หน้าแรก Election Slide คุยนักวิชาการ...

คุยนักวิชาการ เจาะพื้นที่ ‘เชียงใหม่’ เมื่อ ‘เมืองหลวงเพื่อไทย’ ถูก ‘ก้าวไกล’ ตีแตก

18.05.23 | 17:25 น.

คุยนักวิชาการ เจาะพื้นที่ ‘เชียงใหม่’ ถามเหตุผล ‘เมืองหลวงเพื่อไทย’ ถูก ‘ก้าวไกล’ ตีแตก

ผลการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา นอกจากพรรคก้าวไกล จะชนะปาร์ตี้ลิสต์อย่างถล่มทลาย ด้วยคะแนนเสียง 14 ล้านเสียงทั้งประเทศ

และยังสร้างปรากฏการณ์เซอร์ไพรส์ หักปากกาเซียนเมื่อได้เจาะพื้นที่บางจังหวัดได้อย่าง ยกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ระยอง จันทบุรี ตราด และระยอง

ไม่รวมพื้นที่หลายจังหวัด ที่สามารถ เจาะ เข้าไปในฐานเสียงที่หลายคนไม่คาด ทั้ง นครราชสีมา ปทุมธานี รวมไปถึง เชียงใหม่ ที่กวาดที่นั่งไปได้ถึง 7 จาก 10 ที่นั่ง ซึ่งผู้สมัครเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ล้วนๆ ขณะที่ ‘พรรคเพื่อไทย’ สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้เพียง 2 ที่เท่านั้น คือ เขต 5 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ชนะก้าวไกล สมชิด กันธะยา ไปได้ ขณะที่ เขต 10 ศรีโสภา โกฏคำลือ ชนะ นรพล ตันติมนตรี จากพลังประชารัฐไป และเขตนี้ก้าวไกล ตามมาอันดับ 3

ภาพความเปลี่ยนแปลงของ “เชียงใหม่” ที่เพื่อไทยประกาศเป็นที่มั่นที่จะแพ้ไม่ได้ เลยกลายเป็นพื้นที่ซึ่งไม่อาจมองข้าม

Advertisement

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ น่าตกใจไม่น้อย

“เห็นคะแนนก็ตกใจ เพราะยิ่งกว่าที่คาดไว้ ผู้สมัครก้าวไกล เป็นรุ่นใหม่ หน้าใหม่ทั้งหมดเลย ทำให้เกิดโจทย์ว่า ประชาชนไม่ได้โฟกัสว่า คนมีประสบการณ์ทางการเมืองไหม แต่คนโฟกัสว่า ความเป็นพรรค นโยบาย คนที่ทำงาน ลุยจริงๆ ก็สามารถเป็นตัวแทนได้” รศ.ดร.ไพลินกล่าว

ก่อนว่า อดีตที่ผ่านมา คนไปยึดโยงกับคน โดยเฉพาะกับประสบการณ์ทางการเมือง แต่ครั้งนี้ แคนดิเดตก้าวไกล ลงสนามกันครั้งแรก ทำให้เห็นได้ว่า ภาพนักการเมืองในสายตาของโหวตเตอร์นั้นเปลี่ยนไป จริงๆ เชียงใหม่ตอนนี้ สายเพื่อไทยลูกลงแทนพ่อทั้งนั้น นี่จึงพิสูจน์ว่า ตระกูลการเมืองเปลี่ยนไป อย่างเขต 10 คุณจุลพันธ์ ลูกคุณสมพงษ์ ก็ชนะเพียงพันคะแนน เขต 7 ลูกคุณประสิทธิ์ วุฒินันชัย ก็สอบตกเหมือนกัน ส่วนเขต 6 ก็กลายเป็นคุณอรพรรณ จันตาเรือง ชนะ นายไกร ดาบธรรม ไปได้ เขต 8 เอง ก็ชนะลูก ส.ส. ยิ่งเขต 3 เป็นสิ่งที่คอนเฟิร์มได้ว่า นี่คือกระแสอย่างแท้จริง

“ประเด็นสำคัญคือ พฤติกรรมของการเลือกตั้ง ไม่ได้มองทั้งประสบการณ์ แบ๊กกราวด์ผู้สมัคร ไม่ได้มองตระกูลการเมือง ที่มองว่าการเมืองเป็นเรื่องส่งทอดกันได้”

ถอดรหัส ‘ก้าวไกล’ เข้าวิน

รศ.ดร.ไพลินกล่าวว่า จริงๆ แล้ว ถ้าดูก่อนวันเลือกตั้ง จะเห็นสถานการณ์ของความนิยมของก้าวไกลมาในระดับหนึ่ง เห็นกระบวนการสร้างแคมเปญ ดีเบต ที่มาจัดที่เชียงใหม่ สังเกตดีๆ ก้าวไกลส่งระดับแนวหน้ามาทั้งนั้น อาจจะเกิดการประเมินจากปี 2562 เห็นว่าคะแนนมีช่องว่างตรงไหน ที่จะเข้าไปดันได้ เชียงใหม่ จริงๆ แล้วเป็นพื้นที่เพื่อไทยครองตำแหน่งมาตลอดก็จริง แต่ก้าวไกล มีภาพที่ต่างจากอนาคตใหม่อีกสเต็ป ชัดเจนในนโยบาย

เชียงใหม่ แม้จะไม่ใช่พื้นที่ที่มี ส.ส.มากสุดในประเทศ แต่มีมูฟเมนต์ทางการเมืองมาก มีการเกิดขึ้นของการรวมตัวทางการเมือง มีแฟลชม็อบ ที่เกิดจากคนรุ่นใหม่ ทั้งมีสถาบันอุมศึกษาถึง 12 สถาบัน มากไปกว่านั้น นักเรียนก็แสดงออกด้วย แสดงว่าไม่ใช่แค่คนมีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้นที่จะแสดงออกทางการเมืองได้ แม้เด็กยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่มีอิทธิพลสูงมากในโซเชียลมีเดีย

“ก้าวไกล จึงโดดเด่นกว่า เพื่อไทย”

 

คนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าวต่อว่า เพื่อไทยชูประเด็นเศรษฐกิจ ทักษิณ หรือสิ่งที่ทำได้ในอดีต คือ ปลุกคนในเจเนอเรชั่นหนึ่งที่เคยได้ แต่คนเจนใหม่ไม่เคยเห็นภาพเหล่านั้น ซึ่งก้าวไกลดึงคนกลุ่มนี้ปลุกสร้างอินฟลูเอนเซอร์ แต่ก็ไม่คาดคิดว่าก้าวไกลจะชนะได้ถล่มทลาย จากที่คิดว่าอาจชนะได้ 3 เขต เป็น 7 เขต สะท้อนว่า กระแส ในทางการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง รวมถึงความตื่นตัว กลุ่มคนรุ่นใหม่ คุยเรื่องการเมืองในครอบครัวมากขึ้น แลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสาร กับพ่อแม่ คนเจนเอ็กซ์ ที่เข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารได้ จะเห็นได้ว่าคนที่ไปเลือกก้าวไกล ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ เพราะเฟิร์สไทม์โหวตเตอร์น้อยมาก เมื่อเทียบกับเจนเอ็กซ์

“เพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายค้านมา 4 ปี ขอโอกาสแลนด์สไลด์กลับไปเป็นรัฐบาล เพื่อทำสิ่งที่เคยทำได้อีกครั้ง ในด้านหนึ่งประชาชนเห็นบทบาทของเพื่อไทยทั้งบทบาทรัฐบาลและฝ่ายค้านมาแล้ว แต่ประชาชนยังไม่เคยเห็นบทบาทก้าวไกลเป็นรัฐบาล คนเลยอยากลอง และเห็นว่าไปสู้ไปเปลี่ยนได้อย่างที่หาเสียงหรือไม่”

เปิดเหตุผล ทำ ‘เพื่อไทย’ สะดุด

“เป็นจุดที่เพื่อไทย ต้องคิดว่า ยุทธศาสตร์ และ แคมเปญที่เกิดขึ้นในอดีต ได้ผลอยู่ไหม ขณะที่ก้าวไกล พูดเรื่องที่อยากให้เกิดในอนาคต อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง”

ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยหาเสียงกับชาวเชียงใหม่ ด้วยการประกาศเป็นเมืองที่แพ้ไม่ได้ เป็นบ้านเกิดของอดีตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กระทั่งการขึ้นเวทีครั้งสุดท้าย ที่เชียงใหม่ ที่ประกาศถึงพี่น้องเสื้อแดง ซึ่งเรื่องนี้ รศ.ดร.ไพลิน มองว่า เป็นดาบสองคม

รศ.ดร.ไพลินกล่าวว่า กระแสก้าวไกล พยุงพรรคได้สูง คำถามคือ ประชาชนมองที่พรรคการเมืองมากขึ้น แล้วทำไมเขาถึงมองก้าวไกล ทั้งที่จุดยืนเป็นพรรคประชาธิปไตยเช่นกัน เมื่อไปดูนโยบาย ก็ไม่ต่างกันมาก แสดงว่าต้องไปดูจุดยืน ความรู้สึกที่ต้องการการเมืองแบบใหม่ ซึ่งเพื่อไทยเอง แตกต่างจากเดิมไหม ก็มีเฉดที่แตกต่างจากเดิม แต่ยังมีสีเดิม เพราะมีคนเก่าที่กลับเข้ามา

“การพูดถึงคนเสื้อแดง ยังพูดอยู่ แต่อาจต้องมองว่า คนเสื้อแดงที่มีหลายเฉด ทั้งแดงเฉดส้ม ที่ต้องการตัดสินใจว่าจะก้าวไปสีใหม่”

“เพื่อไทย พยายามนำเสนอเมสเสจ บางทีก็พูดยาก เวลาเสนอไปว่า เชียงใหม่ เป็นเมืองหลวงเพื่อไทย ลงพื้นที่ไป บางคนก็ไม่ชอบ บางทีคนเหนือมองว่า มันถูกเคลมว่าเป็นสมบัติ หรือเป็นเจ้าของของจังหวัด ต้องเข้าใจว่า เจเนอเรชั่นมันเปลี่ยน เจนเอ็กซ์ วายซี ก็ติดตามโซเชียล โมเดิร์นขึ้น ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน เห็นโลกมากขึ้น ทำให้ความคิดหรืออะไรบางอย่างเปลี่ยนไป พอเคลมแบบนี้ก็มีเสียงสะท้อนว่าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ทั้งที่จริงแล้ว เชียงใหม่เป็นของทุกคน”

แม้แต่ เชียงใหม่ แพ้ไม่ได้ บ้านเกิดนายกฯ รศ.ดร.ไพลินกล่าวว่า เห็นได้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อาจจะไม่ได้คิดว่าการมีนายกฯจากจังหวัดใด เป็นปัจจัยที่ต้องเลือกเขา คนเป็นนายกฯต้องเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ ไม่จำเป็นต้องภูมิภาคนิยม มาเป็นตัวเลือก เพราะคนเชียงใหม่เป็นเมืองมากขึ้น มีความเป็นจังหวัดนิยมน้อยลง เมสเสจนี้ ออกไปแล้วจึงไม่ค่อยได้ผล

นอกเหนือไปกว่านั้น รศ.ดร.ไพลินกล่าวว่า การที่ก้าวไกลชนะ ส่วนหนึ่งก็มาจากเพื่อไทย ที่สร้างฐานความคิดแบบประชาธิปไตย หรือการไม่เอารัฐประหาร เป็นประชาธิปไตยแบบแอ๊กชั่น แสดงออกตลอด มีฐานการเมือง จึงต่อกันติดกับพรรคก้าวไกล หรือพูดได้ว่า ความคิดทางการเมืองจากเพื่อไทยในอดีต ปลูกฝังประชาธิปไตย การแสดงออกทางการเมือง หรือการไม่เอารัฐประหาร ถูกกรูมมาจากเพื่อไทย ทำให้ฐานเพื่อไทยส่วนหนึ่ง มาเลือกก้าวไกลบางส่วน

เชียงใหม่ ที่เปลี่ยนไป

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า หากให้มองเชียงใหม่ ความที่มีสถาบันอุดมศึกษาอยู่ 12 แห่ง คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จังหวัดอื่นในภาคเหนืออาจจะมีไม่มากเท่า เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองผ่าน เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีสนามบินมาลง เลยทำให้มีภาวะที่คนเชียงใหม่เจริญเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าจังหวัดอื่น แต่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ คมนาคม ท่องเที่ยว ทำให้มีความหลากหลายมากขึ้น วัฒนธรรมก็หลากหลาย คนก็หลากหลายอีก มีย้ายถิ่นฐานอีก เมืองมันเปลี่ยน

และว่า ความท้าทายของ ส.ส.คือ ทำอย่างไรให้เห็นว่านโยบายมันโตได้มากกว่านี้ หลายคนจึงพยายามพูดให้พื้นที่ตัวเอง กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน เมดิคัลฮับ เพื่อรองรับการโตของเชียงใหม่ โดยเอาชุมชนเป็นฐาน

หากมองภาพใหญ่ รศ.ดร.ไพลินกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เชียงใหม่เปลี่ยนไป หลักๆคือ พฤติกรรมการลงคะแนน ปัจจัยที่ลงคะแนนเสียง การตื่นรู้ทางการเมือง มีมากขึ้นจากเดิม ที่เรารู้สึกว่า การตัดสินใจไม่กี่อย่าง เมื่อข้อมูลมันเยอะขึ้น มีให้บริโภคระหว่างการเลือกตั้ง ก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลงคะแนน

จัดตั้งรัฐบาล-เลือกตั้งท้องถิ่น นัดต่อไป พลาดไม่ได้

รศ.ดร.ไพลินกล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตามองต่อจากนี้ คือการจัดตั้งรัฐบาล ที่ทุกคนต้องการจะเห็น และประชาธิปไตยที่เรามี การเลือกตั้ง ประตูที่ชื่อประชาธิปไตย นั้นทางเดินมันเป็นท่อให้เราเดินต่อไปไหม ประชาชนส่ง ส.ส.เข้าสภา ประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้ง ว่าคนที่เลือก แพ้ ยอมรับหลักการเสียงข้างมาก แต่พอเข้าไปในรัฐสภา กลไกระบบรัฐสภา จะทำได้อย่างที่ประชาชนทำได้หรือเปล่า ประชาชนเฝ้ารอ และตั้งความหวังของประชาชน ที่คิดว่าดีที่สุดในตอนนี้

“เขาอยากเห็นรัฐบาล ใครกระทรวงไหน ทำอะไร และต้องทำเร่งด่วน เพราะเราเดินช้า จนคนนำไปแล้ว เราต้องการรัฐบาลที่พาเราเดินได้เร็ว ยอมรับหลักการประชาธิปไตย”

“สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ คือการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่าจริงๆ แล้ว คนเลือกก้าวไกล หรือเพื่อไทย ที่เราต้องดูว่าต่อไป เครือข่ายทางการเมืองท้องถิ่น ยังมีความสำคัญอยู่ไหม เชื่อมโยงกันอย่างไร ถ้าเรามองว่า ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง ด้วยโครงสร้าง ก็ต้องมาดูว่า ท้องถิ่นจะเดินอย่างไร ยังต้องพึ่งพิงจากพรรคการเมืองอยู่ไหม”

พร้อมทิ้งท้ายถึงพรรคก้าวไกลว่า คะแนนของพรรคก้าวไกล ทำให้เห็นว่า คนโฟกัสจากพรรค ซึ่งเราเคยเห็นแบบนี้ตอนไทยรักไทย ก้าวไกลต้องเรียนรู้ว่า การได้ ส.ส.ด้วยกระแส แต่ยากกว่าคือ จะทำอย่างไรให้รักษากระแสไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้

“กระแส บางครั้งก็วูบวาบ มากับความคาดหวัง ก้าวไกลจะทำให้กระแสกลายเป็นความมั่นคงของพรรคได้อย่างไร จะรักษาไว้ได้ถึง 4 ปีหรือไม่” รศ.ดร.ไพลินกล่าว

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง