เจาะลึก ‘ปารีสโมเดล’ ฟังเลคเชอร์ อ.รัฐศาสตร์ หลังพิธาเสนอชัชชาติ เลือกนายกเขต

8.06.23 | 01:05 น.

เจาะลึก ‘ปารีสโมเดล’ ฟังเลคเชอร์ อ.รัฐศาสตร์ หลังพิธาเสนอชัชชาติ เลือกนายกเขต

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน สืบเนื่องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล นำ ส.ก.และว่าที่ ส.ส.กทม. เข้าพบนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเสนอให้มีการแก้กฎหมาย เปลี่ยนโครงสร้างโดยใช้ ‘โมเดลปารีส’ เลือกนายกเขต

รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า ปารีสโมเดล สื่อถึงเขตปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กล่าวคือ ปกติแล้วประเทศฝรั่งเศสแบ่งการปกครองเป็น 3 เลเยอร์ ได้แก่ 1.ภูมิภาค 2.ภาคจังหวัด และ 3.เทศบาล เนื่องจากปารีสเป็นเมืองใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก จึงได้รับ 2 สถานะ คือเป็นทั้งจังหวัดและเทศบาลในตัว หมายความว่า เมืองปารีสที่เราเรียกกันนั้น มีอำนาจหน้าที่มากกว่าเทศบาลทั่วไป

“สถานะเขตหรือตารางเมตรของเมืองแม้ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เยอะและมีสถานะเป็นเมืองหลวงด้วย ก็เลยทำให้ถูกยกระดับกลายเป็นจังหวัดด้วย พอมีสถานะเป็นจังหวัดแล้วก็มีอำนาจหน้าที่มากกว่าเทศบาลอื่นทั่ว ๆ ไป ในฝรั่งเศสก็จะมีเมืองที่คล้าย ๆ ปารีส เช่น เมืองลียง (Lyon) มาร์เซย (Marseille) และคอร์ซิกา (Corsica) ที่อยู่ทางใต้ เป็นต้น” รศ.ดร.วรรณภา กล่าว

รศ.ดร.วรรณา กล่าวว่า นายกเทศมนตรีเมืองปารีส ทำหน้าที่เหมือนนายกเทศมนตรีเมืองอื่นๆ โดยมีหน้าที่เพิ่มเติม เพราะเมื่อปารีสกลายเป็นจังหวัดด้วย ก็ทำให้มีอำนาจหน้าที่มากว่าเมืองอื่น ๆ แต่ด้วยความที่ปารีสมีความซับซ้อนสูง จึงทำให้ปารีสถูกแบ่งออกเป็นเขตในกฎหมายกระจายอำนาจของเมืองปารีสในปี 1982 ที่แบ่งปารีสออกเป็น 20 เขต ในแต่ละเขตมีสภาเขตและก็นายกเขตที่มาจากการเลือกตั้ง โดยสมาชิกของสภาเขต ประกอบไปด้วย สมาชิกของสภาเมืองปารีส ซึ่งได้รับเลือกตั้งในเขตนั้น ทำให้มีหมวก 2 ใบ กล่าวคือ เป็นทั้งสมาชิกสภาเมืองและสภาเขตด้วย โดยในแต่ละเขตก็มีการเลือกตั้งทั้ง 20 เขต และรับผิดชอบต่อการดำเนินการที่เกี่ยวกับเขต คล้ายกับกทม.ในอดีตที่เคยมีสภาเขตกรุงเทพมหานคร หรือ (ส.ข.) แต่ความพิเศษของเขตในปารีส คือ การมีนายกเทศมนตรีของแต่ละเขตด้วย

Advertisement

“นายกเทศมนตรีก็คือคนที่ดูแลเขต ถ้าเปรียบเป็นแบบบ้านเรา อาจเทียบได้กับ ผอ.เขต แต่ก็อาจไม่ใช่เสียทีเดียวเพราะ ผอ.เขต มาจากการเป็นข้าราชการประจำ แต่นายกเทศมนตรีแต่ละเขตก็จะมาจากการเลือกตั้งจากบรรดาสมาชิกที่อยู่ในเขตนั้น เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ หลักคิดที่สำคัญคือการกระจายอำนาจ เพื่อให้แต่ละเขตตอบสนองความต้องการของคนในเขต ซึ่งดูได้จากการวางผังเมืองที่ชัดเจนของเมืองปารีส ที่อาจไม่เหมือนกรุงเทพฯ

ฝรั่งเศสแบ่งออกเป็น โซนธุรกิจ โซนร้านค้า โซนที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการในแต่ละเขต ทำให้ตัวนายกเทศมนตรีเข้าใจปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับข้าราชการประจำหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแบบปกติ ที่อาจจะไม่ได้ทำงานตามการตอบสนองของประชาชนในพื้นที่” รศ.ดร.วรรณภากล่าว

รศ.ดร.วรรณา กล่าวต่อไปว่า กฎหมายฐานตั้งต้นของไทยนั้น กรุงเทพมหานครเป็นองค์ปกครองท้องถิ่นส่วนพิเศษ ไม่ได้มีสถานะเป็นจังหวัด

“เราไปทรีตมัน เป็นเหมือนจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ อย่างคุณชัชชาติ ไม่ใช่เหมือนผู้ว่าจังหวัดอื่น เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง และเราก็ไม่ได้ให้อำนาจกรุงเทพมหานครมากนักในขณะที่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ หมายความว่าพิเศษเหมือนพัทยา ถ้าเปรียบกรุงเทพฯ กับเมืองหลวงในหลายประเทศที่มีการกระจายอำนาจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว และอื่นๆ ซึ่งองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เป็นเมืองหลวงแบบนี้ มีอำนาจมากกว่ากรุงเทพฯ มาก” รศ.ดร.วรรณภากล่าว

รศ.ดร.วรรณภากล่าวว่า กรุงเทพมหานครถือว่ามีอำนาจน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนส่งมวลชน ขสมก. ควรจัดการโดยกทม.

“ในต่างประเทศ ความเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการจัดการของตัวเอง แต่ในกรุงเทพฯ ณ วันนี้ คนในประเทศแบกรับการใช้สาธารณูปโภคบางอย่าง พวกรถเมล์ ขสมก. รัฐวิสาหกิจ ให้คนกรุงเทพมหานครอยู่ แม้จะวิ่งระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็ตาม ไม่ได้กระจายอำนาจให้กรุงเทพมหานครมากนัก การทำงานของกรุงเทพมหานครเลยมีความยากลำบากพอสมควร ไม่ได้มีความคล่องตัวหรือมีอำนาจมากนัก ยังมีความเป็นส่วนกลางเข้ามาครอบอยู่เยอะ ในขณะที่ปารีสมีอำนาจมากพอสมควร ถือว่าเป็นเทศบาลและจังหวัดด้วย”

รศ.ดร.วรรณภา อธิบายเพิ่มเติมถึงประเด็นการแบ่งโครงสร้างว่าอาจไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับการกระจายอำนาจให้สามารถจัดการตนเองได้ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ อาจไม่ใช่เป็นทางออกของการปกครองส่วนท้องถิ่น

“ฝรั่งเศสเปลี่ยนโครงสร้างและกระจายอำนาจไปด้วย เป็นโครงสร้างใหม่ตัวอำนาจหน้าที่ก็ตามไปด้วย สิ่งที่น่าสนใจ ปารีสในช่วงปี ค.ศ.2014 เป็นต้นมา ปารีสถูกยกระดับให้เป็นเมโทรโปร เป็นมหานครกลุ่มปารีส มันจะไปครอบคลุมเอาจังหวัดข้างเคียงมารวมกันอยู่ด้วยและยุบสถานะเป็นนิติบุคคลคือครอบเหนือขึ้นไปอีก เขาเรียกว่าเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น มันก็จะทำให้ปารีสมีความเข็มแข็งมากยิ่งขึ้นเป็นปารีสบวกเมืองข้างๆ ในขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.ทำอะไรก็ติดขัด ถ้ากฎหมายไม่อนุญาต ก็แก้ไม่ได้ รัฐบาลส่วนกลางเป็นคนทำ มันก็ทำงานได้อย่างไม่คล่องตัว ไม่ตอบสนองให้กับคนในพื้นที่มากนัก” รศ.ดร.วรรณภา กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากดำเนินตามปารีสโมเดล อาจจะไม่ใช่แค่กรุงเททพมหานคร แต่รวมถึงปริมณฑลด้วยใช่หรือไม่?

รศ.ดร.วรรณภา ตอบว่า ใช่ โดยอาจพัฒนาเมืองใกล้เคียงกัน ไม่ได้เป็นการยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

“มันจะมีองค์กรพิเศษครอบคลุมขึ้นมาทันที เพื่อพัฒนานโยบายกรุงเทพมหานครเป็นภาพรวม อันนี้น่าสนใจเราเรียกว่าเมือง เมโทรโปร หรือเมืองมหานคร เป็นองค์กรความร่วมมือที่ทำให้มีการพัฒนาโครงสร้างความเป็นเมืองมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ดูแค่เขตอย่างเดียว ไม่ได้ดูเฉพาะกรุงเทพมหานครอย่างเดียว แต่ดูปริมณฑลด้วยซึ่งมันจะพัฒนาไปพร้อมกัน โดยเน้นการกระจายอำนาจ”

รศ.ดร.วรรณภา ย้ำว่า กรุงเทพมหานครยังมีข้อจำกัดหลายๆ ด้าน ต้องไปแก้กฎหมายหลายเรื่องเพื่อกระจายอำนาจให้กับกรุงเทพมหานคร

“เรามีกรรมการการกระจายอำนาจตั้งแต่ พ.ศ.2540 ที่ทำเรื่องแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน แต่การกระจายอำนาจยังไปไม่ได้ไกล เพราะถูกเหนี่ยวรั้งจากส่วนกลางด้วย”

เมื่อถามว่า อำนาจและหน้าที่ของนายกเขตเป็นอย่างไร ?

รศ.ดร.วรรณภา กล่าวว่า เป็นการย่อยลงมาดูเฉพาะเขต และประเด็นที่ใกล้ชิดประชาชน เช่น อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนราษฎร์ ยังอยู่ที่องค์การปกครอง ดูเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โรงเรียนในเขตนั้นๆ รวมถึงอำนาจเกี่ยวกับความเป็นอยู่ การเกิดการตาย โรงเรียน สถานเด็กเล็ก

ส่วนประเด็นที่ว่า หากนำโมเดลนี้มาใช้ในกรุงเทพมหาคร จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเทียบกับปารีสได้หรือไม่ ?

รศ.ดร.วรรณภา มองว่า อาจไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว

“อาจเป็นแบบเขตที่แบ่งกัน ที่ถูกแบ่งพัฒนาหรือตอบสนองความต้องการของคนในแต่ละที่ในเขตได้ ส่วนตัวคิดว่าโซนนิ่งในกทม. มีปัญหาตั้งแต่ต้น มันจัดลำบาก ถามว่าดีไหม คิดว่าคอนเซ็ปต์ดี แต่ด้วยปัญหาเรื่องโซนนิ่งจึงอาจจะดีไม่ได้เท่าปารีส ถ้าคนในเขตทำงานกันอย่างจริงจัง ถ้าคนทำงานมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็จะทำงานตอบสนอง เพราะเป้าหมายคือการเลือกตั้งใหม่ เขาก็ทำงานเพื่อเอาใจประชาชนในเขตนั้น แข่งขันกันพัฒนา สภาเขตทำงานมีประสิทธิภาพ มันมีหลายปัจจัย การกระจายอำนาจเพื่อทำงานให้ตอบสนองต่อพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว มันก็เป็นอีกโมเดลหนึ่ง การเลือกตั้งลงไประดับเขต จะทำให้การตอบสนองในพื้นที่ดีกว่า เพราะผู้ว่ากทม. ทำงานทุกพื้นที่คนเดียวไม่ไหว”

อ่าน : พิธา เสนอ ‘ชัชชาติ’ แก้กม.เปลี่ยนโครงสร้าง ยึดโมเดลปารีส เลือกนายกเขต ช่วยผู้ว่าฯกทม.บริหารงาน