หน้าแรก การเมือง 21 ปี เหตุปล้...

21 ปี เหตุปล้นปืน ค่ายปิเหล็ง ความท้าทาย รัฐ-กลุ่มเห็นต่าง หาจุดร่วมแก้ปัญหาไฟใต้

4.01.25 | 17:00 น.

21 ปี เหตุปล้นปืน ค่ายปิเหล็ง ความท้าทาย รัฐ-กลุ่มเห็นต่าง หาจุดร่วมแก้ปัญหาไฟใต้


เหตุการณ์ปล้นปืน ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ถือเป็นจุดเริ่มต้น ปะทุ ของความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งใหม่

เมื่อเช้ามืดของวันที่ 4 มกราคม 2547 กลุ่มผู้ก่อเหตุประมาณ 140-150 คน ได้บุกเข้ากองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือที่รู้จักในชื่อ “ค่ายปิเหล็ง”

ปล้นอาวุธปืนไปได้กว่า 413 กระบอก และทำให้ทหารเวรเสียชีวิต 4 นาย 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กอ.รมน.แจ้งว่า ได้ยึดของกลางกลับมาจากการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการ กลับมาได้จำนวนหนึ่ง

Advertisement

เหตุการณ์ปล้นปืนครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยระลอกใหม่ ในช่วง 20 ปี จากที่ก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์ใหญ่ กบฎดุซงญอ 2481 อุ้มฮัจญีสุหลง 2497 หรือเหตุการณ์สะพานกอตอ ที่นำไปสู่เหตุการณ์ประท้วงปัตตานี 2518 เหตุเผาโรงเรียน 36 โรง ปี 2536

จนมาถึงเหตุปล้นปืน ปี 2547

หลังจากนั้น รัฐบาลได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ดร.ดนยารัตน์ บูยูโส้ะ ประธานคณะขับเคลื่อนสันติสุขชายแดนใต้ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการ และผู้ติดตามปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ครบรอบ 21 ปีของเหตุปล้นปืน ว่า เหตุการณ์ใหญ่ดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การกระทำเฉพาะหน้า แต่เป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการบ่มเพาะแนวคิดการต่อสู้ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลายาวนานก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ การทำความเข้าใจถึงบริบทของปัญหาและต้นเหตุสำคัญเป็นสิ่งที่รัฐควรให้ความสำคัญในการวิเคราะห์และหาทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว

การวิเคราะห์ต้นเหตุและพัฒนาการของสถานการณ์ผลกระทบต่างๆ รัฐควรแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ดร.ดนยารัตน์ ชี้ให้เห็นว่า การปล้นปืนในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการต่อสู้ที่ได้รับการบ่มเพาะในเชิงอุดมการณ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างทางความคิดและการปฏิบัติระหว่างรัฐกับกลุ่มที่มีแนวคิดต่าง ที่เป็นกลุ่มหลายขบวนการอย่างน้อย 4-5 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของทั้งสองฝ่ายในช่วง 21 ปีที่ผ่านมา นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้วย เช่น ฝ่ายรัฐได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านความพยายามแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและการดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความสงบในพื้นที่

ส่วน ฝ่ายกระบวนการคิดต่างมีการพัฒนากลยุทธ์และรูปแบบการต่อสู้ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งขึ้น จนทำให้การคาดการณ์ถึงแนวทางการดำเนินการก่อเหตุ การป้องกัน เป็นไปได้ยากขึ้น

และที่สำคัญคือภาคประชาสังคม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มนักสันติวิธีและภาคประชาสังคมได้พยายามผลักดันแนวทางสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่เกิดผลลัพธ์ที่เด่นชัด แต่ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ที่แสดงออกถึงแนวคิดเสรีภาพและแสวงหาทางออกเชิงสันติภาพมากขึ้น

ดร.ดนยารัตน์ เสนออีกว่า การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ควรเน้นไปที่การเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตและการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย โดยเฉพาะการส่งเสริมกระบวนการพูดคุยและการแสวงหาจุดร่วมระหว่างฝ่ายรัฐและกลุ่มที่คิดต่าง เพื่อลดความขัดแย้งและหาทางออกร่วมกัน

การเปิดพื้นที่พูดคุย เช่นที่คณะขับเคลื่อนทำอยู่ ควรมีเวทีที่ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเสรีและสร้างสรรค์ โดยไม่มีการแบ่งแยกหรือเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน สร้างความร่วมมือทั้งฝ่ายรัฐและกลุ่มที่คิดต่างควรเน้นการหาจุดร่วมเพื่อสร้างความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่

บทบาทกลุ่มเยาวชนการสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะพวกเขาคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในอนาคตอีกด้วย

ทั้งฝ่ายรัฐและกลุ่มที่คิดต่าง ควรให้ความสำคัญกับการแสวงหาจุดร่วมและการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความสงบสุขและความยั่งยืนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ การมุ่งหาทางออกร่วมกันในเชิงสันติภาพจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน