หน้าแรก การเมือง มติสภาฯ 262 :...

มติสภาฯ 262 : 162 คว่ำญัตติก้าวไกล ขอทำประชามติ แก้ไขรธน.

25.10.23 | 15:42 น.

มติสภาฯ 262 ต่อ 162 เสียง คว่ำญัตติขอประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ ฉบับก้าวไกล

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ภายหลังเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว เข้าสู่การพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นผู้เสนอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หมุนเวียนกันอภิปรายจนครบทุกคนแล้ว โดยใช้เวลาอภิปรายไปกว่า 5 ชั่วโมงแล้ว นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ในฐานะประธานการประชุมฯ ได้ให้สมาชิกลงมติว่า จะเห็นชอบกับญัตติดังกล่าวหรือไม่ โดยผลการลงมติปรากฎว่า เห็นชอบ 162 เสียง ไม่เห็นชอบ 262 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง ส่งผลให้ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาฯ

ทั้งนี้ ก่อนลงมติ นายพริษฐ์ ได้อภิปรายสรุปว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายแสดงความคิดเห็น หลังจากที่ได้ฟังคำอภิปรายมา ตนอยู่ในสภาวะที่สบายใจครึ่งหนึ่ง เพราะได้รับคำยืนยันจากตัวแทนพรรคการเมือง ที่จะเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

แต่ทั้งนี้ ตนมี 2 ประเด็นที่ต้องชี้แจงคือ ในส่วนของคำถามในการทำประชามตินั้น เพราะในข้อบังคับกำหนดไว้ว่า หากจำเสนอเป็นญัตติจำเป็นต้องกำหนดคำถาม ตนทำไปตามข้อบังคับไม่สามารถเสนอญัตติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติมาตรา 9(4) ได้หากไม่เสนอคำถาม และการตีความว่า หากมีการเสนอญัตติให้เดินหน้าทำประชามติผ่านกลไกของพ.ร.บ.ประชามติมาตรา 9(4) แล้วหากส.ส.และส.ว. ให้ความเห็นชอบแล้วส่งไปที่ ครม.จะมีดุลพินิจในการตัดสินใจหรือไม่ว่าจะอนุมัติหรือไม่

Advertisement

หากเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2564 มาตรา 9(4) อย่างละเอียดจะเห็นว่า ไม่ได้เปิดให้ครม.มีดุลพินิจในการตัดสินใจว่า จะอนุมัติฉันทามติที่ได้รับจากสองสภาฯ หรือไม่ แต่หากเปรียบเทียบกับมาตรา 9(5) จะเห็นความแตกต่างที่มีนัยยะสำคัญจะเป็นการแจ้งให้ครม.ดำเนินการไม่มีส่วนไหนขอให้ครม.อนุมัติ

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกังวลในการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 นั้น ขอชี้แจงว่า สาระสำคัญของญัตตินี้ ไม่ได้เป็นข้อเสนอของพรรค ก.ก.ว่า จะต้องแก้ไขข้อความใดๆ ในหมวด 1 และหมวด 2 แต่เป็นเพียงการบอกว่า หากจะมีการแก้ไขมาตราใดๆ ควรจะให้ ส.ส.ร.ไปถกกันว่า จะแก้ไขเรื่องอะไร แม้เราให้อำนาจให้ส.ส.ร.แล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่สบายก็ตาม เพราะหากไปพิจารณาแล้วอาจจะมีการแก้ไขข้อความบางส่วนในหมวด 1 และหมวด 2 หากเป็นเช่นนั้น

ต้องเรียนว่า การแก้ไขดังกล่าวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะแม้จะมีการแก้ดังกล่าวแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐตามมาตรา 255 ท่านไม่ต้องกังวล รวมถึงข้อความในหมวด 1 และหมวด 2 มีการแก้ไขมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดไว้ว่า จะหากผ่าน 3 วาระแล้วต้องมีการทำประชามติ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า พรรค ก.ก. ไม่กังวลว่าคณะกรรมการศึกษาประชามติของรัฐบาลจะใช้เวลาเท่าไร แต่กังวลว่า จะมีความเห็นต่างหรือเหมือนกับคำถามประชามติที่พรรค ก.ก.เสนออย่างไร ทั้งนี้ กรณีที่พบว่า มีการปรับเปลี่ยนกรรมการ เพราะไม่ให้ ส.ส.เข้าไปเป็นกรรมการศึกษา ดังนั้น หากจะให้ ส.ส.พรรค ก.ก.แสดงความเห็นต่อรัฐบาล จำเป็นต้องใช้เวทีสภาฯ และถือเป็นการใช้เวทีทางแจ้งที่จะดำเนินการ

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง