หน้าแรก การเมือง อดีตคณบดีนิติ...

อดีตคณบดีนิติฯ มธ. ล่าชื่อเอาผิด ‘235’ ส.ว. ข้อหาหนัก ไม่โหวตพิธา ตามฉันทามติ ล้มล้างการปกครอง 

26.07.23 | 15:53 น.

อดีตคณบดีนิติฯ มธ. ล่าชื่อเอาผิด ‘235’ ส.ว.ไม่โหวตพิธา ตามฉันทามติ ขัด ม. 49 รธน. ล้มล้างการปกครอง 

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้สัมภาษณ์มติชนว่า ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อนักวิชาการเพื่อยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้สมาชิกวุฒิสภาเลิกการใช้สิทธิลงมติอันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมกันนั้น จะแนบ 1.บันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ของพรรคการเมือง 8 พรรค และ 2.รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาที่ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ทั้งนี้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ด้วยปรากฏว่า จากการที่รัฐสภาได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งใช้สิทธิออกเสียงลงมติเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งเป็นข้อห้ามตามบทบัญญัติมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 (รัฐธรรมนูญฯ) โดยมีข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงและเหตุผล ดังต่อไปนี้

1.มาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 บัญญัติว่า

“บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้

Advertisement

ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้

ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้

การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง”

ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฯทุกฉบับรวมทั้งฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จะมิได้ให้ความหมายของคำว่า “การปกครองระบอบประชาธิปไตย” ไว้โดยตรง แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าตามหลักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์หมายความถึง ระบอบการปกครองที่ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย” (รัฐธรรมนูญ 2475 มาตรา 1) และการปกครองโดยเสียงข้างมากของประชาชนที่เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองแทนตนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความหมายดังกล่าวนี้มีนัยปรากฏอยู่ในมาตรา 159 วรรคท้าย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันที่บัญญัติว่า “มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยและมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร” และในกรณีที่มีการขออภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 151 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า “มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”

2.ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐซึ่งมีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 116 คน สามารถรวบรวมเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอื่น ๆ รวมกันเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ จำนวน 252 คน จากจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมด 500 คน จึงได้เสนอชื่อ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่รวมตัวกันเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ผลการลงมติปรากฏว่าพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้รับการลงมติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้รับคะแนนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 251 เสียง (งดออกเสียง 1 คน) จากสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 249 เสียง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99.6 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด 250 คน ทั้งนี้โดยสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวให้เหตุผลว่า การลงมติให้พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะพลเอกประยุทธ จันทร์โอชาได้รับการลงมติด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากการลงมติของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภาเลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เป็นครั้งแรกเพราะไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่มีอยู่ก่อนหน้ามีบทบัญญัติเช่นนี้ การลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยถือเอาเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลงมติจึงถือว่าเป็นประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามนัยมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

3.ต่อมา ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่จัดให้มีขึ้นเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ซึ่งจากผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 ปรากฏว่าสมาชิกพรรคก้าวไกลได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด จึงได้เป็นผู้นำในการรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลสามารถเชิญชวนให้พรรคการเมืองอื่นอีก 7 พรรคเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยรวบรวมเสียงจากสมาชิกพรรคต่างๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งได้จำนวน 312 คน เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน โดยได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ของพรรคการเมือง 8 พรรคเพื่อเป็นหลักฐานแสดงความจำนงที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันไว้ด้วย (เอกสารแนบตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1)

4. ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ได้มีการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ผลการลงมติปรากฏว่านายพิธา ได้รับคะแนนเห็นชอบ 324 ซึ่งไม่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภารวมกันทั้งหมด จำนวน 749 คน โดยปรากฏว่ามีสมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนให้ความเห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 13 คน ได้แก่

(1) ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์
(2) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา
(3) นายเฉลา พวงมาลัย
(4) นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล
(5) พล.ต.ท.ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง
(6) นางประภาศรี สุฉันทบุตร
(7) นายพิศาล มาณวพัฒน์
(8) นายพีระศักดิ์ พอจิต
(9) นายมณเฑียร บุญตัน
(10) นายวันชัย สอนศิริ
(11) นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์
(12) นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ
(13) นพ.อำพล จินดาวัฒนะ

นอกจากนั้น มีสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติไม่เห็นชอบ 34 คน งดออกเสียง 159 คน (งดออกเสียงในฐานะประธานวุฒิสภา 1 คน) ไม่เข้าประชุม 43 คน ถึงแม้สมาชิกวุฒิสภาที่งดออกเสียงและที่ไม่เข้าประชุมจะมิได้ลงมติไม่เห็นชอบด้วย แต่จากพฤติกรรมดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นได้ว่ามีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการลงมติเห็นชอบให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เท่ากับเป็นการลงมติไม่เห็นชอบนั่นเอง รวมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ถือได้ว่าลงมติไม่เห็นชอบ จำนวน 235 คน (ดังมีรายชื่อตามเอกสารแนบที่ส่งมาด้วย 2)

โดยในการอภิปรายก่อนการลงมติ มีสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนได้อภิปรายไม่ยอมรับว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลซึ่งชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงมากที่สุดและสามารถเชิญชวนให้พรรคการเมืองอื่น 7 พรรค มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยรวบรวมเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนรวมกันได้ถึง 312 คน ซึ่งเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน และได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) เป็นหลักฐานแสดงความจำนงที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันไว้ด้วยก็ตาม

โดยการอภิปรายส่วนใหญ่เป็นการหยิบยกประเด็นขึ้นกล่าวหาว่าพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคมีพฤติการณ์ไม่จงรักภักดีและต้องการจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และยังคงประกาศเป็นนโยบายพรรคก้าวไกลในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งไว้อย่างชัดเจนว่าจะเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่การเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารและเป็นสิทธิโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายใดๆ ได้ตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ การอภิปรายในลักษณะดังกล่าวจึงมีนัยที่ชัดเจนว่า ผู้อภิปรายไม่ยอมรับว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองเป็นอำนาจของประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เข้ามาทำหน้าที่แทนเขาในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า คือ หัวใจหลักและแก่นแกนของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แสดงว่าผู้อภิปรายไม่เคารพหลักการของระบอบประชาธิปไตยเช่นว่านี้ และเห็นว่าตนเองอยู่ในฐานะที่มีอำนาจเหนือกว่าอำนาจอธิปไตยของประชาชน ที่สามารถลงมติล้มล้างมติมหาชนที่แสดงผ่านการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ได้ โดยอ้างเอาความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาสถาปนาความมีอำนาจเหนือของตนในการไม่ยอมรับการตัดสินใจอันเป็นเจตนารมณ์ของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกว่า 27 ล้านคน (รายละเอียดทั้งหมดของการอภิปรายปรากฏตามบันทึกการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 และขออ้างเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนคำร้องนี้ด้วย) การกระทำของสมาชิกสภาวุฒิสภาในการอภิปรายดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่ามิได้ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยและมีเจตนาล้มล้างอำนาจอธิปไตยของประชาชนซึ่งเป็นหลักการอันเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญฯนั่นเอง

ดังนั้น การที่สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 235 คนปฏิเสธไม่ลงมติเห็นชอบให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นมติของประชาชนเสียงข้างมากที่ออกเสียงเลือกตั้งพรรคก้าวไกลให้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุด จึงถือได้ว่า เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และถึงแม้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมีเอกสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 272 โดย “ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใดๆ (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 114)”ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าจะสามารถใช้เอกสิทธิดังกล่าวอย่างใด ๆ ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกเสียงลงมติที่ไม่ยึดตามประเพณีปฏิบัติของตนเองเมื่อปีพ.ศ. 2562 ซึ่งถือเอาเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การลงมติของสมาชิกวุฒิสภา 235 คนดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 จึงมีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามนัยมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญฯฉบับปัจจุบัน

ข้าพเจ้าและผู้ร่วมลงนามท้ายคำร้องนี้ ในฐานะประชาชนชาวไทยผู้ได้ทราบการกระทำของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามนัยมาตรา 49แห่งรัฐธรรมนูญฯฉบับปัจจุบัน จึงขอให้ท่านอัยการสูงสุดได้โปรดร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยกเลิกการลงมติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ของสมาชิกวุฒิสภา 235 คนดังมีรายชื่อตามเอกสารที่ส่งมาด้วย 2 อันมีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งให้รัฐสภาจัดให้มีการประชุมใหม่เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบแก่ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ต่อไป

นายพนัสกล่าวต่อว่า ขณะนี้มีนักวิชาการหลายคนร่วมลงชื่อแล้ว อาทิ ศ.พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มธ. ฯลฯ และคาดว่าจะยื่นหนังสือได้ต้นเดือนสิงหาคม 66 นี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการดำเนินการดังกล่าวด้วย สามารถคัดลอกเนื้อหาและนำไปยื่นด้วยตัวเองได้

อ่าน : 5 พันชื่อ ยื่นป.ป.ช.เอาผิด 235 ส.ว. ขัดจริยธรรมชัด ค้านโหวตพิธา นายกฯ