‘บิ๊กป๊อก’ ย้ำวางมือการเมืองแน่เหตุอายุเยอะ ขณะที่ ‘สมคิด-หน่อย’ ผนึกสู้ศึกเลือกตั้ง

30.12.22 | 07:57 น.
แฟ้มภาพ

‘บิ๊กป๊อก’ ย้ำวางมือการเมืองแน่เหตุอายุเยอะ ขณะที่ ‘สมคิด-หน่อย’ ผนึกสู้ศึกเลือกตั้ง ไม่ถึงขั้นควบรวม

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศความชัดเจนทางการเมืองร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ชวนไปร่วมงานการเมืองด้วยหรือไม่ว่า ยังไม่มี ส่วนหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจจะลงการเมืองหรือไม่นั้น พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เคยพูดต่อสาธารณชนไปว่า ประเมินตัวเองว่าเราเหมาะสมที่จะไปทำหรือไม่ ด้วยอายุต้องพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะอายุเยอะแล้ว และมีคนที่มีความสามารถ มีความตั้งใจ ที่อายุน้อยมีเยอะ ซึ่งก็มีคนทำอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า จะมีการตัดสินใจหรือประเมินอีกครั้งหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ตั้งใจว่าเราน่าจะพิจารณาตัวเองว่าไม่น่าเหมาะ ส่วนหากนายกรัฐมนตรีมาชวนไปพรรค รทสช. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า คงจะไปถามแบบนั้นไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีคือใคร พร้อมย้ำว่า “ผมไม่ไปอยู่แล้วการเมือง อนาคตนายกฯเป็นคนไหนก็ไม่ทราบ เราก็ไม่รู้”

ที่ร้านอาหาร Corner สุขุมวิท 26 พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) และพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นำโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรค พร้อมด้วยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ทสท. และนายโภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรค ทสท. ร่วมพูดคุยหารือทิศทางการเมือง จากนั้นร่วมกันแถลง

นายโภคินแถลงว่า ทั้ง 2 พรรคได้พูดคุยมาเป็นระยะๆ ในฐานะที่เป็นเพื่อนเก่า เคยทำงานร่วมกันมานาน ไม่เคยเห็นยุคใด สมัยใดการเมืองย่ำแย่ มีปัญหาทั้งเรื่องเชิงอำนาจเงิน อำนาจรัฐ ขณะที่ระบบราชการ ไม่ตอบสนองต่อประชาชน กลับไปตอบสนองผู้มีอิทธิพล นักธุรกิจสีเทา ตลอดเวลามีแต่ความขัดแย้ง ทำให้ประเทศเดินไปไม่ได้ หากปล่อยสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป จะทำให้ประชาชนไม่มีอนาคต ประเทศไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จึงมาคุยกันหาทางออกให้ประเทศ ควรเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา และการร่วมแรงร่วมใจ สิ่งแรกที่เห็นตรงกัน คือ มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีอำนาจได้อย่างแท้จริง เพราะไม่อยากเห็นทุกคนจำนนต่ออำนาจรัฐ อำนาจเงิน หากเริ่มต้นตรงนี้ได้ เรื่องอื่นจะตามมาเอง

Advertisement

นายโภคินกล่าวชี้แจงถึงเหตุผลที่ยังไม่สามารถประกาศควบรวมพรรคได้ว่า บางทีไปมองปลายทางก่อน ทุกอย่างต้องเริ่มจากว่าอุดมการณ์ตรงกันหรือไม่ ความเสียสละมุ่งมั่นต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์และนโยบายตรงกันหรือไม่ หรือมีตรงไหนที่แตกต่างกัน รวมถึงผู้คนที่จะมาพูดคุยเป็นอย่างไรกันบ้าง ถ้าไม่เริ่มต้นอย่างนี้ก่อน มันเดินไปปลายสุดไม่ได้ ส่วนมากอยากจะเห็นปลายสุดก่อน แต่ไม่ได้มองอย่างนั้น ได้คุยกันเป็นระยะ ถ้าตกผลึกแล้ว จะทำอะไรกันต่อไปก็จะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ส่วนตนและนายสมคิดเคยทำงานร่วมกันมาหลายสิบปี ในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์มา และเคยทำนโยบายที่สำคัญให้กับประเทศจนสำเร็จ ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ลูกหลาน คนรุ่นใหม่จะอยู่อย่างไร ดังนั้น ภารกิจครั้งนี้คือการสร้างพรรคการเมือง เพื่อส่งมอบประเทศไทยให้คนรุ่นต่อไป จึงมาหารือร่วมกันว่าจะร่วมงานการเมืองกันต่ออย่างไร ที่ไม่ใช่การแย่งชิงตำแหน่ง แย่งชิงอำนาจ โดยตกลงกันว่า จะพยายามแสวงหาทางออกให้บ้านเมือง และร่วมมือเป็นพันธมิตร ยุติความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ขณะที่ นายสมคิดกล่าวว่า อยู่ในการเมืองเกือบ 20 ปี อยากเห็นประเทศชาติรุ่งเรือง อยากเห็นประชาชนเป็นสุข ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเห็นสมัยใดที่การเมืองค่อนข้างย่ำแย่อย่างถึงที่สุด จนอดเป็นห่วงไม่ได้ ทั้งในเชิงของความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางการเมืองเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในเชิงของการใช้ทรัพยากรเพื่อแย่งชิงผู้สมัคร ส.ส. ที่ทำกันอย่างโจ่งแจ้ง มีการโยกย้ายลาออกไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไป บ้านเมืองก็จะค่อยๆ ถดถอยและแก้ปัญหาภายในไม่จบ

กับคุณหญิงสุดารัตน์ และนายโภคินร่วมงานกันมานาน ส่วนนายอุตตม และนายสนธิรัตน์ ก็มีความคุ้นเคยและมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจในหลายกระทรวง ฉะนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสมาพบปะหารือกันก็เพราะว่าความห่วงใยต่อบ้านเมือง คิดว่าจากการหารือมาเป็นระยะ คือการหาทางออกให้กับบ้านเมือง ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจและการปรองดองแห่งชาติ

ข่าวน่าสนใจอื่น: