ก้าวไกล เตรียมเคี่ยวปม ‘บางกลอย’ เปลี่ยนวิธี ‘พิสูจน์สิทธิ’ อยู่มาก่อนประกาศป่าสงวน ต้องได้กรรมสิทธิ์
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มีการเวทีเสวนา “3 ปี บางกลอยคืนถิ่น ถึงไหน ทำไมยังไม่ได้กลับบ้าน”
โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น, นายพชร คำชำนาญ ภาคี Saveบางกลอย, นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, นายอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ในตอนหนึ่ง นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงปัญหา คดีความและงบประมาณเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน ซึ่งแนวทางกฎหมายแทนที่จะแก้ปัญหา กลับมาในรูปแบบของการจำกัดสิทธิ อาทิ การประกาศ พ.ร.บ.เขตป่าสงวน ที่รัฐบาลประกาศใช้ แต่กลายเป็นการสงวนเพื่อสัมปทาน เพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และนายทุนเป็นหลัก
“ไม่ได้สงวนเพื่อคุณค่าธรรมชาติ แต่เพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ คือข้าราชการระดับสูง และนายทุนที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังในการออกกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์บางอย่าง เป็นเครื่องมือให้แก่ผู้มีอำนาจ เมื่อตัววิธีคิดเป็นแบบนี้ กฎหมายจึงเป็นแค่เครื่องมือ การที่ป่าจะมีหรือไม่มี ไม่ได้อยู่ในการ concern ของเขา”
เมื่อถามถึงบทบาทของพรรคก้าวไกลในฐานะฝ่ายค้าน จะมีส่วนช่วยให้ชาวบางกลอยกลับบ้าน ผ่านกลไกสภาได้อย่างไร มีการวางแนวทางไว้อย่างไรบ้าง?
นายเลาฟั้งเผยว่า สิ่งที่เราทำได้มีอยู่ 2 กลไกที่เราจะเข้าไปมีบทบาทคือ 1.กลไกกรรมาธิการ ก่อนหน้านี้ตนเคยไปช่วยกรณีบางกลอยมาแล้ว หลังจากนี้วิธีการคือจะยกระดับการทำงานของคณะกรรมการ ให้มีสภาพบังคับมากกว่าเดิม ซึ่งต้องช่วยกันคิด แต่จากที่ตนมีบทบาทเข้าไปช่วยทำอย่างมาก คือการผลักดันตัวกฎหมายและนโยบายใหม่ จัดทำประมวลกฎหมายป่าไม้ เอากฎหมาย 4-5 ฉบับ มารวมเป็นฉบับเดียวกัน
“มีหลายส่วน แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เช่น การไปออกแบบกลไกการพิสูจน์สิทธิ ที่จะใช้วิธีการที่ไม่ได้เป็นไปแบบเดิม ต้องใช้หลักฐาน จารีตประเพณีของท้องถิ่น มาเป็นตัวช่วยพิสูจน์สิทธิ จากกฎหมายเดิม อนุญาตให้ใช้ประโยชน์แบบมีเงื่อนไข
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าอยู่มาก่อน ต้องให้สิทธิ เป็นกรรมสิทธิ์” นายเลาฟั้งชี้
นายเลาฟั้งกล่าวต่อว่า ส่วนที่ 2 การรับรองสิทธิในการใช้ทรัพยากร ซึ่งแยกไม่ออกจากสิทธิที่ดินทำกิน ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องเข้าป่าไปเก็บเห็ด หรือการใช้ที่ดั้งเดิมเป็นจุดขายให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการสร้างโอกาสพัฒนาให้มากกว่าอยู่แบบดั้งเดิม ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ในบางพื้นที่อยากอยู่แบบดั้งเดิม เขาก็มีสิทธิที่จะเลือก เขามีโอกาส มีตัวเลือก และกฎหมายต้องรับรองด้วย
เมื่อถามว่า ชาวบางกลอย ยังมีความหวังคืนถิ่นอยู่หรือไม่?
นายเลาฟั้งกล่าวว่า เราไม่ใช่คนมีอำนาจสั่งการ แต่สิ่งที่บอกได้ ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ทำได้ ก็จะพยายามผลักดัน รวมถึงกลไกระหว่างประเทศในการสนับสนุนสิทธิให้ชาวบ้าน



