หน้าแรก การเมือง กรณ์ เตือนออก...

กรณ์ เตือนออก พ.ร.บ.กู้เงิน แจก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ขัดวินัยการคลัง ไม่เคยมีใครทำและไม่ควรทำได้

13.11.23 | 17:43 น.
กรณ์ จาติกวณิช

กรณ์ เตือนอันตราย รัฐบาลเศรษฐาออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน แจก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ คนละ 1 หมื่น ขัดวินัยการคลัง ส่อขัด กม.ด้วย

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุทางเฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij กรณีโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” 10,000 บาท ที่รัฐบาล นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ยืนยันว่าที่มาของแหล่งงบประมาณคือการออก พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท โดยนายกฯเศรษฐาแถลงชี้แจงว่า การออก พ.ร.บ.มีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา มั่นใจว่าจะได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภา และเป็นไปตามมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561

นายกรณ์ระบุว่า ตอน #พรรคเพื่อไทย เสนอนโยบาย #แจกเงินดิจิทัล เพื่อไทยพูดชัดมากว่าจะไม่กู้ “ทุกบาทจะมาจากงบประมาณ”

ถึงวันนี้ เมื่อตระหนักชัดเจนแล้วว่าเงินงบประมาณมีไม่พอสำหรับเรื่องนี้ หากยังจะดันทุรังเดินต่อ ผมเกรงว่าปัญหาจะเกิด…ถ้าผ่านด่านกฎหมายแล้วกู้ได้ แจกได้ ก็จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ

ถ้าเจอตอกฎหมาย ปัญหาก็จะเกิดกับเพื่อไทย และรัฐบาลโดยรวม (หากผ่านมติ ครม.มาแล้ว)

Advertisement

มีคนเพื่อไทยเชียร์ว่า #กู้มาแจก ไม่เห็นเป็นอะไร ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจไม่สำเร็จ เงินนี้ก็ไม่ได้ไปไหน หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่ดี (!) จุดนี้อันตรายครับ พูดเหมือนว่า “หนี้” คือ “รายได้” ที่ไม่ต้องคืน และพูดเหมือนไม่รู้ว่า มันมีต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงมาก!

สำคัญที่สุด การออก “พ.ร.บ.กู้มาแจก” เป็นวิธีการที่ขัดต่อหลักวินัยการคลังอย่างให้อภัยไม่ได้จริงๆ และผมเชื่อว่าส่อขัดหลักกฎหมายด้วย

ผมขอย้อนเล่าให้ฟังถึงกรณีใกล้เคียงที่เคยเกิดขึ้น เคยมีสองรัฐบาลที่คิดจะออก “พ.ร.บ.กู้เงิน” หนึ่งในนั้นคือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ช่วงนั้นมีวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยเราติดลบหนัก ส่งผลให้รายรับรัฐบาลตํ่ากว่าประมาณการสูง จึงจำเป็นต้องกู้นอกงบประมาณมาเติมให้เต็ม และเป็นข้อบังคับตามกฎหมายทางการคลัง

มิหนำซ้ำตอนนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก ผมจึงเสนอคุณอภิสิทธิ์ให้ออก พ.ร.ก.เร่งด่วนแทน (พ.ร.ก.ออกโดยอำนาจฝ่ายบริหาร ส่วน พ.ร.บ.ต้องผ่านสภา)

คุณอภิสิทธิ์ถามผมว่า “ควรออกเท่าไร?”

เนื่องจากสถานการณ์วันนั้นยังไม่นิ่ง กระทรวงการคลังเลยเสนอเผื่อเหลือเผื่อขาดไป 8 แสนล้านบาท

นายกฯอภิสิทธิ์ถามผมต่อว่า “เร่งด่วนและใช้ทันทีจริงๆ เท่าไร” พวกเรากลับมาทำการบ้านแล้วกลับไปตอบว่า “4 แสนล้านบาท”

นายกฯอภิสิทธิ์เลยสรุปว่า “ถ้างั้นออก พ.ร.ก.แค่ 4 แสนพอ ส่วนอีก 4 แสนไปเตรียมออกเป็น พ.ร.บ. แทน”

ซึ่งหลังจากเราได้ใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.ไปแล้ว เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก รายได้รัฐบาลฟื้นตัว ผม รองนายกฯ กอบศักดิ์ และคุณอภิสิทธิ์ จึงตัดสินใจ *ยกเลิกแผนการออก พ.ร.บ. และโอนรายการที่เตรียมใช้เงินกู้ พ.ร.บ. ไปไว้ในงบประมาณปกติแทน*

ทั้งหมดเพราะ พ.ร.ก.มีไว้ในกรณีฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ (ตามนิยามรัฐธรรมนูญ) และการกู้จาก พ.ร.บ.ยิ่งไม่ควรทำ เพราะอาจขัดต่อหลักกฎหมายหนี้สาธารณะที่มีกติกาชัดเจนว่ารัฐบาลขาดดุลได้ปีละไม่เกินเท่าไร

ถ้าให้อธิบายง่ายๆ กฎหมายระบุไว้ว่ารัฐบาลขาดดุลเกินเพดานที่กำหนดในกฎหมายไม่ได้ นอกจากให้ออกเป็น พ.ร.ก. ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “ด่วนจริง จำเป็นจริง”

การออกเป็น พ.ร.บ.กู้มาแจก จึงไม่เคยมีใครทำ และไม่ควรทำได้ เพื่อไทยรู้ดีเพราะเป็นรัฐบาลที่สอง ที่คิดจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน (กรณีกู้เงิน 2 ล้านล้าน) ผมเป็นหนึ่งในคนที่ทำเรื่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับอีกหลายท่าน ซึ่งตอนนี้ก็นั่งอยู่ในพรรคร่วมของรัฐบาลเศรษฐาด้วย

ผลสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีกฎหมายนี้ตกไป เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญหมวดวินัยการคลัง

ผมยืนยันตามความคิดเดิมที่พูดไว้ตั้งแต่มีการหาเสียงนโยบายนี้ว่าอันตราย และยิ่งเมื่อยืนยันแล้วว่าเงินไม่มี ต้องอาศัยเงินกู้ ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลทั้งปวง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง