หน้าแรก การเมือง ดร.กุลชยา แนะ...

ดร.กุลชยา แนะพัฒนาคนรุ่นต่อไปให้รักชาติ เลขาครป. ห่วงขัดแย้ง 100 วันแรกหลังเลือกตั้ง

28.04.23 | 19:00 น.

เมื่อวันที่ 28 เมษายน กลุ่มสภาที่ 3 ร่วมกับ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 จัดเวทีสภาที่ 3 Speak วาระประเทศไทย เรื่อง “อนาคตประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง #66” ถ่ายทอดสดทาง Facebook Live “สภาที่สาม – The Third Council Speaks” ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ (รศ.) ดร. พิชาย รัตนดิลก ณภูเก็ต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และ ดร.กุลชยา เต็มชวาลา​ จากกลุ่มแรงคิด (อ่านข่าว อาจารย์นิด้า เปิด 2 สูตรตั้งรัฐบาล ‘เพื่อไทย+……..’ ก่อนปูดสูตร 3 ‘แนวโน้มอันตราย’)

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 กล่าวว่าตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกนายกฯในที่ประชุมรัฐสภาก่อนตัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะมีการล็อบบี้ โดยเฉพาะการใช้ ส.ว.แต่งตั้งในการต่อรอง แต่ส่วนตัวมองว่าจะเกิดการพลิกขั้วคือฝ่ายค้านในปัจจุบันจะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยต้องรวมเสียงให้มากที่สุดเพื่อให้ได้รัฐบาลเสียงข้างมาก แต่จากนั้นจะมีปัญหาใหญ่ ถ้าไม่แก้ปัญหาเรื้อรังเชิงโครงสร้าง ทั้งทางเศรษฐกิจที่มีผูกขาดโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร , พลังงานรวมถึงโทรคมนาคม ที่ล้วนเห็นความเกี่ยวข้องของกลุ่มทุนกับฝ่ายการเมือง รวมทั้งปัญหาการเมืองอำนาจนิยมและรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ตลอดจนการปฏิรูปกองทัพ ที่รัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการแก้ไข

“ประเทศไทยต้องการกลุ่มผู้มีอำนาจกลุ่มใหม่หรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงจะนำพาประเทศไปได้โดยช่วง 100 วันแรกความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นจากอำนาจรัฐผ่าน IO (ไอโอ) เพื่อแบ่งแยกและปกครองประชาชน ขณะที่ยังมีนักโทษการเมืองจำนวนมาก รัฐบาลใหม่จึงต้องมีกรรมาธิการพิเศษที่พิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรม ถือเป็นความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่ประชาชนเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2553 จึงไม่ได้หวังว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลเพียงเท่านั้น เพราะหากได้เป็นรัฐบาลแล้วไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างก็ไม่มีประโยชน์

ผมไม่อยากเห็นการเลือกตั้งมีปัญหาหรือไม่บริสุทธ์ยุติธรรมและการประกาศผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า เพราะเป็นช่องว่างให้กลุ่มอำนาจนิยมใช้ต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล และไม่ต้องการให้ใช้อำนาจ ส.ว.มาเป็นฐานอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากอันดับ 1 ต้องเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลก่อนตามหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และที่น่าเกลียดน้อยที่สุดคือให้พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงเลือกตั้งอันดับ 2 เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหากพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งเสียงข้างมากได้เท่านั้น นอกนั้นไม่ถูกต้อง ที่สำคัญไม่ควรมีการยุบพรรคการเมืองใดๆ เพราะเป็นสิทธิพลเมืองในการรวมกลุ่มจัดตั้งพรรคของประชาชน” นายเมธากล่าว

ด้าน ดร.กุลชยา เต็มชวาลา​ จากกลุ่มแรงคิด กล่าวถึงมองอนาคตที่จะส่งต่อไปถึงคนรุ่นลูกในฐานะมนุษย์แม่ ว่าเบื้องต้นในระยะใกล้เห็นด้วยที่การจัดตั้งรัฐบาลควรเป็นไปตามสูตรรัฐบาลเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักถึงการมองในอนาคตระยะไกลว่าเราจะอยู่อย่างไรในประเทศนี้และเป้าหมายอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศที่ลูกหลานของเราที่จะต้องเติบโตต่อไป ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนตระหนัก

Advertisement

“คนยุคปัจจุบันผ่านการต่อสู้บนท้องถนน ผ่านการเสียเลือดเสียเนื้อและเห็นผ่านความขัดแย้ง และการรัฐประหารมานับไม่ถ้วน จึงควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ทำและมีความถนัดหรือศักยภาพที่จะทำได้ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ไทยหรือการกลับคืนสู่รากเหง้าซึ่งต้องพิจารณาเรื่องที่จะต้องปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ท่ามกลางโซเชียลมีเดียอย่าง tiktok ซึ่งอาจดึงไปสู่สิ่งที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งไม่เดินตามวัฒนธรรมตะวันตก โดยต้องพัฒนาคนรุ่นต่อไปให้รักชาติ เข้าถึงศาสนาในลักษณะที่ให้เป็นคนดีในแบบที่เขาเลือก ไม่ใช่เฮโลหรือเลือกเชื่อและทำตามเพื่อน เเม้ไม่ใช่ความผิดที่เด็กจะเลือกเชื่อตามเพื่อนเพราะสภาพแวดล้อมทางสังคม แต่ต้องให้เด็กหัดคิดถึงความรับผิดชอบ ที่สำคัญคนในยุคปัจจุบันที่จะวางอนาคตไว้ให้กับคนรุ่นหลังต้องเข้าใจพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วด้วย” ดร.กุลชยา กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า สำหรับสิ่งที่ไม่อยากเห็น คือ “การดีแต่พูด” หาเสียงเเล้วไม่ทำตาม , ไม่อยากเห็นการไม่เคารพอัตลักษณ์ของผู้อื่น , ไม่อยากเห็นการมองแบบเเยกส่วนคือ อยากให้มององค์รวมหรือความเชื่อมโยงของสถานการณ์ โดยเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง เพื่อหาว่าต้องทำอย่างไรเพื่อบรรลุเป้า แม้อาจขัดใจหรือความรู้สึกที่ต้องดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของคนรุ่นหลังในอนาคต หวังให้ทุกคนมองผลประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมายร่วมกัน และไม่อยากเห็นคนความไม่สมดุลของสังคมไทย