‘ประยุทธ์’ ตั้ง ‘พีระพันธุ์’ กลวิธีสู้เลือกตั้ง?

21.12.22 | 09:11 น.
‘ประยุทธ์’ตั้ง‘พีระพันธุ์’ กลวิธีสู้เลือกตั้ง? หมายเหตุ - ความเห็นนักวิชาการกรณี

‘ประยุทธ์’ตั้ง‘พีระพันธุ์’ กลวิธีสู้เลือกตั้ง?

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ก รแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการใช้ตำแหน่งที่เป็นทางการ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากทุกคนรู้อยู่แล้วว่านายพีระพันธุ์ เป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นพรรคที่เตรียมความพร้อมที่จะเป็นนั่งร้านให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือจะต้องหา ส.ส.ให้ได้ 25 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย

Advertisement

แต่การมาเปิดตัวและเร่งเร้าเอาช่วงโค้งสุดท้ายที่รัฐบาลจะหมดวาระ จึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรค่อนข้างมาก การตั้งนายพีระพันธุ์มาเป็นเลขาฯนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะให้ใช้ตำแหน่งที่เป็นทางการคือ ด้านหนึ่งเป็นเลขาฯ และอีกด้านหนึ่งอาจจะมาสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง หรือสร้างประโยชน์ทางการเมือง อาจจะออกมาในรูปออกตรวจเยี่ยมราชการ รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองไปด้วย และเป็นการเตรียมการส่ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง

การแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ ซึ่งอาจจะทำให้รู้ข้อมูลของพรรคร่วมรัฐบาล ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบมากที่สุด โดยหวังว่าจะทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเป็นนั่งร้านให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยต่อไปเมื่อจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของพรรคนั้น จึงต้องใช้ตำแหน่งเพื่อให้เกิดประโยชน์ให้กับพรรคของตัวเองมากที่สุด ไม่ใช่แค่เพียงการบริหารราชการ แต่ยังต้องศึกษาในเรื่องกฎ ระเบียบ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญตำแหน่งเลขาฯ นายกรัฐมนตรียังอยู่ในตำแหน่ง ช่วงการรักษาการไปจนถึงเลือกตั้งอีกด้วย

ส่วนการควบ 2 ตำแหน่งมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น ถือว่าพูดยาก เพราะกฎหมายให้ทำได้ ส่วนใหญ่นักการเมืองไทยก็จะชอบทำแบบนี้ ถือว่าเป็นโอกาสและความได้เปรียบทางการเมือง ที่จะต้องฉกฉวยเอาไว้ในช่วงจังหวะสุดท้ายของรัฐบาล

การตั้งตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในช่วงนี้ถือว่าเป็นการแสดงจุดยืนของ พล.อ.ประยุทธ์ช้ามาก อย่างไรก็ตาม ได้มีการแสดงจุดยืนทางพฤตินัยไปแล้วแต่ในทางนิตินัยซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ทำ จึงส่งผลให้บรรดานักการเมืองที่จะย้ายพรรคไป เกิดความลังเลใจเพราะความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไปจริงหรือเปล่า ที่สำคัญช่วงสุดท้ายหากตัดสินใจถอนตัวทางการเมือง ก็จะส่งผลกระทบต่อบรรดา ส.ส.ที่ย้ายพรรคไปแล้ว จะปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะอาจจะเสียคะแนนนิยมในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งนายกรัฐมนตรีเปิดตัวช้า จะมีผลต่อภาพลบของพรรคและนักเลือกตั้งมากเท่านั้น

อนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติ คิดว่าอยู่ที่ความสัมพันธ์ของการประกาศตัวของนายกรัฐมนตรี ยิ่งแสดงจุดยืนช้า มีท่าทีแบบคลุมเครือ ถึงแม้ว่าจะแสดงเป็นนัยยะแล้วก็ตาม แต่ไม่ชัดเจน ยิ่งช้าเท่าไหร่ ทำให้นักเลือกตั้งหรือ ส.ส.ที่จะย้ายมาสังกัด ก็จะเกิดความไม่แน่นอนมากเท่านั้น ซึ่งจะไปสัมพันธ์กับกลุ่มทุนผู้สนับสนุนด้วย และอาจจะโยงไปถึงจำนวน ส.ส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติอีกด้วย ที่จะได้ตามเกณฑ์ในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 25 ที่นั่ง มีทางตีบตันไปด้วย

จากการปล่อยข่าว หรือส่งสัญญาณครั้งแรก กระแสพรรครวมไทยสร้างชาติดีมาก ดูแล้วจะมี ส.ส.หลั่งไหลเข้ามาเกิน 80 คน ในเมื่อท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่แน่นอน จึงทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลงมา ช่วงนั้นพรรคพลังประชารัฐทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำ กลับฟื้นขึ้นมาอีก มาถึงปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่มีความชัดเจนอีก ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเก่าที่อยู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ กับผู้ที่ย้ายเข้ามาใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จะผลักดันให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้รับการเลือกตั้งเกิน 25 เสียง ก็ยากขึ้นไปกว่าเดิมอีก

นอกจากนี้ ยังได้มีการปล่อยข่าวออกมาว่าวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 จะมีการเลือกตั้ง ส.ส. เรื่องนี้ทุกคนอาจจะพูดได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีคนนี้ อยากจะอยู่ในตำแหน่งให้ยาวนานที่สุด เพราะมีความจำเป็นที่จะใช้โอกาส และตำแหน่ง เพื่อรณรงค์ในการหาเสียงเป็นนายกรัฐมนตรี การจะอยู่ครบวาระก็มีโอกาสเป็นไปได้เหมือนกัน และรักษาการเพื่อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า และนายกรัฐมนตรีคงไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจจะเป็นที่ปรึกษาพรรค หรือประธานยุทธศาสตร์ของพรรค เพราะต้องการใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ได้ประโยชน์ และยาวนานมากที่สุด แต่ไม่เป็นผลดีต่อบรรดานักเลือกตั้งที่เข้าไปสังกัด

ส่วนโอกาสการยุบสภานั้น จะทำก็ต่อเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติเกิดความขัดแย้งอย่างหนัก หรือไม่เข้าร่วมประชุมสภาเลย แต่ช่วงนี้ไม่พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกัญชาพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะเบาบางไปแล้ว

การที่ ส.ส.ไม่เข้าร่วมประชุมสภา จนสภาล่มบ่อยครั้งนั้น มองว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะชี้แจงกับสังคมยาก จะส่งต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล เพราะเสียงข้างมากเป็นของฝ่ายรัฐบาล และเป็นหน้าที่และบทบาทของฝ่ายรัฐบาลด้วย หากสภาทำงานไม่ได้ รัฐบาลก็อยู่ลำบากไปด้วย จึงทำให้บรรดา ส.ส.กำลังเล่นเกม โดยไม่ประชุมสภา เพื่อกดดันนายกรัฐมนตรียุบสภา เพราะโอกาสภายในรัฐบาลจะเกิดความขัดแย้งจนถึงขั้นยุบสภาคงเป็นไปได้ยาก เพราะพรรคร่วมรัฐบาลช่วงนี้แทบจะไม่มีปัญหาความขัดแย้งกันเลย

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา

พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งนายพีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพราะเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน เพื่อมาช่วยงานด้านกฎหมาย หรือปรับปรุงระเบียบกฎหมายของกระทรวง ทบวง กรม และท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน อีกมุมหนึ่ง เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า และชิงความได้เปรียบทางการเมือง ก่อนรัฐบาลครบวาระเพียงเดือนเศษเท่านั้น

การแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ เชื่อไม่ส่งผลกระทบการเมืองมากนัก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจแต่งตั้งได้ ตามขอบเขตกฎหมายกำหนดแต่อาจส่งผลต่อพรรคร่วมรัฐบาลได้ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ปรับกลยุทธ์จากรับเป็นรุก ใช้นักกฎหมายควบคุมดูแลการเลือกตั้งเพื่อกำหนดทิศทางการเมือง พร้อมปรับปรุงโครงสร้าง ภารกิจ บุคลากร งบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เพื่อนำไปสู่ชัยชนะเลือกตั้ง ก่อนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า และผู้นำประเทศในอนาคต

อีกมุมหนึ่ง การแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ ในสายตาประชาชน อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรค รทสช. แต่ถูกลดบทบาทมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ควรได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการรับเรื่องร้องเรียน และตอบสนองความต้องการ หรือตอบโจทย์ประชาชนด้วย

ในทางการเมือง การวางตัวนายพีระพันธุ์เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อาจเป็น 1 ใน 3แคนดิเดตนายกฯ ของ รทสช. หาก พล.อ.ประยุทธ์ เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ส่วนตัวยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจวางมือทางการเมือง โดยสนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อตอบแทนบุญคุณ หาก พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบรับ เนื่องจาก 3 ป.ขัดแย้งภายใน อาจสนับสนุนนายพีระพันธุ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทนได้เพื่อรักษาอำนาจ ผลประโยชน์เครือข่ายต่อไป

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งดังกล่าว ไม่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น มองเป็นเรื่องปกติผู้มีอำนาจที่แต่งตั้งใครก็ได้ และไม่มีผลต่อการเลือกตั้งสมัยหน้าเพราะชาวบ้านไม่สนใจ

ส่วนใหญ่ได้ใช้วิจารณญาณเรื่องพรรคที่ชอบ คนที่ใช่ ไว้ในใจ หรือเลือกข้างทางการเมืองแล้ว เพราะเหลือเวลาเลือกตั้งอีกไม่นาน เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ รับรู้มาตลอด จึงพลิกเกมใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบทุกรูปแบบ แต่สำเร็จหรือไม่ อีกไม่นานคงรู้กัน

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ส่อนัยยะแรกคือ มีความชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์จะย้ายพรรคแน่ ที่ผ่านมาท่านคลุมเครือไม่ตอบสักที ตอนนี้ชัดเจนว่าจะมาพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างแน่นอน หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินหน้าสนามการเมือง ไม่วางมือ

ประการที่ 2 เท่ากับว่า จะต้องมีการวางยุทธศาสตร์ในการสร้างคะแนนนิยม โดยใช้คุณพีระพันธุ์ ขับเคลื่อนในแง่ของเลขาธิการนายกฯ ผ่านสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่อยู่ 10 ประการ

โดยผมเล็งไปที่ข้อ (3) (4) และ (8) ที่ต้องเรียนว่าเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ.2543 วงเล็บที่คุณพีระพันธุ์ น่าจะนำมาเสริมทัพตรงนี้ เพื่อการขับเคลื่อน แข่งขันทางการเมือง คือ (3) ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล รับฟังความคิด ความเห็น และประสานงานให้การช่วยเหลือประชาชน ตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่คุณพีระพันธุ์สามารถทำหน้าที่ได้เลยทันที อย่างการลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมภาคใต้วันนี้ สามารถสร้างคะแนนนิยมได้ จะเห็นได้ว่าสอดคล้องกัน ซึ่งคุณพีระพันธุ์จะต้องให้คำปรึกษาท่านนายกฯ ว่าต้องลงพื้นที่แบบไหนอย่างไร ลงแบบฉาบๆ ฉวยๆ หรือลงแบบจริงจัง ให้คนเกิดความรู้สึกว่าท่านมาช่วยเรานะ ตรงนี้เป็นหน้าที่ของเลขาฯนายกฯ จะต้องกำหนดท่าที หรือทิศทางให้ชัดเจน ไม่ใช่มาแป๊บๆ แล้วก็กลับ

ส่วน (4) ก็สำคัญเช่นกัน ในฐานะหัวหน้าสำนักเลขาธิการนายกฯคือเป็นศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นศูนย์กลางประสานข้อสนเทศในระดับรัฐบาล ดังนั้น หมายความว่า คุณพีระพันธุ์จะเป็นผู้ที่กุมข้อมูลสารสนเทศทั้งหมดในการบริหารงานในอดีตของนายกฯ เมื่อทราบแล้ว ในฐานะที่ตนเองมีตำแหน่งแม่บ้าน หรือเลขาธิการนายกฯ ก็ไม่ใช่จะสบาย รับแล้วต้องประมวลข้อมูล วางแผนช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ดูการเมืองที่มีปัจจัยแวดล้อมเยอะแบบนี้ รวมทั้งความมาแรงของพรรคภูมิใจไทยด้วย คุณพีระพันธุ์ สามารถได้มาซึ่งข้อมูลอย่างถนัดถนี่ แต่จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์อย่างไร เพราะรับแล้วต้องลุยเลย วางแผนทันที

แน่นอนว่า จะต้องมีส่วนในการวางยุทธศาสตร์ ตามข้อ (1) อีกบทบาทที่สำคัญคือ (8) เสนอความเห็นเพื่อการสั่งการของนายกฯรองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำคณะรัฐมนตรี รวมทั้งการช่วยอำนวยการในการติดตามและประสานงานการจัดเตรียมข้อมูล ประเด็นการประชุมต่างๆ และคำกล่าวสุนทรพจน์

เหมือนเราดูการแข่งขันชิงประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่มีทีมงานวางแผนทุกฝีก้าว ทุกคำพูดของแคนดิเดตประธานาธิบดี ไม่ใช่ว่านึกจะพูดก็พูด ดังนั้น คุณพีระพันธุ์ที่ได้รับตำแหน่งมาร้อนๆ จะต้องเข้าไปใกล้ชิด เพราะมันจะมีผลทุกเวิร์ดดิ้งตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะต้องเรียนท่าน หรือกระซิบดังๆ ว่า ท่านควรจะพูดอย่างมีจังหวะจะโคนอย่างไร

ในแง่ความได้เปรียบทางการเมือง การเตะตัดขา หรือทำให้พรรคร่วมเพลี่ยงพล้ำในทางการเมืองนั้น ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งแล้วอาจจะมีผลไม่มากนัก เพราะที่ผ่านมาก็มีการเตะตัดขากันหลายเรื่อง อย่างกรณีกัญชง กัญชา ที่ทำให้เห็นความพยายามเตะตัดขามาระดับหนึ่งแล้ว จึงขึ้นอยู่ที่วิธีการและการทำงานของคุณพีระพันธุ์ ว่าจะได้เต็มประสิทธิภาพแค่ไหน ถ้าทำได้มากก็จะได้เปรียบในแง่คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จะเพิ่มขึ้น

ทุกวินาทีตั้งแต่นี้เป็นต้นไป สำคัญหมด ไม่ว่าคะแนนจะมากหรือน้อยก็ต้องคว้าไว้ให้ได้ จากนี้ไป ถ้าหากไม่มองช้อยส์ยุบสภา ก็ต้องพยายามทำงานในฐานะรัฐบาลช่วงปลายให้เต็มที่ที่สุด พยายามหาเสียง สร้างคะแนนนิยมให้มากที่สุด ผ่านเลขาฯ คนใหม่ ถ้าทำได้ลงตัวคะแนนก็จะมา เพียงแต่จะมากถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์คัมแบ๊กหรือไม่ ยังมีอีกหลายองค์ประกอบ

พล.อ.ประยุทธ์มีความชัดเจนขึ้น เมื่อตั้งคุณพีระพันธุ์ แสดงว่ามีแนวโน้มสูงมากที่จะเดินหน้าต่อ ซึ่งแน่นอนว่าต้องหวังเป็นนายกฯ อีก 2 ปี รวมถึงความพยายามที่จะเดินเกมดึง ส.ส.พรรคอื่น อย่างน้อยให้ผ่านเส้น 5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 25 คน เพื่อให้เสนอชื่อนายกฯ ได้

ส่วนจะมากกว่านั้น เป็น 40 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของทีมงาน

 

ข่าวน่าสนใจอื่น: