‘คำนูณ’ เห็นชอบนายกฯ ตามเสียงข้างมากสภาผู้แทนราษฎร เหตุไม่มีนโยบาย-พรรคการเมืองแก้ ม.112 ร่วมรัฐบาล จวก แคนดิเดตคนก่อนไม่ยอมถอยเรื่องนี้ แม้ถูกคัดค้านเพียงใด
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นผู้เสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท. เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้รับรอง 287 คน ถือว่าถูกต้อง
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- วันนอร์ เดือดจัดส.ส.ก้าวไกล หลังตัดบทโรมอภิปรายทบทวนมติ ทำประท้วงวุ่น ไม่เป็นกลาง
- ชลน่าน ลุกเอง เสนอชื่อ ‘เศรษฐา’ กลางที่ประชุม ให้สภาโหวตเป็นนายกฯ แล้ว
- ส.ว.ยกข่าวสะพัด เหน็บเพื่อนๆ ผิดคำสาบาน เป็นคนดีๆไม่ชอบ ชอบเป็นลิง รับกล้วย
- ชัยธวัช ย้ำก้าวไกลโหวตเศรษฐาไม่ได้ อ้างกลืนเลือดสลายขั้ว แต่คสช.ได้ต่อลมหายใจ
- สมเจตน์ ลุกขอเพื่อไทย เสียสัตย์อีกครั้งได้ไหม ถอยนโยบายแก้รธน.ทันที แล้วจะโหวตให้
จากนั้นเวลา 12.30 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. อภิปรายว่า ตนเห็นควรตัดสินใจให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก เพื่อสะท้อนการเลือกตั้งทั่วไป และการตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะในการบริหารราชการแผ่นดิน และการกำกับตรวจสอบบริหารราชการแผ่นดิน หลังให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ส.ว.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
แต่ไม่ได้หมายความว่า ส.ว.ต้องตัดสินใจให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเสมอไป ส.ว.ย่อมสามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจให้ความเห็นชอบแตกต่างไปจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ควรจำกัดเฉพาะกรณีที่เห็นว่าสำคัญที่สุดจริงๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยเฉพาะกรณีที่เห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองของประเทศ
นายคำนูณกล่าวต่อว่า การตัดสินใจไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร ณ ขณะนั้น เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีท่านนั้นและพรรคของท่านยังคงมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 เปรียบเสมือนเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ทางประตูหลัง และเสมือนเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 ทั้งหมดที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับทางประตูหลัง ตนเห็นว่าเป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครอง ซึ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีท่านนั้นก็ไม่ได้ถอยนโยบายนี้ แม้จะมีเสียงอภิปรายคัดค้านสักเพียงใด
ดังนั้น การให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้นั้น เป็นที่ชัดเจนเพราะมีการแถลงต่อสาธารณะว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อ ไม่มีนโยบายที่อาจจะเป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองในลักษณะดังกล่าว รวมถึงไม่มีพรรคการเมืองเจ้าของนโยบายดังกล่าวเข้าร่วมรัฐบาล ตนจึงเห็นควรกลับคืนสู่หลักการทั่วไปคือ ตัดสินใจลงมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของสภา

