หน้าแรก การเมือง กมธ.มั่นคง ถก...

กมธ.มั่นคง ถกปมไบโอเมตริกซ์ ยันไลเซนส์หมดแล้ว 3 ปี ต้องใช้วิธีโบราณ คัดกรองคนเข้าไทย

20.02.25 | 15:33 น.

‘โรม’ ลั่น เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย-ไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบ หลัง ‘ที่ประชุม กมธ.ความมั่นคง’ คอนเฟิร์มระบบ ‘ไบโอเมตริกซ์’ ไทย หมดอายุ 3 ปีแล้ว เผย ต้องใช้วิธีโบราณ ‘ถ่ายภาพ-ปั๊มลายนิ้วมือ’ มอง ‘จีน’ ไม่ถูกจำแนก ‘เหยื่อ-อาชญากร’ อาจทำให้ประเทศอื่นได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียม-ไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติใดชาติหนึ่ง

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าภายหลังการประชุม กมธ.ถึงแนวทางการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีหลายส่วนเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับข้อมูลอัตลักษณ์ และเกี่ยวกับอาชญากรข้ามชาติและยาเสพติด

โดยนายรังสิมันต์ระบุว่า ประเทศไทยไม่มีการใช้ระบบไบโอเมตริกซ์อีกแล้ว ซึ่งแปลว่าเวลา 3 ปีเต็มนี้ ไม่มีเครื่องมือในการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์นักท่องเที่ยว ทำให้มีโอกาสผิดพลาดจากการที่นักท่องเที่ยวใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการก่ออาชญากรรม โดยที่ตัวเขาเองมีสัญชาติที่แตกต่างกัน

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า แม้วันนี้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จะใช้วิธีการถ่ายรูปและพิมพ์ลายนิ้วมือ แต่ข้อมูลที่ได้นั้นชัดเจนว่าไม่เพียงพอ และกลายเป็นช่องว่างสำคัญ ในการที่จะทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภายใต้ความอันตรายของปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

Advertisement

นายรังสิมันต์ย้ำว่า สตม.มีความรับผิดชอบที่จะป้องกันเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งที่ควรรับรู้รับทราบมาก่อนหน้านี้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น แต่กลับปล่อยให้ License หมดจนเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น กลายเป็นสุญญากาศ ใช้วิธีการโบราณ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ โดยใช้วิธีขึ้นแบล๊กลิสต์ที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

“ผมจะอยากตั้งคำถามไปถึงบิ๊กต่าย หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ภาพการก่ออาชญากรรมเกิดขึ้น โดยที่ระบบเราไม่สามารถป้องกันได้นั้น จะมีความรับผิดชอบอย่างไร และต้องถามผู้บังคับบัญชา สตม.ด้วยคำถามเดียวกันว่า ปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ได้อย่างไร” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวถึงการขยายผลและการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และทุนเทาว่า ได้พยายามรับรู้รับทราบและพยายามเข้าใจว่า เหตุใดการออกหมายจับ หม่องชิต ตู่ จึงทำได้อย่างยากเย็น ซึ่งพบว่า ตัวการหลักของเรื่องนี้ คืออัยการ เนื่องจากเป็นคดีความผิดนอกราชอาณาจักร ทำให้อัยการสูงสุดจึงต้องเข้ามาดู แต่การออกหมายนั้น ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็พยายามดำเนินการอยู่ แต่การส่งมอบข้อมูลของสองหน่วยงานนั้นยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่รู้ว่าจะรอช้าอยู่ไปเพื่ออะไร เพราะจะส่งผลให้เราไม่สามารถแช่แข็งบัญชีและทรัพย์สินของอาชญากรได้ ทำให้คนจำนวนมากต้องรอคอยการชดเชยเยียวยา ยังไม่ได้รับเงินคืน

นอกจากนั้น ยังไม่มีการขยายผลไปถึง เต่ง วิน ซึ่งเป็นคนสำคัญใน BGF และเกี่ยวข้องกับบริษัท SMTY ซึ่งเป็นสัญญากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และยังมีตัวละครสำคัญใหม่ ซึ่งจะต้องขยายผลต่อไปว่าบุคคลที่อยู่ในกองกำลังดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งการลักลอบขนย้ายสารตั้งต้น และการส่งออกยาเสพติดผ่านไทยไปยังประเทศอื่น ดังนั้น เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า แหล่งผลิตยาเสพติดใหม่เกิดขึ้นแล้ว ที่รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา ไม่ได้จำกัดแค่ทางฝั่งว้า

สำหรับกรณีท่าข้าม ขอยืนยันต่อไปว่า มีท่าที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็จะเป็นผู้สรุปว่า ใครบ้างที่มีอำนาจในการปิดท่าข้าม และภายในเดือนมีนาคมนี้จะมีการสรุปว่าต้องมีท่าไหนบ้างที่จะถูกปิดไป

“แม้เราจะมีการช่วยเหลือเหยื่อ จับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากฝั่งเมียวดี และส่งต่อไปยังประเทศอื่น แต่ต้องยืนยันว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างร้ายแรง และต้องติดตามต่อไป”

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการสอบถามกรณีส่งตัวคนต่างชาติด้วยว่า เหตุใดจีนถึงมีเพียงบันทึกภาพและพิมพ์ลายนิ้วมือ ไม่ได้มีการคัดแยกเหยื่อและอาชญากร ซึ่งทำให้เราไม่มีข้อมูลว่าใครคืออาชญากรตัวใหญ่ หากจีนไม่ส่งให้เรา ยืนยันว่า การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ เพราะอาจจะมีการกลับมาก่ออาชญากรรมในประเทศไทยได้อีก

ขณะที่ประเทศอื่นมีการแยก ซึ่งอาจทำให้ประเทศอื่นมองว่าเราปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกัน และจะถูกมองว่าไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งไม่ควรที่จะทำให้ใครมองเราเช่นนี้

ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวน หากต่อไปเกิดกรณีเช่นนี้อีก ตนขอเรียกร้องไปยัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ส่วนมีการขึ้นแบล๊กลิสต์จริงหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า น่าจะ เนื่องจากผู้เข้าชี้แจงไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตรงนี้โดยตรง หากผู้ที่เขาชี้แจงไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ตนก็คิดว่าเราไม่ควรมี ผบ.ตร. หรือรอง ผบ.ตร.มากขนาดนี้ “นี่เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย และไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบ”