หน้าแรก การเมือง ศ.ดร.ปิ่นแก้ว...

ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เรียกร้องศธ. ‘ดูเรื่องหยก’ ชะตากรรมไม่ต่างผู้ลี้ภัย ชี้ ถ้าไม่ช่วยหาทาง จะมี รบ.ไปทำไม?

9.09.23 | 23:48 น.

ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เรียกร้องศธ. ‘ดูแลเรื่องหยก’ ย้ำ ชะตากรรมไม่ต่างผู้ลี้ภัย ชี้ ถ้าไม่ช่วยหาทางออก จะมีรัฐบาลไปทำไม ?

สืบเนื่อง น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือหยก เยาวชนสมาชิกกลุ่มนักเรียนล้มฯ พ้นสภาพการเป็นนักเรียน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ หลังจากมีกรณีเรื่องการมอบตัวโดยผู้ปกครองและการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งล่าสุดวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา น.ส.ธนลภย์ พบป้ายผ้าแขวนที่ประตูหน้าโรงเรียน พร้อมข้อความระบุว่า “ขอความสงบคืนโรงเรียน“, “เบื่อความวุ่นวายเพราะคนคนนึง“, “เก็บคำว่าสิทธิไปสอนตัวเอง” เป็นต้น นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นั้น

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Pinkaew Laungaramsri” โดยแชร์ความเห็นของ ศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เสนอแนะทางออกกรณี น.ส.ธนลภย์ ด้วยการที่รัฐบาลสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยให้เยาวชนไม่หลุดจากระบบการศึกษาว่า

“กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงศึกษา และพรรคเพื่อไทย โปรดช่วยหาช่องทางติดตามผู้ปกครองหยก โดยด่วน ให้หยกได้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ถ้าทำไม่สำเร็จคงต้องดูว่าใครที่เหมาะสมและหยกเองก็ไว้วางใจ ใจจริงอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายภารกิจนี้ ให้คุณภูมิธรรม รองเลขาพรรคกาวใจของเพื่อไทยช่วยคลี่คลาย อย่าให้หยกต้องเดินอยู่ ตามลำพังเลย” ศ.ดร.นงเยาว์ ระบุ

Advertisement

โดย ศ.ดร.ปิ่นแก้ว แสดงความเห็นด้วยว่า ข้อเรียกร้องของ อ.นงเยาว์ ให้รัฐบาลลงมาดูแลเรื่องหยก เป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานที่สุดแล้วที่พลเมืองคนหนึ่งจะพึงมีต่อรัฐ หากกระทรวงศึกษาไม่ลงมาทำหน้าที่หาทางออกในกรณีพิพาทระหว่างโรงเรียนกับนักเรียน ดิฉันไม่ทราบว่าเราจะมีรัฐบาลไปทำอะไร?

ดิฉันเคยแสดงความเห็นไปแล้วว่า หน้าที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนคือการสร้างการศึกษาให้กับเด็ก แน่นอนการรักษาระเบียบเป็นหนึ่งในหน้าที่ของโรงเรียน แต่หน้าที่นั้น ต้องไม่กระทบต่อหน้าที่อันเป็นรากฐานสำคัญของโรงเรียน ถ้านักเรียนคนหนึ่งในโรงเรียน ไม่เห็นด้วยกับระเบียบบางอย่าง และมีความรู้สึกว่าระเบียบนั้นของโรงเรียน ละเมิดสิทธิของตน สิ่งที่โรงเรียนควรทำคือ เปิดให้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกันและกัน ให้มี diaglogue ไม่ใช่ถีบให้นักเรียนคนนั้น ออกจากโรงเรียน

ถ้าเราเห็นด้วยกับสิ่งที่โรงเรียนทำกับนักเรียนคนหนึ่ง เพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับระเบียบบางประการของโรงเรียน ดังนั้น เขาจึงควรถูกไล่ออก ไปหาโรงเรียนอื่นอยู่ มันจะต่างอะไรกับชะตากรรมของบรรดาผู้ลี้ภัยทางการเมืองทั้งหลาย ที่ต้องอัปเปหิตนเอง ไปหาประเทศอื่นอยู่ เพียงเพราะพวกเขาตั้งคำถามกับบางกฎหมายของประเทศ

น่าแปลกใจว่า ผู้ลี้ภัยทางการเมืองบางคน รวมทั้งฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ดันเห็นด้วยกับตรรกะประเภทเดียวกันนี้ ออกมาให้ท้ายฝ่ายที่ครองอำนาจ และไม่แม้แต่จะตั้งคำถามต่อจุดยืนและท่าทีของโรงเรียนแม้แต่น้อย