เปิดนาที อภิสิทธิ์ ลุกท้า ‘เฉลิมชัย’ พักประชุมคุยตัวต่อตัว ก่อนลาออกประชาธิปัตย์

เปิดนาที อภิสิทธิ์ ลุกท้า ‘เฉลิมชัย’ พักประชุมคุยตัวต่อตัว ก่อนลาออกประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ พรรคประชาธิปัตย์ จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 3 เพื่อเลือก หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการ (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยแกนนำและสมาชิกพรรค ต่างทยอยมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายชวน หลีกภัย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคฯ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการหัวหน้าและรักษาเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. ในฐานะผู้สมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา และสมาชิกพรรค เป็นต้น

ในเวลา 10.08 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2566 โดยวาระสำคัญวันนี้อยู่ที่วาระการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่โดย นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรค เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีเสียงรับรองถูกต้อง

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ ได้ลุกขึ้นเปิดใจ กล่าวว่า กราบขอบพระคุณ อดีตหัวหน้าชวน ที่กรุณาไม่เพียงแต่เสนอชื่อตน แต่กรุณาให้การสนับสนุนพูดถึงคุณสมบัติหลายต่อหลายอย่าง ก็เกรงใจท่านมาก เพราะว่า หลายท่านอาจจะไม่ทราบ คำอภิปรายของท่านในสภา เมื่อปี 2518 ตอนอายุ 11 ขวบทำให้ตนตัดสินใจมาเป็นนักการเมืองในนามประชาธิปัตย์ ตั้งแต่มาอยู่พรรค ท่านเคยเสนอชื่อตนในที่ประชุมครั้งเดียว ให้เป็นเลขาฯพรรค วันนั้นตนก็ลุกขึ้นมาถอนตัว จำได้แม่น

Advertisement

“ผมเจอคำถามนี้มาตลอดระยะเวลาหลายเดือน ไม่เพียงแต่จากพวกเราในห้องนี้ แต่จากทุกคนในสังคม ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ที่มีความเชื่อว่าผมจะมาแก้ไขปัญหา กอบกู้พรรคของเรา กราบเรียนว่า ถ้าจะพูดถึงการอยากจะเป็น ผมไม่เคยคิดว่าอยากจากความต้องการส่วนตัว ทุกครั้งที่จะต้องมีการตัดสินใจ ผมมองถึงอนาคตส่วนรวมมากกว่า กล้าพูดสิ่งนี้ได้ เพราะว่า วันนี้ต้องพูดข้อเท็จจริงหลายเรื่อง เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา ถูกกล่าวถึง พาดพิง หลายเรื่อง”

อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากแสดงจุดยืนชัดเจนซึ่งไม่ตรงกับพรรค ในการร่วมรัฐบาล หรือสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตนระมัดระวังบทบาทตัวเองมาตลอด พรรคเรา มีปัญหาหลายครั้ง อย่างน้อย 2 ครั้ง เข้าชื่อ เพื่อเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค มีคนลงชื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เลือกหัวหน้าใหม่ 2-3 คน มาบอกว่า ถ้าตนรับเป็นหัวหน้าพรรคเขาจะลงชื่อ ตนปฏิเสธ เพราะถือว่าพรรคตัดสินใจในเส้นทางของพรรคที่จะดำเนินไป หลายครั้งที่เกิดสถานการณ์ทางการเมือง เพื่อนส.ส.ก็มาถามว่า ถอนตัวจากรัฐบาลดีไหม ตนไม่เคยแสดงความเห็น แม้ไม่ได้เห็นด้วยตั้งแต่ต้น แต่ตนบอกว่ามีแนวทางพรรคชัดเจน ก็บอกว่า เลขาฯ พรรค จะทำงานอย่างไร ถ้าเราตัดสินใจถอนตัว

“ถามผมวันนี้ มีเหตุผลอะไรไหม ที่ต้องกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค และไม่มีตำแหน่งทางการเมืองอะไรเลย ผมต้องตอบว่า แทบไม่มีเหตุผลอะไรที่จะตอบรับ แต่ก็คิดเช่นเดียวกับอดีตหัวหน้าชวน ว่าผมก็เป็นหนี้บุญคุณประชาธิปัตย์ และมีคนคาดหวัง ไม่น่าเชื่อว่า มีคนโทรมา บางคนบอกว่า ผมเห็นแก่ตัวที่ไม่เข้ามากอบกู้พรรค ผมต้องอธิบายให้เข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์มีกระบวนการที่ใครนึกว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้แล้วกำหนดกันได้ คนนอกไม่เข้าใจ พรรคเราเป็นพรรคเดียวที่เลือกหัวหน้าทุกครั้ง เป็นการแข่งขันกันจริงๆ ตามกระบวนการประชาธิปไตย”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลายเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้สะเทือนใจคือ เราในห้องนี้ตระหนักแค่ไหนว่า พรรคอยู่ในภาวะที่ยิ่งกว่าวิกฤต ตนอาจมีประสบการณ์น้อยกว่า ตนก็บอกว่าการเมืองมีขึ้นมีลง แต่มีลงไม่ได้แปลว่าจะมีขึ้น ถ้าเราไม่เรียนรู้ ถ้าไม่สรุปบทเรียนชัดเจน

“เราไม่ได้มาถึงจุดนี้ เพราะข้อบังคับพรรค เราไม่ได้มาถึงจุดนี้เพราะพรรคเราจน ผมอยู่กับพรรคมา 30 ปี ยืนยันว่า การสนับสนุนผู้สมัครพรรค การสนับสนุนพรรค ไม่มียุคใดทำได้มากเท่ายุคเลขาฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน แต่กลับมาพร้อมกับความพ่ายแพ้ทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ต้องยอมรับว่า ที่เรามาถึงจุดนี้ เพราะประชาชนมองไม่เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืน หรือเป็นตัวแทนของความคิดอะไร เขาบอกการเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งอนุรักษ์ ประชาธิปัตย์ก็ไม่ใช่คำตอบ คำตอบเขาคือ พล.อ.ประยุทธ์ ฝ่ายประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะเราร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทางเดินจึงเป็นเรื่องการค้นหาจิตวิญญาณ ว่าที่ยืนของเราจะเป็นตัวแทนทางความคิดให้ประชาคนกลุ่มไหนในเรื่องใด”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เรามี หรือเคยมี และพรรคอื่นไม่มี มีหลายประการ 1.องค์กรเราใหญ่กว่าบุคคลเสมอ อดีตหัวหน้า 8 ท่าน จะอยู่สั้น-ยาว ไม่เคยเป็นเจ้าของพรรค พรรคคืออุดมการณ์ 2.อุดมการณ์ของพรรค ที่เราเคยพูดว่าเป็นพรรคที่ต่อสู้กับประชาธิปไตย ต่อสู้กันมายาวนาน มีพาดพิงกันบ้าง กับการต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย หรือพรรคของคุณทักษิณ อยากให้ตระหนัก ว่าไม่มีเรื่องความแค้น แต่เป็นการต่อสู้ความคิด และความถูกต้องของบ้านเมือง เราต่างกับพรรคการเมืองอื่นที่สำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ ทุกยุคทุกสมัยที่เราไม่เคยกลัวเป็นฝ่ายค้าน หลายพรรคเป็นได้แค่เป็นพรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล เราไม่ใช่ ถ้าเรารักษาแนวทางแบบนี้ เราก็อยู่ได้ สุดท้าย เราคือพรรคที่สร้างตัวเองมาเป็นสถาบัน มีกติกาให้สมาชิกมีส่วนร่วม ข้อบังคับพรรคต้องมีส่วนร่วมของพรรคการเมืองอย่างกว้างขวาง

“สุดท้ายได้ข้อสรุปตรงนี้ วันนี้ ผมลง ผมแพ้ ก็น่าจะมีปัญหา ผมลง ผมชนะ ยิ่งมีปัญหาเข้าไปใหญ่ เพราะกระบวนการหลายอย่างช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อนหลายคนจะยอมรับหรือไม่ก็แล้วแต่ หลายคนมาถามว่าทำไมไม่คุยกัน ต่อมาก็ไปพาดพิงต่อมาก็พาดพิงว่าผมไม่ยอมคุย ผมขอยืนยันว่าถ้าใครไปพูดอย่างนั้น ไม่จริง”

“หลายคนพยายามพูดว่าให้คุยกัน แต่ได้รับการปฏิเสธ ขอบคุณ คุณองอาจ คุณเจิมมาศ คุณวทันยา ที่พยายามไปพูดว่าคุยกันเถอะ ผมก็ไม่กล้าสอบถามเหตุผลถึงการปฏิเสธไม่พูดคุย แต่คำตอบชัดคือไม่คุย ฉะนั้นวันนี้เมื่อนายชวน เสนอชื่อผม ผมถามท่านรักษาการหัวหน้าพรรค พักการประชุมแล้วคุยกับผมหรือไม่ “ จากนั้น มีเสียงปรบมือดังขึ้นในห้อง

ซึ่งนายเฉลิมชัย ลุกขึ้นกล่าวตอบว่า คนที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าจะคุยก็คือตน และ ตนเองเป็นคนบอกว่าไม่มีอะไรจะคุย เพราะได้พูดไปแล้วว่าจะหยุด นี่คือเหตุผล ไม่เคยปฏิเสธความจริงในเรื่องนี้เลยสักครั้งเดียว ว่าสิ่งที่ตนพูดต้องรับผิดชอบ แต่ขอกราบเรียนว่า คนเราอยู่ดีๆ ไม่มีใครพูดส่งเดช มีที่มาที่ไปทั้งหมด และไม่เคยไม่พยายามที่จะพูด เพราะแน่นอนที่สุด เป็นความรับผิดชอบของตน และคิดว่า เมื่อถึงเวลาเท่านั้นที่จะพูด นี่คือเหตุผลส่วนตัว แต่บางครั้งสถานการณ์บางอย่าง ตนผูกพันกับปชป.มาตั้งแต่ 2518 ที่บ้านเป็นหัวคะแนนสำคัญของพรรค คือสายเลือด ตนเคยเป็นเลขาฯ ตอนท่านเป็นนายกฯ และก็ยึดหลักอุดมการณ์มาตลอด อะไรที่ทำให้พรรคเดินไปได้จะทำ ตนคุยกับคนเยอะ ตนพร้อมจะคุย จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร เราคุยกันตรงๆ

นายเฉลิมชัย ได้ถามนายอภิสิทธิ์ต่อว่า “แต่ท่านจะคุยกับผม 2 คนใช่ไหม๊ครับ”

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบทันทีว่า “ผมกับท่านเราไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะรู้ว่าจะทะเลาะกันเราจะไม่คุยกัน จะมีพยานก็ได้”

นายเฉลิมชัย จึงบอกว่า ไม่ใช่มีเหตุผลอย่างอื่น แต่ผมกับหัวหน้าอภิสิทธิ์ เราเคยพูดว่ามองตารู้ใจ วันนี้เป็นแบบนั้น แต่บางเรื่องที่ไม่ได้พูด ไม่อยากจะพูด ก็จะได้พูดให้ฟัง ว่าคืออะไร ดีใจ ที่ครั้งหนึ่ง สักครั้ง ที่ผมอัดอั้นจะได้บอกคนที่ผมเคารพ จะได้รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ให้ท่านเชื่อมั่น ผมอุดมการณ์เต็มร้อย ยืนยัน พรรคตนไม่เป็นพรรคอะไหล่ใคร และไม่มีวันยอม

หลังจากนั้น ที่ประชุมพรรคจึงได้พักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ จะลุกขึ้นมาเปิดใจอีกครั้งกลางที่ประชุมว่า เป็นอย่างที่ ผมกับท่านเฉลิมชัย พูดกันว่าคุยกันนิดเดียวก็รู้เรื่อง เข้าใจตรงกันทุกอย่าง ท่านก็อธิบายว่าท่านมีแนวทางจะเดินหน้าอย่างไร ผมก็อธิบายว่า ผมมีความคิดอย่างไร ความจริงก็ขยายความไปเยอะก่อนหน้านี้ ได้เรียนกับนายเฉลิมชัยว่า ผมจะขอถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร

“ผมขอถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร และขอลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีพรรคอื่น ไม่ไปพรรคอื่น กรีดเลือดออกมาเป็นสีฟ้า จนวันตาย เป็นลูกพระแม่ธรณี ที่จะเอาอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ รับใช้บ้านเมืองต่อไป วันข้างหน้าถ้าพรรคคิดว่าผมจะเป็นประโยชน์มาช่วยได้ ก็ไม่ปฏิเสธ แต่วันนี้เพื่อให้ผู้ที่มีสถานะ ทำงานด้วยความสบายใจ เต็มที่ ไม่ต้องหวาดระแวง ขอลาออก และขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่อยู่ในห้องและไม่อยู่ และเจ้าหน้าที่พรรค ที่ทำงานให้การสนับสนุนตลอดมา หวังว่าผู้บริหารชุดใหม่ จะทำงานได้สำเร็จตามที่รักษาการหัวหน้าได้แจ้งสักครู่ ขอบคุณครับ” โดยมีเสียงปรบมือเต็มห้องประชุม และได้เดินออกจากห้องประชุมทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ด่วน! ชวน ลุกเสนอเอง ชื่ออภิสิทธิ์ คัมแบ๊กหน.ปชป. ด้านเจ้าตัวลุกถอนตัว พร้อมขอลาออกทันที

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image