“พิธา” ซัด “บิ๊กตู่” ผลาญงบฯไปแล้ว 28 ล้านล้าน เท่ากับทองคำ 1 พันล้านแท่ง ใช้ปูถนน 1.8 แสนกม. ได้ 2 รอบ ฉะ บริหารเศรษฐกิจจากแข่งอินโด-มาเลย์ กลายมาแข่งลาว-พม่า-เขมร แทน
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เสนอโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ
จากนั้นเวลา 11.30 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า ถึงแม้ว่าการอภิรปรายครั้งนี้จะลงมติไม่ได้แต่ประชาชนจะลงมติในเวลาอีกไม่ถึง 80 วัน และเราคงห้ามประชาชนไม่ให้ใช้ข้อมูลในการอภิปรายครั้งนี้ในการประกอบการตัดสินใจก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งไม่ได้ และถึงแม้ว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นกลไกลครั้งสุดท้าของรัฐสภาชุดนี้
แต่จะเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษที่ประชาชนจะได้ฟังกลไกลของรัฐสภาเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมประชาธิปไตยในการพิจารณาก่อนเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งปี 62 ไม่มีแบบนี้ ก่อนการยึดอำนาจปี 2557 ก็ไม่มีเช่นนี้ จะมีแต่สัญญาปากป่าว สัญญาเลื่อนลอย สัญญาว่าจะมาปกครองบ้านเมือง สัญญาว่าจะมาปฏิรูป สัญญาว่าจะมาแแก้จน สัญญาว่าขอเวลาอีกไม่นาน แต่นับตั้งแต่ปี 2557 – 2566 เกือนจะหนึ่งทศวรรษ สิ่งที่ผลิดอกออกผลเป็นรูปธรรมคือทศวรรษที่สูญหาย ทั้งงบประมาณ เวลา และโอกาส
นายพิธา กล่าวต่อว่าสูญหายของงลประมาณ ในเกือบทศวรรษที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้งบประมาณไปแล้ว 28 ล้านล้านบาท ลองคิดดูว่าตอนนี้ทองคำหนึ่งแท่ง 28,000 บาท เอา 28 ล้านล้านบาทหารด้วย 28,000 บาท เท่ากับ ทองคำ 1 พันล้านแท่ง ในอดีตที่ผ่านมามีคำพูดว่าประเทศไทยเอาทองคำมาปูทั้งประเทศก็ยังได้ ระบบถนนของประเทศไทย 1.8 แสนกิโลเมตร ถ้าเอาทองคำ 1 พันล้านแท่งมาปูถนน 1.8 แสนกิโลเมตร ตนจะบอกว่าคำพูดที่เคยมีในอดีตนั้นไม่เกินจริง แต่ไม่ถูกต้อง ไม่เกินจริงเพราะเป็นไปแล้ว
แต่ที่ถูกต้องคือสามารถใช้ทองปูถนนทั้งไปและกลับสองรอบ กับงบประมาณ 28 ล้านล้านบาท แต่ภาพของเศรษฐกิจที่ประชาชนได้ในวันนี้ การเติบโตของจีดีพีหลังโควิด ที่ประมาณการโดยไอเอ็มเอ็ม ไทยอยู่ที่อันดับ 7 ของอาเซียน ก่อนการรัฐประหารครั้งแรกเราแข่งกับอินโดนิเซีย มาเลเซีย รัฐประหารครั้งที่สอง เราแข่งกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ แต่ตตอนนี้เราแข่งเพื่อนำประเทศ ลาว เมียนมา กัมพูชา ซึ่งถือว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศถอยหลังลงคลองขนาดไหน ในเศรษฐกิจในปี 2562 พบว่าประเทศไทย รั้งท้ายอาเซียนและยังไม่ฟื้นตัวจริงจากโควิด
“นี่แค่เศรษฐกิจระดับมหาภาค ยังไม่ได้รวมเศรษฐกิจจุลภาค พี่น้องประชาชนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แก่ก่อนรวย ป่วยก่อนตาย เลือกความสงบ จบที่อดอยาก มันเป็นอย่างไร นี่คือการถอยหลังลงคลองของเศรษฐกิจไทย” นายพิธา กล่าว
หัวหน้าพรรค ก.ก.กล่าวต่อว่า ความสูญหายของเวลากับ 8 ปี กับสัญญาปากเปล่าที่พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะมาปราบโกงคือดัชนีคอร์รัปชั่น ซึ่งปี 57 อันดับคอร์รัปชั่น ของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 85 ปี 2565 ประเทศไทยอยู่อันดับ 110 ตกลงไป 5 อันดับใน 8 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศเวียดนามจากเคยได้คะแนนแค่ 35 เต็ม 100 กลายมาเป็น 42 เต็ม 100 ส่วนประเทศไทยจาก 37 เต็ม 100 เหลืออยู่ 36 เต็ม 100 นี่คือเวลาในการปราบโกงที่เราเสียไปเกือบทศวรรษ แต่ไม่มีอะไรกระเตื้องขึ้นและย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามเดินนำหน้าเราไป และการลงทุนก็ไปอยู่ที่เวียดนามไม่ได้อยู่ในประเทศไทย
นายพิธา กล่าวต่อว่า การสูญหายของเวลา คือ การแก้ปัญหาภัยแล้ว เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา มีพรรคร่วมรัฐบาลบอกว่ามีลุง ไม่มีแล้ง ถ้าพรรคนั้นมาพรรคนี้มา ไม่มีปัญหาความยากจน คนจนหมดประเทศ ปัญหาที่ดิน แหล่งน้ำแก้ไขได้อย่างจริงจัง ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านก็ดูมาตลอด 8 ปี และยังไม่ใช่แค่แล้ง มีทั้งเลื่อนและลอย คือความสูญหายทางโอกาส ในการปฏิรูปสิ่งที่กระทบกับประชาชนมากที่สุดและเป็นสิ่งที่นายกฯ สามารถทำได้ดีที่สุดคือเลื่อนการปฏิรูปตำรวจ
ภาพลักษณ์ของตำรวจกับภาพลักษณ์ของประเทศ จริงหรือไม่ที่ตำรวจมีส่วนกับทุนจีนสีเทา จริงหรือไม่ที่ตำรวจใช้ทรัพยากรของตำรวจในการนำขบวนนักท่องเที่ยวจีน จริงหรือไม่ที่ตำรวจตั้งด่านตรวจนักท่องเที่ยวไต้หวัน แทนที่ตำรวจจะพิทักษ์ราษฎรกับกลายเป็นทำร้ายราษฎรเสียเอง ไม่ว่าจะเป็น ยาเสพติด พนันออนไลน์ ระบบเส้นสาย ระบบส่วย และลอยตัวเหนือปัญหาจากการปฏิรูปทหาร อะไรคือคำตอบของเรือหลวงสุโขทัยล้ม และใช้ภาษีของประชาชนใช้เครื่องบินเอฟ 16 ไปดูแลกิจกรรมในครอบครัวทำได้จริงหรือ
นายพิธา กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนอยากจะเห็นจากรัฐบาลไม่ว่าชุดนี้หรือชุดหน้าผ่านการเลือกตั้ง คือ การที่ทำให้ประเทศไทยมีความหวังได้ ต้องทำการเมืองให้ดี ปากท้องดีในอนาคต ไม่ใช่การเมืองเดิม ปากท้องเดิม อนาคตแบบเดิม ถ้าจะทำให้ปากท้องดี ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ต้องเห็นหัวประชาชน ส่วนการเมืองดีต้องทำให้ประชาธิปไตยเต็มใบ
เอาทหารออกจากการเมือง ปิดสวิตซ์ 3 ป. รวมถึงแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการยกร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นวังวนของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดจากการนำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บังคับใช้กับประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 14 ขวบ พร้อมกับลงโทษอย่างรุนแรง ถือเป็นทางตันของประเทศ ดังนั้นต้องตัดวงจรของทศวรรษที่สูญหาย เป็นทศวรรษที่มีความหวัง โดยปิดสวิตซ์ 3 ป.เปิดแสงแห่งความหวัง
“การอภิปรายในสภาฯ พวกผมลงมติไม่ได้ แต่ช่วง 80 วันหลังจากนี้ประชาชนสามารถลงคะแนนในคูหาได้ ดังนั้นขอให้พิจารณาข้อมูลจากการอภิปรายครั้งสุดท้ายของสภาฯ เพื่อให้คำตอบ ว่า จะให้อนาคตของประเทศหลังจากนี้รุ่งโรจน์ และเปลี่ยนแปลงประเทศ” นายพิธา กล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “รังสิมันต์” กร้าว ยกระดับอภิปรายเทียบไม่ไว้วางใจ สุดท้ายหากถูกดำเนินคดีเพราะอภิปรายนอกสภาก็ต้องสู้ต่อ
- ‘จุรินทร์’ ย้ำ มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ ยัน ขอทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร จนนาทีสุดท้าย ลั่น ไม่กลัวการตรวจสอบ
- ‘บิ๊กตู่’ ขู่ซ้ำ ใครเปิด ‘บัญชีม้า’ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสน
- ‘วราวุธ’ มองบวก เวที 152 ได้แจงผลงาน ขอบคุณ ‘พีระพันธุ์’ รุดเคลียร์ปมดูด ส.ส.สุพรรณ
- ‘ศักดิ์สยาม’ พร้อมแจงเวที ม.152 หลังฝ่ายค้านล็อกเป้า ชี้หากเกินกรอบอภิปราย ส.ส.ภูมิใจไทย ไม่ร่วมองค์ประชุม

