หน้าแรก Election Slide กลุ่ม 24 มิถุ...

กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ชวนแต่งดำ 19 ก.ค. ไว้อาลัย ส.ว.ขวางโหวตนายกฯ ซัดทำลายประชาธิปไตย

18.07.23 | 13:16 น.

กลุ่ม 24 มิถุนาฯ บุกศาล รธน.ยื่นหนังสือร้องคำวินิจฉัย ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ชี้ กกต.ข้ามขั้นตอน เร่งพิจารณา ซัด ส.ว.ขวางโหวตนายกฯเท่ากับทำลายประชาธิปไตย ชวนนัดแต่งดำพรุ่งนี้ พร้อมประกาศศึกองค์กรอิสระ

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่บริเวณหน้าอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) รวมประมาณ 20 คน ได้นัดชุมนุมบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 และศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติรับคำร้องกรณีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ประกาศนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครองอันจะมีผลต่อการยุบพรรคก้าวไกล

ทั้งนี้ เวลา 11.00 น. กลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งได้ทยอยเดินทางมาท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกองร้อยน้ำหวาน หรือตำรวจควบคุมฝูงชนหญิง ที่มีการวางกำลังดูแลพื้นที่บริเวณโดยรอบอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) รวมทั้งยังมีการนำแผงรั้วเหล็กมากั้นบริเวณด้านหน้าห่างจากตัวอาคารประมาณ 50 เมตร

กระทั่งเวลา 11.15 น. แกนนำผู้ชุมนุมได้สลับกันปราศรัยย่อยและอ่านแถลงการณ์ โดยนายสมยศกล่าวตอนหนึ่งว่า ปกติแล้วหลังการเลือกตั้งในหลายประเทศทั่วโลก ภายใน 1 สัปดาห์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยผ่านมา 2 เดือนยังคงไม่จบสิ้น และพบว่า กกต.ใช้เวลาไม่นานในการเร่งรัดพิจารณากรณีการถือหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และส่งเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญทันที ทั้งนี้ วิญญูชนทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต ใช้กฎหมายเพื่อล้มล้างประชาธิปไตย ดังนั้น จึงมาเรียกร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนความสัมพันธ์เชื่อมโยงของผู้ร้อง เพราะกระบวนการร้องเรียนเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วศาลรัฐธรรมนูญหยิบมาพิจารณานั้นจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคม และการทำลายประชาธิปไตย

นายสมยศกล่าวต่อว่า และขอเรียนว่า การแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลและการขอยกเลิกมาตรา 112 ของคณะราษฎรนั้นใช้กระบวนการนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคก้าวไกลก็ใช้ฐานะความเป็นผู้แทนปวงชนไทยเข้าชื่อและยื่นขอแก้ไข ดังนั้น คณะราษฎรก็เข้าชื่อหมื่นชื่อเพื่อขอให้แก้ไข นี่คือกระบวนการนิติบัญญัติที่ชัดเจน เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะขอแก้ไขกฎหมาย หากปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทางที่ทำให้เป็นการทำลายประชาธิปไตย สิทธิประชาชนถูกละเมิด บ้านเมืองก็จะหายนะ บ้านเมืองจะสิ้นหวังต่อองค์กรอิสระองค์กรยุติธรรมทั้งหลาย แล้วจะผลักดันให้สังคมไทยเกิดการเคลื่อนไหวการต่อสู้ของประชาชน

Advertisement

นายสมยศกล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังศึกษาข้อกฎหมาย และรวบรวมความเห็นในการอภิปรายโหวตนายกฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา แล้วหยิบยกเรื่องมาตรา 112 ขึ้นมานั้น เป็นข้ออ้างในการไม่โหวตนายพิธาเป็นนายกฯ อาจจะเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ทำให้ประชาธิปไตยหยุดลง ทำให้เสียงข้างมากของรัฐสภาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ กระบวนการที่ ส.ว.กำลังดำเนินการนั้นเป็นการขัดขวางประชาธิปไตย บ่อนทำลายความมั่นคงของประชาธิปไตย ทำให้หลักการประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญและสากลนานาประเทศเสียหาย

ฉะนั้น จะเห็นว่ากระบวนการล้มล้างการปกครองได้เกิดขึ้นแล้ว แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎรของ ส.ส โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเพื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.อยากให้ ส.ส. ส.ว.ตระหนักถึงประชาธิปไตย หลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องทำหน้าที่ปกป้องตรงนี้ด้วย ไม่ใช่แค่อ่านกฎหมายและวินิจฉัยไปในทางที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบประชาธิปไตย

“ขอให้ ส.ว.ยอมรับผลของการกระทำ สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่การคุกคาม หรือไล่ล่าแม่มด การที่มีคนไปกดกริ่งหน้าบ้าน หรือประกาศ แบนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว.ทั้งหมด เป็นการแสดงออกด้วยสันติวิธี” นายสมยศกล่าว

นายสมยศกล่าวอีกว่า ในวันที่ 19 กรฎาคม จะมีการแต่งชุดดำและจัดกิจกรรมฌาปนกิจ ส.ว. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลา 17.00 น. เราขอประกาศศึกกับองค์กรอิสระ ทั้ง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ โดยใช้สิทธิในการชุมนุม นำเสนอความคิดเห็นของประชาชน ไม่ปล่อยให้องค์กรเหล่านี้ทำตามอำเภอใจเพื่อตอบสนองต่อเผด็จการ ย้ำว่านี่เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนที่จะผลักดันให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยไม่ปล่อยให้ 8 พรรคการเมืองดำเนินการต่อฝ่ายเดียว และขอเรียกร้องให้ 8 พรรคการเมืองเหนียวแน่นยืนหยัดไปด้วยกันเพื่อกำจัดอำนาจเผด็จการ และเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :