‘ภูมิธรรม’ แจงตัด ส.ส.ออกจากอรหันต์แก้ รธน. เหตุกฤษฎีกาตีความทับซ้อน ปัดเพื่อไทยคุมทิศทาง ขออย่ามองในแง่ร้าย ชี้ทุกคนในคณะมีเกียรติ
เมื่อเวลา 07.50 น. วันที่ 10 ตุลาคม ที่ทําเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานธรรมการ คณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่สำนักงานกฤษฎีกามีความเห็นไม่ให้ ส.ส.เป็นคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติว่า เรื่องดังกล่าวมีความเห็นที่แตกต่างและมีการท้วงติงเข้ามา โดยฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าเอา ส.ส.มาก็ไม่ต่างกับการตั้งวิปรัฐบาล และถือเป็นเรื่องทางวิชาการและสอบถามความเห็น จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร โดยกฤษฎีกาให้ความเห็นเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากกฎหมายตีความได้หลายแบบ จึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้ ส.ส.มาร่วมคณะกรรมการดังกล่าว ดังนั้น จึงตัดออกเพื่อไม่ให้กระบวนการช้า
ผู้สื่อข่าวถามว่า กฤษฎีกาตีความว่าฝ่ายบริหารจะไปแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เขาพูดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และเพื่อไม่ให้ติดขัดในความเห็นที่แตกต่างจึงตัดชื่อออก ยอมรับว่าไม่มีปัญหา แต่ทําเพื่อให้กระบวนการเร็วขึ้นและปราศจากข้อสงสัย
เมื่อถามว่า สาเหตุดังกล่าวเป็นเพราะฝ่ายรัฐบาลไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาดูเรื่องนี้ให้หรือไม่ เพราะเริ่มต้นก็เกิดความผิดพลาดแล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ใช่ข้อผิดพลาด เพราะรองเลขาธิการกฤษฎีกาก็อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ แต่เรื่องนี้เป็นความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งในทางกฎหมายเห็นต่างกันได้อยู่เสมอ
เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นคนของพรรคเพื่อไทยทําให้สามารถคุมได้และจะส่งผลให้รัฐธรรมนูญออกมาไม่ชอบธรรม นายภูมิธรรมกล่าวว่า มองในแง่ร้ายเกินไป ต้องให้ให้เกียรติคณะกรรมการที่มาด้วย เพราะที่เชิญมาก็เป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตรองอัยการสูงสุด นักวิชาการก็มีชื่อเสียง
นายภูมิธรรมกล่าวว่า ที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยคุมได้ก็ไม่เป็นความจริง เพราะทุกคนได้รับการยอมรับจากสังคม และเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนทุกคน ทุกคนมีเกียรติยศมากเพียงพอที่จะไม่เอาสิ่งเหล่านี้ไปสร้างปัญหาเพื่อเสื่อมเสียเกียรติยศและชื่อเสียงของตัวเอง
นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการนัดแรกในวันนี้ เวลา 13.30 น. จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับกรอบและไทม์ไลน์ของการทำงานที่ชัดเจนขึ้นว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ นอกจากนี้ ยังมีหลายเรื่องที่จะพูดคุยกัน เช่น จะแก้ทั้งฉบับ แต่ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 จะถือเป็นการแก้ทั้งฉบับ หรือแก้ไขรายมาตรา แต่หากเป็นการแก้ไขรายมาตรา อาจจะต้องมีการยื่นแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกัน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

