หน้าแรก การเมือง จุรินทร์ ลุกซ...

จุรินทร์ ลุกซัดรบ. ทำงบเป็ดง่อย ย้อนว่าแต่ลุงตู่กู้เก่ง แต่ตัวเองก็กู้หนัก เป็นยุคนักกู้ถุงเท้าชมพู

3.01.24 | 14:46 น.

“จุรินทร์” ลุก อภิปรายงบปี 67 ซัด รัฐบาลว่าแต่ยุค “ลุงตู่” กู้เก่ง แต่ตัวเองก็กู้หนักเป็นนักกู้ถุงเท้าชมพู พร้อมแซะระเบียบศรีธนญชัย กรมราชทัณฑ์ให้นักโทษเสวยสุขติดคุกที่บ้านได้

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ในวันแรก

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อเวลา 11.52 น. วันที่ 3 มกราคม 2567 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 นั้นมีความสำคัญ ถ้าเสนอแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบของสภารัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา แต่ตนก็เชื่อรัฐบาลคงเกณฑ์คนมาลงเสียงให้ผ่าน และตนเชื่อว่าร่างนี้จะผ่านการเห็นชอบ เพราะรัฐบาลมีเสียงเบ็ดเสร็จถึง 314 เสียง ถ้าไม่ผ่านท่านนายกฯ ต้องเลิกใส่ถุงเท้าแดงได้แล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการสนับสนุนร่างนี้ และฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบทั้งตัวงบประมาณและตัวผู้ใช้งบ

ร่างงบประมาณนี้เป็นร่างแรกของรัฐบาลชุดนี้ เกิดจากการเอางบปี 2567 ของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มารื้อทำใหม่หมด ซึ่งส่งผลให้ปฏิทินงบนี้ล่าช้าไปกว่า 9 เดือน นอกจากช้า เพราะรัฐบาลชุดนี้ใช้เวลาไปตั้งรัฐบาลแบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหลายเดือน แต่หลังคณะรัฐมนตรีมีมติที่จะรื้อ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายงบประมาณชุดที่แล้วก็ใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะกลับเข้าสู่สภาได้ ทำให้งบประมาณนี้ไปบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2567

Advertisement

ฉะนั้นจึงส่งผลให้งบประมาณฉบับนี้เป็นเป็ดง่อย เพราะงบประมาณทั้งสิ้น 3.48 ล้านล้านบาท รัฐบาลมีเวลาใช้เงินเพียงแค่ 5 เดือนจากปกติจะใช้ได้ 12 เดือน นั้นเท่ากับว่า มีเวลาใช้เงินเพียง 40% นอกจากนั้นประสิทธิภาพในการใช้เงิน โดยเฉพาะงบลงทุนของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเพียง 70% นั่นจึงทำให้งบนี้เป็นง่อยไม่สามารถเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่รัฐบาลวาดหวังได้อย่างเต็มร้อย โดยเฉพาะคนใช้งบที่ตอนนี้มีรัฐมนตรีอยู่ 34 คน โลกลืมไปสักกี่คนแล้ว

นายกฯ พยายามตีปี๊บกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลต่อจีดีพี ร้อยละ 18 แล้วถ้างบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเป็ดง่อย และที่สำคัญหลังนายกฯ สั่งรื้องบ ไปมอบนโยบาย 5 ข้อให้ทำงบประมาณใหม่พอมาวันนี้ไม่มีอะไรใหม่ แล้วมีหลายเรื่องแย่กว่าเดิมมี 4 ประเด็นที่เห็นชัด ประการแรก งบนี้มีการขาดดุล และจะขาดดุลต่อไปตลอดอายุของรัฐบาลชุดนี้ ที่ว่า 4 ปีจะขาดดุลตลอดนั้นตนไม่ได้มโน เพราะนั่นอยู่ในแผนการคลังของรัฐบาลที่ ครม.มีมติไว้เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566

ประการที่ 2 งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนการลงทุนน้อยกว่าเดิม แล้วเอาไปเพิ่มให้งบประจำ แล้วแบบนี้จะเอาไปกระตุ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างไร ประการที่ 3 งบกลาง ดูผิวเผินลดลง แต่นั่นมันลวงตา เพราะงบกลางรวมๆ ปี 2566 นั้น 18.5% ของงบรวมแต่พอมาปี 2567 ลดลง 17.4% แต่ถ้าไปดูในไส้ในงบประมาณที่เป็นงบสำคัญคือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินที่นายกฯ และรัฐบาลนี้ บางพรรคที่วิจารณ์รัฐบาลก่อนๆ ปรากฏว่าแทนที่จะลดกลับกลายเป็นเพิ่มงบปี 2566 จัดไว้ 92,400 ล้านบาท มาปี 67 จัดเพิ่ม 98,500 ล้านบาท แบบนี้ว่าแต่เขาอิเหนาทำหมด

และประการที่ 4 งบประมาณฉบับนี้เป็นงบคิดใหญ่ทำเป็น แล้วมาเป็นคิดกู้ทำกู้ เพราะงบประมาณงบปี 2567 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำไว้แล้วกู้ที่ 5.93 แสนล้านบาท แต่พอรัฐบาลนี้รื้อใหม่กลายเป็นกู้ 6.93 แสนล้านบาท กู้เพิ่ม 1 แสนล้านบาท ท่านเคยวิจารณ์นักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เที่ยวนี้กลายเป็นนักกู้ถุงเท้าสีชมพู ที่กู้เพิ่ม 1 แสนล้านนั้นไม่ทราบว่าท่านไปแบ่งเค้กกันอย่างไร

นายจุรินทร์กล่าวว่า จะมีการกู้ดิจิทัลวอลเล็ต 5 แสนล้านบาท และสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบคือเรื่องนี้เพราะไปหาเสียงไว้เยอะ แม้ว่านายกฯ พูดว่าจะไม่กู้ แต่ตีลังกากลับมากู้ แม้มีเสียงวิจารณ์ทั้งประเทศว่าเป็นการกู้มาแจกตามที่ได้หาเสียงเพื่อสนองนโยบายพรรคการเมือง และเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้คิดไปคิดมาว่าถ้าออก พ.ร.บ.จะผิดกฎหมายก็เลยไปถามกฤษฎีกา วันนี้คำตอบยังไม่มาแต่วันนี้ถ้ากฤษฎีกาบอกว่าทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย สุ่มเสี่ยง ก็อย่าไปโยนบาปให้กฤษฎีกา เพราะกฤษฎีกาไม่ได้เป็นเจ้าของนโยบาย

นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า ตนเห็นด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะหมวด 1 กับหมวด 2 และการที่รัฐบาลประกาศว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน แต่เมื่อเอาเข้าจริงเป็นหนังคนละม้วน พอเข้า ครม.กลับมีการตั้งคณะทำงานแทนการประกาศแก้ไข ถอยเวลาจากเร่งด่วนเป็น 4 ปี จากหนังสั้นเป็นหนังยาว และรัฐบาลบอกว่าจะทำประชามติได้ในเดือนมกราคม ขณะเดียวกันซีกรัฐบาลก็บอกจะแก้ พ.ร.บ.ประชามติ และแบบนี้จะทำประชามติได้ในเดือนมกราคมได้อย่างไรแบบนี้ จริงใจหรือจิงโจ้

สุดท้ายงบประมาณของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้งบประมาณ 14,972 ล้านบาท งบก้อนนี้เอาไปทำโครงการสำคัญที่สุดคือ โครงการผู้ต้องขังได้รับการคุมดูแล ระยะเวลาทำโครงการ 6 ปี วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อยกระดับดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลหลักสิทธิมนุษยชน โปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ ตนสนับสนุนงบประมาณก้อนนี้เพื่อให้รัฐบาลได้ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่ตนมี 2 คำถาม คือ 1.รัฐบาลในฐานะผู้ใช้งบปี 2566 และกำลังของบปี 2567 ได้บริหารโครงการตามโครงการอย่างโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ต้องขัง 280,000 คนแล้วหรือยัง เพราะมีข้อเคลือบแคลงจากสังคมว่าทำไมรัฐบาลปล่อยให้นักโทษบางคนเข้าคุกทิพย์มากว่า 120 วันแต่ยังไม่เคยติดคุกจริงแม้แต่วันเดียว

จากนั้น นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วง โดยกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่จะเอาเรื่องข้างนอกเข้ามา ตนรู้ว่า ที่กำลังจะพูดถึงนั้นคือนายทักษิณ ชินวัตร ที่ท่านโดนกลั่นแกล้งไปอยู่เมืองนอกว่า 17 ปีแล้วกลับเข้ามา แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตมีใบรับรองจากอธิบดีฯและผู้ที่เกี่ยวข้อง และต่อมานายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่กำลังทำหน้าที่ประธานสภา ได้กล่าว แค่ขอให้นายจุรินทร์พยายามอย่าเอ่ยถึงบุคคลภายนอกสภา

นายจุรินทร์ได้กล่าวต่อว่า คำถามว่าทำไมนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้ร่วมบริหารโครงการเหล่านี้ไม่ทำข้อเคลือบแคลงสงสัยที่ตนเอ่ยมาให้กระจ่าง 2.การใช้งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ไปออกระเบียบ 12/66 หรือระเบียบว่าด้วยการดำเนินสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 อ้างว่าทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่องนี้การใช้งบอาจจะส่อไปในทางไม่ชอบหรือไม่ ซึ่งระเบียบนี้กลายเป็นระเบียบศรีธนญชัย แทนที่จะแยกผู้ต้องขังที่เป็นผู้บริสุทธิ์ออกจากนักโทษเด็ดขาด กลับไปแยกผู้ต้องขังเด็ดขาดออกเป็นสองมาตรฐาน คือมาตรฐานที่ 1 ติดคุกที่เรือนจำและ 2 ติดคุกที่บ้านได้ จนมีเสียงวิจารณ์ว่าอาจทำให้คำพิพากษาของศาลไม่มีความหมาย และนักโทษบางคนไปติดคุกเสวยสุขที่บ้านได้ กลายเป็นนักโทษเทวดา แบบนี้ยิ่งจะเป็นการตอกย้ำฉายาเซลส์แมนสแตนชิน ของนายกฯ ให้กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำประทับติดตัวนายกฯ ตลอดไป