‘อดีต พธม.’ ได้กลิ่นคาว ก้าวต่อไปต้องเคลื่อนไหวให้สุขุม-วอนผู้มีอำนาจครั้งสุดท้าย ไม่อยากเห็นนกพิราบ ถูกฆ่ากลางถนน-หยุดปลุกปั่น
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายอมร อมรรัตนานนท์ แกนนำแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมกิจกรรม แถลงการณ์วิพากษ์สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บริเวณสี่แยกคอกวัว เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
โดยในตอนหนึ่ง นายอมรกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาไม่เห็นชอบและงดออกเสียงโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา
นายอมรกล่าวว่า วันนี้พวกเขาก็เข้ามาอยู่ในกรอบ สู้ในระบบรัฐสภา และข้อเสนอล่าสุดคือการเสนอให้เลิกมาตรา 272 เป็นข้อเสนอที่ต่ำที่สุด เป็นข้อเสนอที่บอกตรงๆ ว่าไม่ควรมีมนุษย์หน้าไหนปฏิเสธในการเปลี่ยนแปลง
“ก่อนหน้านั้นที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ พวกคุณไม่ยอมแก้ไขยังพอเข้าใจได้ แต่วันนี้เมื่อมีการเลือกตั้ง ฉันทามติของประชาชน 14 ล้านคน พวกคุณยังบอกเป็นเสียงส่วนน้อย มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะปิดสวิตช์ตัวเอง ด้วยการลงมือโหวตยกเลิกมาตรา 272 เป็นปลายทางและเป็นทางออกของสังคมไทย เรื่องวันที่ 19 ก.ค. ผมไม่คาดหวัง ผมคิดว่าการกดปุ่มของบรรดา ส.ว.ในการคัดค้านการดำรงตำแหน่งของคุณพิธา ยังคงดำรงอยู่ แต่ก็อาจจะเห็นอีกมิติหนึ่งที่ ส.ว.บางส่วนที่สำนึกและตระหนักรู้ เมื่อกระบวนการประชาชนในวันนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปมีการเคลื่อนไหว ขอความร่วมมือให้พวกเขาเปิดพื้นที่ให้ประชาธิปไตยมันเกิด แต่ก็เป็นแค่ความคาดหวัง จะเกิดหรือไม่เกิด 19 ก.ค.นี้รู้กัน”
“การที่ก้าวไกลเสนอญัตติแก้ไข ม.272 เป็นความชอบธรรมและเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ที่ผู้มีเกียรติและศักดิ์ศรีซึ่งเรียกว่า ส.ว.นั้น จำเป็นที่จะต้องหันมาโหวตสนับสนุน เพราะคุณเองก็รู้หน้าที่ ส.ว.ของอารยประเทศ ไม่มีประเทศไหนมีอำนาจในการเลือกตั้งนายกฯ” นายอมรชี้
นายอมรกล่าวต่อไปว่า จะมาอ้างขอเวลา 8-9 เดือนที่เหลืออยู่ ก็เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ขอเรียกร้องบรรดาขบวนการเยาวนชนคนหนุ่มสาว กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างที่น้องๆ หลายคนพูด ได้เกิดขึ้นแล้ว
“สายลมที่กำลังโหมกระหน่ำ พัดพาเอาสิ่งที่มันเป็นปัญหาของสังคมไทย กำลังเกิดขึ้น แต่อย่าคาดหวังภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่หยั่งรากลึกของกลุ่มอำนาจเก่า ที่ฝังมากว่า 80-90 ปี ว่าเขาจะยอมถอยง่ายๆ” นายอมรกล่าว
นายอมรกล่าวอีกว่า ตามสุภาษิตไทย สองคนร่วมคิด การที่เราสุมหัวกันเป็นกลุ่ม เป็นเครือข่าย เป็นองค์กรทางความคิด และมีเป้าหมายร่วมกันชัดเจนว่าเราต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทย และจะต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ต้องมีพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริงเกิดขึ้น ซึ่งจัดตั้งทางความคิดอย่างเดียวไม่พอ
“ทุกวันนี้น้องๆ บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว 14 ล้านคนวันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่พัฒนา เรียกว่ายกระดับในเชิงคุณภาพ ดูการชุมนุมแฟลชม็อบก็ได้ เมื่อปี 63 เราจะเห็นแต่เด็กๆ แต่เดี๋ยวนี้เราเห็นพ่อยก แม่ยก คนผู้เฒ่ารุ่นราวคราวเดียวกับผมเข้าร่วมมากขึ้น เป็นเพราะว่าได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้ว” นายอมรระบุ
นายอมรกล่าวอีกว่า ฉะนั้น ก้าวต่อไปต้องเคลื่อนไหวให้สุขุมรอบคอบ และต้องมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนว่าเราต้องเปลี่ยนให้ได้ แต่ระยะเวลานั้นต้องประเมินจากข้อเท็จจริง ในสภาพความเป็นจริงของสังคม ไม่ได้เรียกร้องให้หยุดการต่อสู้ ต้องสู้ต่อ ต้องเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง แต่เดินหน้าภายใต้กรอบคิดที่มีกระบวนการร่วมกันคิด เดินหน้าไม่ให้เข้าไปเป็นเหยื่อ

“ผมบอกตรงๆ ว่า ผมขอครั้งสุดท้ายของสังคมไทย ผมไม่อยากเห็นการฆ่านกพิราบกลางถนนอีกแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมฝากผู้มีอำนาจรัฐ อย่างไรเสียเขาก็เป็นลูก เป็นหลานเรา คุณจะกินเลือดกินเนื้อเขาอีกหรือ เพราะฉะนั้นหวังไว้ว่า สังคมไทยในยุคของผม คงไม่อยากเห็นความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เกิดการเข่นฆ่ากัน และการเข่นฆ่ากันด้วยอำนาจรัฐก็พอจะเข้าใจได้ว่าพวกคุณปกป้องผลประโยชน์ของคุณ ถึงแม้มันจะไม่ชอบธรรม
“อย่าได้สร้างสื่อมวลชน อย่าได้สร้างสื่อเทียมขึ้นมาเพื่อปลุกปั่นประชาชนให้เข่นฆ่ากันเองอีกเลย ผมผ่านความเจ็บปวดในยุค 6 ตุลา มาแล้ว ที่คนไทยฆ่าคนไทยกันเอง” นายอมรเผย
นายอมรกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้เหตุการณ์ครั้งนั้นมันจบในวันนี้
“พวกเขาก็ไม่หยุด แต่ผมขอว่า วันนี้ทบทวนเถอะ อย่าเลย จะใช้นิติประหาร ใช้นู่นใช้นี่ ความชอบธรรมคือสิ่งที่สังคมจะเรียนรู้ เขาจะตราหน้าพวกคุณเอง แต่ถ้าคุณใช้คนไทยฆ่าคนไทย คุณก็จะไม่มีแผ่นดินอยู่” นายอมรกล่าว
อ่านข่าว : อดีตแกนนำพธม. ตอกย้ำเหตุ ตั้งเป้า ‘ทำลายก้าวไกล’ เพราะหวาดผวา จะไปแฉเนื้อแท้ ‘พรรคนายทุน-ขรก.’?

