อ.จุฬาฯ ดูมานาน ฝาก 2 ข้อถึงนักการเมือง อยากเห็นนโยบาย ‘พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ’ แต่ไม่มีสักพรรคเสนอ ชี้ ‘นโยบายยังถูกผูกขาด’ จี้ กกต.เปิดข้อมูลรายหน่วย
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 พฤษภาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดงานรัฐศาสตร์เสวนา โดย ภาควิชาการปกครอง ในหัวข้อ “การเลือกตั้งทั่วไป 2566 : เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน หรือเป็นต่อ ?”
โดยมีนักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจน์กิจ, รศ.ดร.ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์, อ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง, รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, ศ.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา และ รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล
ในตอนหนึ่ง นายธนพันธ์เผยว่า มีเรื่องแรกคือข้อสังเกตนโยบายโดยภาพรวมของพรรคใหญ่ๆ ตนว่าเราคงไม่ได้มาพูดว่าพรรคไหนมีนโยบายอะไร เพราะทุกคนคงติดตามดีเบต ดีเบตเยอะไปหมดเถียงกันจนบางครั้งเนื้อหาสาระอาจจะจับค่อนข้างยาก หลายคนอาจมีข้อสังเกตนโยบายแต่ละพรรคก็ไม่ได้ต่างกันมาก ส่วนใหญ่จะโฟกัสที่สวัสดิการ ซึ่งตนคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติ บางคนอาจจะตกใจว่าจะเอาเงินจากไหนมาให้ประชาชน ถ้าในเชิงมุมมองเศรษฐศาสตร์ทางการเมืองว่าด้วยเรื่องของการเลือกตั้ง ธรรมชาติคนอยากได้สวัสดิการอยู่แล้ว เมื่อเขามีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น มันก็เป็นแรงจูงใจที่นักการเมืองจะเสนอนโยบายแบบนี้
นายธนพันธ์กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลในเรื่อง “วินัยทางการคลัง” ก็จะเป็นในเชิงเศรษฐศาสตร์มากกว่า หลังจากการเลือกตั้งแล้วคิดว่าหลายคนคงจะทราบดีว่า “ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะสามารถทำได้” อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของการกำหนดนโยบาย เพราะว่านโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองอย่างเดียว
“โดยเฉพาะระบบราชการไทย เราก็ทราบดีอยู่ว่าเป็นฟันเฟืองที่สำคัญ ถ้าระบบราชการบอกว่า งบประมาณตรงนี้ติดขัด งบประมาณตรงนั้นติดขัด เทคโนแครตในกระทรวงบอกว่าไม่ไหว ก็ต้องปรับเปลี่ยนกันไป อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตสั้นๆ รู้สึกว่า นโยบายสวัสดิการที่ให้ ผมว่ามันแยกตามขั้ว ขั้วอนุรักษนิยม ขั้วเสรีนิยม พรรคที่ถูกมองว่าอนุรักษนิยม จะเห็นว่านโยบายเป็นแบบประชาสงเคราะห์ ขับเคลื่อนด้วยภาครัฐซะส่วนใหญ่ ส่วนพรรคที่ตราเสรีนิยม จะเป็นแนวสังคมเสมอภาค (Social-democratic) จะให้ประชาชนค่อนข้างถ้วนหน้า เท่าที่แบ่งจะเป็นลักษณะนี้ คงเห็นแล้วว่าในเรื่องนโยบายมันมีการแบ่งฝ่าย (Polarize) กันอยู่พอสมควร ก็ไม่ได้เหมือนซะทีเดียว” นายธนพันธ์ชี้
นายธนพันธ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบประชาสงเคราะห์ หรือ สังคมเสมอภาค (Social-democratic) โปรแกรมที่ให้แบบถ้วนหน้าก็ดี ก็ยังเป็นนโยบายที่ผูกด้วยรัฐ (State center policy making) อยู่ดี
“จริงๆ อยากฝากถึงนักการเมืองด้วยซ้ำ หลังการเลือกตั้ง ตอนนี้การกำหนดนโยบายของรัฐไทยยังถูกผูกขาดอยู่ด้วยระบบ ‘คณะกรรมการ’ ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐ เช่น คณะกรรมการนโยบายข้าว คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตร และถ้าไปดูคนที่เป็นสมาชิกในคณะกรรมการเหล่านี้ จะไม่พ้นข้าราชการ ตัวแทนจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง เราจะไม่เห็นตัวแทนจากภาคเกษตร ไม่เห็นตัวแทนจากภาคสังคมหรือภาคประชาชน ผมยังไม่เห็นพรรคการเมืองไหนเสนอที่จะเข้าไปปรับตรงนี้ อยากฝากว่าก่อนที่จะไปทำนโยบายอะไร ถ้าเป็นไปได้ คณะกรรมการเหล่านี้ที่กำหนดนโยบายต่างๆ ควรทำมากกว่าแค่ตัวของข้าราชการ ตัวแทนจากกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มทุนต่างๆ เข้าไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายก็จะดีมาก รวมไปถึงคณะกรรมการหน่วยงาน องค์กรอิสระทั้งหลาย” นายธนพันธ์กล่าว และว่า
“ดูมานานแล้ว ทำไมถูกผูกขาดว่า คนที่เป็นกรรมการในองค์กรนี้ องค์กรนั้น ทำไมต้องมาจากสาขาวิชานี้ ทำไมต้องมาจากสาขาวิชานั้น จะเปิดกว้างกว่านั้นได้ไหม ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นจุดหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายสาธารณะ และก็การตัดสินใจทางการเมือง อันนี้คือประเด็นแรกที่เกี่ยวกับนโยบาย อีกเรื่องคือ นโยบายเกษตรยังไม่เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งจากฝ่ายอนุรักษนิยม และฝ่ายเสรีนิยม อยากเห็นการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อยากจะก้าวข้ามเรื่องประกันราคา เรื่องรับจำนำเสียที เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป จะเห็นได้ว่าสินค้าเกษตรในตลาดไทยมันสู้คนอื่นเขาไม่ได้อีกต่อไป”
นายธนพันธ์กล่าวว่า เรื่องที่ 2 อยากฝากถึงหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้ง แต่พูดมากไม่ได้เพราะคือ 7 วันอันตราย
“ผมอยากให้มีการเปิดเผยข้อมูลในระดับหน่วย เพราะว่าจะเป็นคุณูปการอย่างมาก ตอนนี้ที่เราสามารถวิเคราะห์ได้ คือระดับเขต แต่เราไม่รู้คะแนนในระดับหน่วย การที่เรารู้คะแนนระดับหน่วยในระยะยาวมันดีกับทุกฝ่าย แน่นอนในฐานะนักวิชาการ เราก็สามารถเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองการเลือกตั้งของคนในระดับที่ย่อยที่สุด คือในระดับหน่วยได้

ทุกวันนี้การสำรวจโพลเราก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่า ถูกต้องหรือเปล่า เชื่อได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสุ่มแบบทั่วๆไป และสุ่มเชิงอคติ (Bias) โดยไม่ได้ตั้งใจ อีกด้านหนึ่งการรู้คะแนนในระดับหน่วยดีต่อนักการเมือง ต่อการกำหนดนโยบายในระยะยาว เพราะจะได้เข้าใจว่าในระบบหน่วยที่ย่อยที่สุด มีทิศทางอย่างไร คืนที่ 14 พฤษภาคม ผมจะไปดูหน่วยในหมู่บ้านผม หมู่บ้านผมแบ่งเป็น 2 ปีก ด้านหน้าหมูบ้านจะเป็นแบบก้าวหน้า เพราะคนค่อนข้างมีฐานะ ด้านหลังหมู่บ้านเป็นแนวอนุรักษนิยม เพราะคนแก่เยอะ อันนี้คือสมมติฐานผม อยากรู้เหมือนกันว่าคะแนนในระดับหน่วยหมู่บ้านตัวเองจะเป็นอย่างไร” นายธนพันธ์กล่าวทิ้งทาย
- อ่านข่าว : ‘ประภาส’ ชี้ ม็อบไม่ได้จบ แต่พากันตบเท้าเลือกตั้ง – ส่อง ‘บ้านใหญ่’ เหนียวแน่นแค่ไหน?
- พิชญ์ งงใจ ‘เบบี้บูมเมอร์’ แห่รักพรรคใหม่ ยัน ‘ดีล’ เรื่องปกติ แต่ถ้าติสท์แตก ระวังนางแบกหนักใจ

