ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้โพสต์ไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่าการลาออกจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะกลับเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ตนไม่ได้พูดถึงใคร เพราะทุกคนเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งนั้น การตัดสินใจของตนเป็นเรื่องของตนเอง ไม่เกี่ยวกับใคร ทุกคนที่อาสามาทำการเมืองเป็นคนที่เสียสละ ทุกพรรคการเมืองเป็นผู้เสียสละ และตนเองพยายามสร้างสมดุลทางการเมืองให้มีความชัดเจน ให้ทุกคนมองว่านักการเมืองไม่ใช่แบบที่ทุกคนมองในอดีต ไม่ใช่ทำงานเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เราไม่ได้มองตัวเรา ตนไม่ได้มองว่าหากไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วจะทำให้สอบผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน นั่นเป็นเรื่องอนาคต ตนไม่ได้สนใจ แต่สนใจเพียงว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะต้องได้ประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองมากที่สุด ตนไม่ได้ยึดติด การเมืองอย่ามองที่ตัวเรา ต้องมองประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายสุชาติกำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น ได้มีทีมงานของ พล.อ.ประวิตรมายืนฟัง และจดอยู่ด้านข้างวงสัมภาษณ์ตั้งแต่ต้นจนจบด้วย

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง