หน้าแรก การเมือง ส.ว.ประพันธ์ ...

ส.ว.ประพันธ์ ลุกขู่สภา ถ้าดึงดันลงมติ เจอคดีแน่ ยกกม.ชี้พิธา มีลักษณะต้องห้ามแล้ว

13.07.23 | 12:32 น.

‘ส.ว.’ ไม่เห็นด้วยเสนอชื่อ ‘พิธา’ นั่งนายกฯ เหตุมีลักษณะต้องห้ามปมหุ้นสื่อ ชี้หากสภาดึงดันลงมติวันนี้อาจถูกดำเนินคดี ฐานปฏิบัติหน้าที่ขัด กม. โววุฒิสภามีเสียงมาจาก ปชช.เหมือน ส.ส.มีสิทธิเลือกนายกฯ

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมกับมีผู้รับรองชื่อถูกต้อง ก่อนเปิดอภิปรายนั้น

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

จากนั้นเวลา 10.40 น. นายประพันธ์ คูณมี ส.ว. อภิปรายว่า วันนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นวันที่สมาชิกรัฐสภาจะทำหน้าที่สำคัญ โดยพิจารณาคนที่มีความเห็นชอบที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพวกเรามีที่มาแตกต่างกันกับ ส.ส. แต่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ก็บัญญัติไว้พวกเราทั้งสองฝ่าย ย่อมถือว่าเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย แต่การทำหน้าที่ของเราต้องไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ หรือไม่ถูกครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งประเด็นปัญหาที่เราจะพิจารณาในวันนี้เป็นการใช้สิทธิและหน้าที่ของเรา โดย ส.ส.และ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราต่างมีฐานที่มา จากประชาชน เพียงแต่แตกต่างกันในด้านวิธีการและกระบวนการเท่านั้น

ตนให้เกียรติและรับฟังความเห็นของ ส.ส. แต่การพิจารณาวันนี้ ต้องให้ความเคารพและฟังเสียงประชาชนทั้งประเทศประกอบการพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตาม เคารพและให้เกียรติท่าน และหวังว่าท่านจะเคารพการทำหน้าที่ของ ส.ว.เช่นกัน ซึ่งไม่ว่าเราจะโหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบอย่างไร ท่านคงเคารพกฎกติกาของกฎหมาย ดังนั้น การที่ตนจะเสนอในที่ประชุมในวันนี้ จึงเป็นความเห็นโดยสุจริต โดยไม่ได้มีอคติส่วนตัวใดๆ ต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี

Advertisement

นายประพันธ์กล่าวต่อว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยสาระสำคัญว่าวันนี้เราอยู่ในโหมดการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 บทเฉพาะกาล ฉะนั้น การเสนอชื่อแม้จะใช้มาตรา 272 ก็ตามแต่การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีก็อยู่ในบทมาตรา 159 ที่บัญญัติให้สภาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งได้รับเห็นควรแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็แต่บุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ซึ่งในมาตรา 160 (6) ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ซึ่งมาตรา 98 มีระบุไว้หลายข้อโดยเฉพาะ (3) ต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ แต่เฉพาะกรณีของนายพิธาที่ถูกเสนอชื่อมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติที่ขัดต่อกฎหมายมาตรา 160 และมาตรา 98 (3) เมื่อเป็นเช่นนี้การเสนอชื่อของสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอชื่อนายพิธาขัดต่อข้อบังคับข้อที่ 136 จะเสนอชื่อบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ได้ จึงมีปัญหาว่าการเสนอชื่อบุคคลผู้นี้แล้วให้สภา ให้ความเห็นชอบนั้น เป็นการเสนอชื่อบุคคลโดยชอบหรือเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับหรือไม่

“โดยคุณสมบัติของนายพิธาปรากฏชัดเจนเมื่อวานนี้ (12 กรกฎาคม) ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​มีมติและยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธาได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) ซึ่งทางศาลได้ลงรับหนังสือทางธุรการแล้ว อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจากข้อสงสัยที่นายพิธาเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม เรื่องนี้เป็นความเห็นที่ยุติโดย กกต. แต่ในชั้นพิจารณาจของสภา แห่งนี้เรามีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าการที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายพิธานั้น เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมายและขัดข้อบังคับหรือไม่” นายประพันธ์กล่าว

นายประพันธ์กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าอาจมีหลายคนอาจเห็นแย้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็จะไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติไม่ได้ ซึ่งมองว่าปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาล เพราะปัญหาเรื่องคุณสมบัติของ ส.ส. ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่วิญญูชนหรือคนทั่วไปก็สามารถวินิจฉัยได้ ดังนั้น ท่านคนนั้นก็มีวิจารณญาณวินิจฉัยตัวเองได้ กฎหมายจึงไปเขียนไว้ในมาตรา 151 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่าผู้ใดรู้อยู่แล้วและจงใจไปสมัคร ส.ส. จึงเป็นความผิด

ส่วนกรณีที่กฎหมายให้ศาลวินิจฉัยนั้น เป็นเรื่องที่ กกต.เห็นว่าสมาชิกภาพของท่านสิ้นสุดแล้วแต่ท่านไม่ยอมรับ ไม่รู้ตัว จนต้องให้สมาชิกมาเข้าชื่อแล้วยื่นต่อศาลเท่านั้น ดังนั้น การที่สมาชิกเสนอชื่อบุคคลดังกล่าว และนำเรื่องนี้มาพูดเพื่อชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อมาให้สมาชิกรับรอง และให้ความเห็นชอบเป็นบุคคลที่สภา ไม่อาจรับไว้พิจารณาและโหวตหรือลงคะแนนเสียงให้ เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หากสภาให้ความเห็นชอบหรือลงมติต่อไปย่อมขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ และสมาชิกรัฐสภาที่จะได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติ ย่อมได้ชื่อว่ารู้อยู่แล้วว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ท่านก็ยังจงใจกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับรัฐสภา ซึ่งการทำมติ และให้ความเห็นชอบเรื่องนี้ จะเป็นปัญหาและความผิดร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน หากเรายังดึงดันที่จะยังลงมติจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ท่านอาจจะถูกดำเนินคดีตาม มาตรา 231 (1) คือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจ โดยขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เห็นด้วย และขอคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี