หน้าแรก การเมือง ปธ.เดอะปาตานี...

ปธ.เดอะปาตานี เผยครั้งแรก เคยทะเลาะ ‘ญาติเหยื่อตากใบ’ ยัน ไม่ได้ฟ้องหวังสะใจ อยากได้แค่ ‘สำนึกผิด’

21.10.24 | 18:16 น.

ปธ.เดอะปาตานี เผยครั้งแรก เคยทะเลาะ ‘ญาติเหยื่อตากใบ’ ยัน ไม่ได้ฟ้องหวังสะใจ อยากได้แค่ ‘สำนึกผิด’

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ห้องกมลพร ชั้น 1 โรงแรมเดอะสุโกศล เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ACB LAB ร่วมกับ The Patani, TUNE & CO, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่าย จัดเวทีเสวนา “ตากใบต้องไม่เงียบ” เปิดพื้นที่ให้กับเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบ แลกเปลี่ยนเรื่องราวและความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 พร้อมทั้ง เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องก่อนที่คดีจะหมดอายุความ

เวลา 13.45 น. มีการฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง “ตากใบ” กำกับโดย นายธีรวัฒน์ รุจินธรรม ทั้งนี้ ระหว่างฉายไปจนถึงช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ

ต่อมาเวลา 14.15 น. เข้าสู่การเสวนาในหัวข้อ “ตากใบต้องไม่เงียบ” โดย รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ Human Rights Watch ประเทศไทย, นายอาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธาน The Patani, น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้ง The reporters, นายชูเวช เดชดิษฐรักษ์ นักร้องนำวงสามัญชน, นางนารี เจริญผลพิริยะ อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Advertisement

นายอาเต็ฟ ประธานกลุ่ม The Patani กล่าวว่า ตอนช่วงแรกตนก็เคลื่อนไหวเต็มที่ แต่คิดว่าท้ายที่สุดแล้ว ทางออกจากความขัดแย้งคือ ต้องหันหน้าคุยกัน เพราะการทำเรื่องกระบวนการสันติภาพ จะทิ้งรากเหง้าของปัญหาไม่ได้ จึงพยายามทำให้คนที่ไม่เชื่อมั่น ยังเชื่อมั่นว่ามีหนทางอยู่ และมีโอกาสจัดวงเสวนาขึ้น ทั้งนี้ ในพื้นที่เอง ขบวนการนักศึกษา ตั้งขึ้นไม่นานก็ต้องปิดตัว ถูกดำเนินคดี ความพยายามดึงคนให้สู้อย่างสันติวิธี ต้องใช้ความพยายามเยอะมาก

“จากเหตุการณ์ตากใบ พวกเราถูกปรามาสพอสมควร ผู้ใหญ่หลายคนที่ผมให้ความเคารพมักพูดเสมอว่า ยังไงก็ขอให้ชาวบ้านออกมาฟ้อง สู้คดี ซึ่งผมไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน สมัยที่เราเป็น นักศึกษา ไปหาญาติผู้สูญเสียทุกบ้าน เราถูกไล่ ว่าอย่ามายุ่งกับเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดเผยเรื่องนี้”

“เรื่องเหตุการณ์ตากใบ ผมอยากพูดในแง่ของโครงสร้าง ซึ่งบางครั้งถึงขั้นทะเลาะกับญาติของผู้สูญเสีย แต่ความจริงแล้ว เขารู้สึกว่าถ้ารักเขาจริง เขาต้องการความเป็นธรรม คนที่ขับเคลื่อนให้แม่ๆ ภรรยา ออกมาสู้ (ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ) คือคนรุ่นใหม่” นายอาเต็ฟเผย

นายอาเต็ฟกล่าวต่อว่า ปีสุดท้ายก่อนคดีจะหมดอายุความ ไม่ใช่ชาวบ้านไม่อยากสู้ เขาคิดมาตลอด จนสุดท้ายก็ออกมาสู้ เป็นโอกาสดีมากๆ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐนี้พร้อมโอบอุ้มความหลากหลาย ความแตกต่าง ทำให้กระบวนการสันติภาพเดินไปต่อ แต่ทุกอย่างกลับถูกทำลายลงไป เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่กรุงเทพฯ

นายอาเต็ฟกล่าวในช่วงท้ายว่า ถ้าสังเกตจะเห็นว่าความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ เริ่มรุนแรงมากขึ้น ถ้าวิธีการที่ผ่านมา ทั้งการใช้ความรุนแรง กำลังของรัฐ และงบประมาณหลายแสนล้านบาท ถ้าสำเร็จจริงในแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ เราจะไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น กระบวนการที่เป็นอยู่ตอนนี้ เป็นเชื้อที่ดี ที่ทำให้กระบวนการที่นิยมการใช้กำลัง ใช้กำลังต่อไป

“คิดว่าวันที่ 25 ตุลาคม เที่ยงคืน สุดท้ายมันจะหมดอายุความ ถ้าสามารถสื่อสารถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ก็อยากให้เกียรติญาติ เสียงของพวกเขาควรจะได้รับการดูแลมากที่สุด พวกเสียงระเบิดวันที่ 25 ต.ค. ผมไม่อยากเห็น และไม่ควรมีด้วยซ้ำ ควรให้กำลังใจญาติ เพราะเรารู้ว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไร ในฐานะคนในพื้นที่ผมกล้าเอาตัวเองมายืนยัน จริงๆ เขาไม่ได้ต้องการให้เอาจำเลยมาถูกขัง ลึกๆ แล้วในใจเขา เขาอยากรู้ว่า คุณสำนึกผิดจริง คุณรู้สึกผิดจริง ไม่ใช่เอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ แล้วจะสะใจ ไม่มีในมุมชาวบ้าน เท่าที่ผมสัมผัสมา”

“ตอนผมเด็กๆ เวลามีคนพูดถึง ปี 2547 พูดถึงประวัติศาสตร์นู่นนี่นั่น เราจะได้ยินบ่อยมาก คือ คนในฝ่ายความมั่นคงมาพูดว่า เรื่องในอดีต ลืมๆ ไปเสียเถอะ มันนานแล้ว มาเริ่มกันใหม่ พูดเสร็จไม่นานก็เกิดเหตุการณ์กรือเซะ ก็บอกว่า กรือเซะ มันผ่านไปแล้วไม่เป็นไรเดี๋ยวมาเริ่มใหม่ จนต่อมาเกิดเหตุการณ์ตากใบ ก็บอกว่า ที่ผ่านมาอดีตผ่านแล้วผ่านไป แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไอร์ปาแย ก็บอกว่า พอแล้ว หลังจากนี้ตั้งกรรมการอิสระ ไม่ใช่ไม่ได้ข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงไม่สามารถสื่อต่อสาธารณะได้เพราะไปเจอตอที่ใหญ่มาก ต่อมาก็เกิด กราดยิงที่ร้านน้ำชา ไม่นาน 2-3 ปีเกิดเหตุที่ อ.บาเจาะ กับเด็กชาย 3 คนอีก ผู้ถูกจับกุม สุดท้ายศาลไม่สั่งฟ้อง
โอเค ถ้างั้นเราลืม หันมาสู่แนวทางสันติวิธี ยกเรื่องอัตลักษณ์ แต่สุดท้ายก็ถูกดำเนินคดี แล้วจะให้เราเลือกทางไหน การเป็นคนในพื้นที่ ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก ในการจะเป็นพลเมืองที่ดีของรัฐนี้ มันยากมาก ในมุมผม ความจริงเพียงพอแล้ว ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่สูญเสีย แต่ประเทศเสียโอกาสมากมาย ทั้งงบประมาณ ความเชื่อมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศ ตากใบต้องไม่ลืม เพราะเมื่อใดก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะนี้ที่มันเกิดขึ้นได้ที่ตากใบ ก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ในประเทศนี้” นายอาเต็ฟกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดผนึกจดหมายถึงรัฐ – ผกก.หนังสั้น ‘ตากใบ’ ซูมดีเทลทะเทือนใจ ฉายมายด์เซต ‘มองคนไม่ใช่คน’

ฐปณีย์ เล่านาทีใจเต้น เค้นปม ‘ตากใบ’ ทำไมสู้ถึงวันนี้? ลูกเหยื่อยังถามหา ‘ความยุติธรรมต่างหน้าพ่อ’

อดีต กก.สมานฉันท์ เทียบ ตากใบ ไม่ต่าง 6 ตุลาฯ เสียหายสุดคือ ‘ประเทศไทย’ ห่วงกระทบเชื่อมั่นระบบยุติธรรม